ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 363 ล้วนไม่ใช่สิ่งดีอะไร
บทที่ 363 ล้วนไม่ใช่สิ่งดีอะไร
“เจ้าอย่าให้พูดเลย ข้าก็เห็นเหมือนกัน” หลี่ซื่อมองไปรอบตัวแล้วกดเสียงลงต่ำกว่าเดิม “ล้วนแต่เป็นพวกชนชั้นล่าง แค่มองก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่ ปาเม่ยเองก็ทึ่มอยู่ยังไปพูดคุยกับคนด้วยอย่างไม่รู้อะไร ยังดีที่ข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ก็อยู่ด้วยและคอยมองอยู่ข้าง ๆ คนจึงถามได้ไม่กี่ประโยค”
ในฐานะคนที่ผ่านน้ำร้อนมาก่อน หลี่ซื่อชำนาญเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
ในคราแรกยามที่นางเป็นเด็กสาวเพราะเงื่อนไขทางบ้านพอใช้ได้ บ้านสกุลหลี่จึงเป็นที่นิยมเป็นพิเศษ
ยามนั้นนางยังเด็ก ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงมารายล้อม ยังคิดไปว่าเป็นเพราะตัวเองมีเสน่ห์ดึงดูดคนหนุ่มมากมายถึงเพียงนั้น มาจนยามนี้ที่ตัวเองเป็นแม่คนแล้ว นางจึงค่อย ๆ รู้ว่าเสน่ห์ของนางอยู่ตรงไหน คนส่วนใหญ่ล้วนมุ่งมาที่บ้านแม่ของนาง
เช่นเดียวกับที่นางเป็นแม่คนแล้วก็คิดว่าถ้าลูกชายตัวเองโตขึ้นจนต้องตบแต่งลูกสะใภ้ จะต้องเป็นลูกสะใภ้แบบไหน หลังจากนั้นก็ต้องมาคิดวางแผน ทุกอย่างนี้ก็ล้วนจะเข้าใจไปเอง
“เจ้าคิดว่าพวกเรามีคนอยู่มากมายถึงเพียงนี้ คนอื่นไม่ถาม แต่กลับพากันวิ่งไปถามปาเม่ย ไม่ใช่ว่ามีเจตนาแอบแฝงหรือ?”
นางยังพูดอีกว่ายามที่นางพาจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยไปตลาด ก็เคยพบชายคนนั้นด้วย
“เช่นนั้นทำไมเจ้าถึงไม่บอกท่านแม่เล่า?” จูซื่อถาม
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยพูดครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้ผ่านมานานถึงเพียงนี้ ข้าก็ยังไม่มีโอกาสเลยไม่ใช่หรือ?” หลี่ซื่อพูด “วันนี้เดิมทีข้าคิดจะพูดคุยกับท่านแม่เรื่องการดูแลซานเป่าและซื่อเป่า จากนั้นก็จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ท่านแม่ไม่ให้ข้าพูด ข้าก็พูดออกมาไม่ได้”
“เช่นนั้นเจ้าค่อยหาโอกาสอีกครั้งเถอะ”
“ได้”
……
เย่อวี๋หรานเพิ่งกลับมาถึงเรือน ก็ให้จูอู่ออกไปเดินดูรอบ ๆ แล้วค่อยกลับมาเฝ้ายามตอนกลางคืน หลังจากนั้นก็เห็นหลิวซื่อวิ่งหลับมา
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ท่านแม่ เรื่องนั้น…” หลิวซื่อเดินเข้ามาใกล้ก้าวหนึ่ง มองสีหน้าเย่อวี๋หรานพลางพูดเสียงเบา
“วันนี้ท่านไม่ได้ไปที่หมู่บ้านสกุลหลิวหรือเจ้าคะ ข้าอยากจะถามท่านว่าท่านพ่อท่านแม่ของข้าเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“เจ้าไม่ใช่ว่าเพิ่งกลับบ้านเดิมไปหรือ พ่อแม่เจ้าเป็นอย่างไรเจ้ายังต้องมาถามข้าอีกหรือ?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว
“ไม่ใช่ว่าผ่านมาหลายวันแล้วหรือเจ้าคะ ข้าจึงลองถามดู หากท่านแม่รู้ก็ย่อมดี แต่หากไม่รู้ก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หลิวซื่อผิดหวังเล็กน้อย
ความจริงนางเป็นห่วงพ่อแม่ของนางเสียที่ไหน เห็นได้ชัดว่าอยากสอบถามว่าไปที่หมู่บ้านสกุลหลิวแล้วไปได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยินเข้าหรือไม่
“เจ้ากลับไปบ้านเดิมไปแล้วมีเรื่องอะไรที่ทำให้ไม่มีความสุขหรือ?” ครั้นนึกถึงเรื่องที่หลิวเอ้อร์เสิ่นพูด เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้อารมณ์ดีนัก
นางรู้ว่าพวกลูกสะใภ้ถือเงินไว้ในมือ แน่นอนว่าต้องคิดอยากเอาไปสนับสนุนครอบครัวเดิม แต่ตลอดมานางคิดว่าหลิวซื่อไม่ได้โง่งมเกินไปนัก จึงไม่น่าจะทำอะไรผิดพลาดใหญ่หลวง
แต่เห็นได้ชัดจากเนื้อหาที่หลิวเอ้อร์เสิ่นพูดมา นางคงจะคิดในแง่ดีเกินไป
“เปล่าเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าล้วนแต่ฟังคนพูดมาแล้ว ไม่ได้มีเรื่องอันใดเจ้าค่ะ”
“ถ้าไม่มีเรื่องอะไรเร่งด่วน หลังกินข้าวเสร็จจะรีบวิ่งมาคุยกับข้าเช่นนี้หรือ? พูดมาเถอะ ตกลงว่ามีเรื่องอะไร ? พูดออกมาจากปากเจ้ากับได้ยินจากปากคนอื่น ทั้งสองทางล้วนต่างกัน แบบไหนข้าจะไม่พอใจ ในใจเจ้าย่อมรู้ดี”
สีหน้าหลิวซื่อเหยเก นางรู้สึกว่านางไม่น่าปากมากวิ่งมาถามเรื่องนี้เลย
น่าเสียดายที่หากไม่มาถาม นางคงนอนหลับไม่สนิท
ก่อนหน้านี้ที่นางเอาของกลับไป ‘อวด’ ที่บ้านเดิม ผลคือถูกพี่ชายยุยง ไม่เพียงแต่แม่ของนางไม่ชมนาง แต่ยังบอกว่านางโง่เง่า เอาของมาเพียงแค่นี้ราวกับ ‘ส่งให้’ ขอทาน
ยามนั้นหลิวซื่อได้ยินก็เจ็บปวด “ข้าเอามาให้ขอทานเสียที่ไหนเจ้าคะ? ท่านแม่ ยามที่ลูกสาวกลับบ้านเดิม ข้าก็เอาของมาให้มากมายไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ท่านพูดเองว่ายามที่น้องสามกลับมา มีข้าที่เอาของมาให้ตั้งเยอะไม่ใช่หรือ?”
“เจ้าบอกว่าน้องสามของเจ้าเอาของกลับมาน้อย สถานการณ์ของนางเป็นอย่างไร แล้วสถานการณ์ของเจ้าเป็นอย่างไร จะเอามาเทียบกันได้หรือ? แม่สามีเจ้าสร้างเรือนใหม่ ทั้งยังปลูกมันเทศหาเงินได้ตั้งมากมาย” แม่หลิวมีสีหน้าไม่แยแส รู้สึกว่าของที่ลูกสาวให้มานั้นราวกับเป็นของที่ “ไม่ต้องการ”
นางเป็นแม่คนหนึ่ง หากได้เพียงของที่ลูกสาวไม่ต้องการ นางยังจะพอใจได้หรือ?
จึงเปิดปากบอกให้หลิวซื่อเอาเงินออกมาให้อีกหลาย ๆ เหรียญ
“ท่านแม่ ข้าให้ท่านไปแล้ว ไม่มีแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ” หลิวซื่อไม่สามารถให้ทั้งหมดได้ แม้ว่าตอนนี้นางจะยังไม่มีลูก แต่ในอนาคตก็ยังไม่แน่ นางจะต้องวางแผนไว้ให้ตัวเองด้วย
จากความคิดของแม่สามี เรือนหลังใหม่ยังไม่แบ่งส่วนให้ นางและจูเอ้อร์ยังต้องอยู่ที่เรือนหลังเก่า
เช่นนี้ถ้าในมือไม่มีเงิน ในอนาคตจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรเล่า?
แม่หลิวให้กำเนิดหลิวซื่อมา ลูกสาวตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ คนเป็นแม่จะไม่รู้เชียวหรือ?
นางโกรธมากถึงขั้นล้วงหาจากร่างของหลิวซื่อโดยตรง หลิวซื่อตกใจเป็นอย่างยิ่ง รีบวิ่งหนีไม่ให้ผู้เป็นแม่แตะต้องตัวนาง
นางวิ่งไปก็พูดไป “ท่านแม่ ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ? ในเรือนมีคนอยู่ ท่านมาแตะต้องตัวข้าเช่นนี้ต่อไปข้าจะยังมีหน้าไปเจอใครได้อีกเจ้าคะ?”
“จะไม่มีหน้าไปเจอใครอะไรเล่า? ถ้าไม่ใช่พี่ชายเจ้าก็เป็นน้องชายเจ้าทั้งนั้น คนบ้านเดียวกันยังมีอะไรต้องอาย จะรีบเอาออกมาให้ข้า หรือจะให้ข้าพลิกตัวเจ้าเอง ข้าไม่เชื่อว่าสกุลจูมีเงินมากมายถึงเพียงนั้นแล้วจะให้เจ้ามาน้อยนิดเช่นนี้ได้หรือ?” ในขณะเดียวกัน หลิวซื่อก็ยังถูกบ่นเรื่องในงานเลี้ยงครานั้นที่หลิวซื่อขัดขวางไม่ให้พ่อหลิว ‘ช่วงชิงเรือน’
เดิมทีวันนั้นพวกเขาวางแผนไว้อย่างดิบดีว่าจะให้พ่อหลิวพูดขึ้นมา ให้พวกเขาแบ่งห้องในเรือนใหม่ให้สักหน่อย แม้ว่าจะไม่สามารถเข้าไปอยู่ได้ในทันที แต่ก็ต้องเผื่อไว้เป็นหนทางในอนาคต
ทุกคนล้วนปรึกษาหารือกันเป็นอย่างดีแล้ว ผลคือไม่รู้อย่างไร หลิวซื่อกลับไม่เห็นด้วยขึ้นมาอย่างกะทันหัน และไม่ให้พวกเขาสร้าง ‘ปัญหา’
เรื่องนี้ยังคงติดอยู่ในใจของแม่หลิว ทำให้นางไม่สบายใจมาโดยตลอด
ครั้นหลิวซื่อได้ยินผู้เป็นแม่พูดเรื่องในวันนั้น ในใจก็ตื่นตระหนกขึ้นมา “ท่านแม่ ท่านอย่าพูดถึงเลยเจ้าค่ะ เรื่องวันนั้นก็ส่วนวันนั้น เรื่องมันผ่านมาแล้ว หลังจากนี้พวกเราล้วนอย่าพูดถึงมันอีกเลยนะเจ้าคะ”
นางกลัวว่าจะถูกคนอื่นได้ยินจึงเก็บไว้ในใจ สักวันหนึ่งแม่สามีและพ่อสามีอาจทะเลาะเบาะแว้งกัน แม่สามีคงจะกล่าวโทษเรื่องที่พ่อสามีนอกใจขึ้นมา
ตอนนี้สกุลจูเหมือนจะกำลังสงบสุข แต่หลิวซื่อรู้สึกว่านั่นเป็นความสงบก่อนพายุจะมา เมื่อถึงยามนั้นที่ทะเลาะกันขึ้นมา ทุกอย่างต้องกลับตาลปัตรเป็นแน่
คิดถึงตรงนี้แล้วหลิวซื่อยิ่งไม่ยินยอมจะให้เงินที่นางซ่อนไว้กับแม่หลิว
นางไม่ได้โง่ บ้านเดิมก็คือบ้านเดิม ให้ไปมากมายไม่ใช่ว่าตกไปอยู่ในมือพี่ชาย ตกไปอยู่ในมือน้องชายหรือ ทั้งหมดล้วนไม่เป็นประโยชน์อันใดกับนางเลย
เรื่องหลังจากนั้นกลายเป็นการทะเลาะใหญ่โต แม่หลิวโกรธมาก ด่าว่านางเป็นลูกอกตัญญู ทั้งยังไล่ให้นางออกไปโดยไม่แม้แต่จะให้กินข้าวก่อน
หลิวซื่อเสียใจ แต่ก็ไม่กล้าจากไปเช่นนี้ นางยังคงอยู่ที่หมู่บ้านสกุลหลิวเป็นเวลานาน จนกระทั่งจวนจะหมดเวลาจึงเพิ่งกลับมา
ระหว่างทาง พี่สะใภ้และน้องชายน้องสาวล้วนมาเกลี้ยกล่อมนาง แต่ไม่มีใครยกเรื่องกินข้าวขึ้นมาพูดเลย มีเพียง “ตำหนิ” ว่านางเป็นลูกสาว อย่าไปทำให้แม่ตัวเองโกรธ
ความหมายแฝงในคำพูดนั้นคือนางแค่เอาของออกมาแล้วเอาไปให้แม่หลิว ทุกอย่างก็แก้ไขได้แล้วไม่ใช่หรือ?
หลิวซื่อคิดในใจ แก้ไขกับผีสิ!
บอกว่าให้เอาไปให้แม่ของนาง ให้แม่นางช่วยเก็บไว้ สุดท้ายแล้วจะตกไปอยู่ในมือใครก็ยังไม่แน่
ครั้นมองไปยังพี่สะใภ้และน้องชายน้องสาว หลิวซื่อรู้สึกว่าทุกคนน่าสงสัย และล้วนไม่ใช่สิ่งดีอะไร
“ว่าอย่างไร? ยังมีเรื่องปิดบังข้าจริงหรือ?” เย่อวี๋หรานจ้องมอง คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เอาเถอะ ตอนนี้ทุกคนล้วนปีกกล้าขาแข็งแล้ว คิดอยากจะต่อกรกับข้าแล้วสิ?”
“ไม่ใช่นะเจ้าคะท่านแม่” หลิวซื่อตั้งสติได้และได้ยินแม่สามีพูดเช่นนั้นก็ตกใจ รีบปฏิเสธไปทันทีว่า “จะเป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ? ข้าเป็นลูกสะใภ้ของท่าน จะกล้าต่อกรกับท่านได้อย่างไร? ข้าสาบานว่าไม่ใช่จริง ๆ เจ้าค่ะ ข้ากตัญญูนะเจ้าคะ ท่านแม่ให้ข้าทำอะไร ข้าจะทำทุกอย่างโดยไม่มีบิดพลิ้วแน่นอนเจ้าค่ะ”