ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 364 เลศนัย
บทที่ 364 เลศนัย
“ได้ ไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร ข้าก็ไม่ได้อยากถาม ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรอย่ามาหาข้าก็แล้วกัน ข้าน่ะ…” เย่อวี๋หรานสะบัดแขนเสื้อแล้วกล่าวว่า “ก็ไม่ชอบยุ่งเรื่องของครอบครัวคนอื่นนักหรอก โดยเฉพาะเรื่องบ้านเดิมของคนอื่น…”
“ท่านแม่ ท่านพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?” หลิวซื่อกระสับกระส่าย รู้สึกเหมือนแม่สามีรู้อะไรบางอย่าง
“หมายความว่าอย่างไร เจ้าไม่ได้รู้อยู่แล้วหรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าว “เอาล่ะ ถ้าเจ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็กลับไปเถอะ ข้าเองก็จะพักผ่อนแล้ว วันนี้เดินทางไปหมู่บ้านสกุลหลิวตั้งแต่เช้า ยุ่งมาทั้งวัน ฟังเรื่องซุบซิบมาทั้งวันแล้ว เหนื่อยแล้วเหมือนกัน…”
กล่าวราวกับบอกเป็นนัย
หลิวซื่อใจเต้นระส่ำ “ท่านแม่ ท่านไปดูตัวไม่ใช่หรือเจ้าคะ แล้วไปฟังเรื่องซุบซิบมาจากไหน? มีเรื่องอะไรบ้างหรือเจ้าคะ? เรื่องซุบซิบพวกนั้นพูดกันปากต่อปากก็ไม่รู้ว่าบิดเบือนเติมแต่งอะไรเข้าไปบ้าง ท่านอย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังเชียว”
“อ้อ? คำพูดแบบไหนที่ไม่อาจยึดถือเป็นจริงเป็นจัง?”
“ก็คือ…” หลิวซื่อเกือบหลุดปากพูดออกไปแล้ว แต่รีบหุบปากกลืนคำพูดลงไปได้ทันเวลา “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ไปดูตัวไม่ใช่หรือ เรื่องบางอย่างก็เลื่อนลอยไม่เป็นความจริง ท่านแม่อย่าไปเชื่อให้มากนะเจ้าคะ”
“เจ้าสบายใจได้ ข้ามีตา เรื่องราวเป็นอย่างไร ข้าเห็นชัดถนัดยิ่ง” เย่อวี๋หรานพยักพเยิด “มีอะไรอีกไหม?”
“ไม่แล้วเจ้าค่ะ”
“ไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปเถอะ” วันนี้เย่อวี๋หรานรู้สึกเหนื่อยแล้วจริง ๆ คิดแต่จะพักผ่อนให้เร็วสักหน่อย
เรื่องดูตัวของครอบครัวจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อคงไม่จบแต่เพียงเท่านี้ คอยดูไปเถอะ เดี๋ยวก็มีเรื่องตามหลังมาอีก
รวมกับเรื่องราวในครอบครัวตัวเองอีกเป็นกระบุง ทุกวันต้องขบคิดใคร่ครวญอยู่ตลอด แท้จริงแล้วก็สิ้นเปลืองกำลังสมองยิ่งนัก
เย็นวันนั้น จูอู่มาเฝ้ายามที่เรือนหลังใหม่
วันรุ่งขึ้น ครอบครัวสกุลจูก็เริ่มทำงานกันแล้ว ใครหาบน้ำ ใครปล่อยน้ำเข้านา ใครรับผิดชอบตรวจสอบคันไถนาก้านโค้ง ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน
ทั้งบุรุษสตรีล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีใครอยู่ว่าง
เย่อวี๋หรานกินมื้อเช้าเสร็จก็ไปเยือนเรือนเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส เพื่อหารือเรื่อง ‘มันเทศหน้าหนาว’ กับพวกเขา
“ตกลง จูต้าเหนียง เรื่องนี้พวกข้ายกให้เจ้าเป็นคนจัดการ” เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสไร้ความเห็นแย้ง เรื่องนี้นางมีประสบการณ์กว่าพวกเขา ทุกประการล้วนให้นางเป็นคนตัดสินใจ
“ตกลง เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสดูแลเรื่องลงทะเบียนรับสิทธิ์ปลูกมันเทศ ข้าดูแลเรื่องกล้ามันเทศ ดำเนินการถึงขั้นไหนแล้ว ข้าจะมารายงานพวกท่านเป็นระยะ ให้ทุกคนได้รับทราบเอาไว้” เย่อวี๋หรานบอกคร่าว ๆ ว่าขั้นต่อไปนางจะทำอะไรบ้าง
จูต้ามาบอกเรื่องวัวตั้งแต่เช้าตรู่วันนี้แล้ว เจ้าหน้าที่แสดงออกว่าเข้าใจดี ตอนนี้ยังห่างจากช่วงเก็บเกี่ยวพอสมควร ยังไม่จำเป็นต้องใช้งานวัวของตัวเอง ไม่มีปัญหาเลยสักนิด
ส่วนเรื่องจัดสรรคนหนุ่มในหมู่บ้านมาช่วยเก็บเกี่ยวมันเทศและทำแปลงเพาะชำก็สามารถดำเนินการได้ในทันที
เมื่อหารือเป็นที่เรียบร้อย เย่อวี๋หรานก็ออกมาจากเรือนเจ้าหน้าที่
ภายในเรือนของเจ้าหน้าที่ ผู้อาวุโสไม่ได้จากไปในทันที เขากล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า “เฮ้อ…เห็นหรือไม่ คนเช่นนี้ถึงจะเป็นคนทำการใหญ่ เพราะแบบนี้จูเหล่าโถวถึงได้ถูกนางข่มเอาไว้นานปี ไม่แปลกใจเลย”
เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าน้ำเสียงของผู้อาวุโสแปลกไปจึงถามหยั่งเชิง “ท่านได้ยินอะไรมางั้นหรือ?”
ผู้อาวุโสสบตาเขาแล้วพยักหน้าเบา ๆ
“เฮ้อ…” เจ้าหน้าที่ทอดถอนใจตาม “ท่านว่าเรื่องนี้จะจัดการอย่างไรดี? ลูกชายโตกันหมดแล้ว หลานชายก็มีหลายคน เห็นอยู่ว่าความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นทุกวัน จูเหล่าโถวคิดอะไรอยู่? มีชีวิตดี ๆ ไม่ชอบ ดันไปทำเรื่องพรรค์นี้เสียได้ นี่ไม่เท่ากับว่าหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ?”
“เรื่องนี้ต้องสกัดเอาไว้” ผู้อาวุโสขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม กล่าวเสียงเบาว่า “ตอนนี้คนรู้เรื่องมีน้อย คงยังไม่แพร่งพรายออกไป จูต้าเหนียงไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น ถ้าเรื่องนี้เปิดเผยออกมาแล้วจะต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่นอน ถ้าเป็นแบบนั้นจูต้าเหนียงยังจะมีแก่ใจเพาะปลูกอีกหรือ? ผลประโยชน์ที่เห็นรำไรอยู่ตรงหน้าเกรงว่าคงหลุดลอยไปกับตาแล้ว”
เจ้าหน้าที่เองก็เห็นด้วยเช่นกัน เขากล่าวว่า “ข้าก็คิดแบบเดียวกัน แต่จะจัดการเรื่องนี้อย่างไรต้องพิจารณาให้รอบคอบ ถึงอย่างไรจูเหล่าโถวก็เป็นสามีของจูต้าเหนียง ต้องไว้หน้าเขาบ้าง ถ้าถึงขั้นแตกหักกันแล้วก็จะไม่เป็นผลดีต่อพวกเราในวันหน้า ส่วนทางด้านแม่ม่ายฉิน…”
เขาแค่นยิ้มเย็นและกล่าวว่า “เป็นแม่ม่ายดี ๆ ไม่ชอบ กล้าทำเรื่องพรรค์นี้ ถ้าไม่กำราบนางเสียบ้างคงคิดว่าพวกเราเป็นเพียงของประดับหมู่บ้านสินะ”
ในไม่ช้า ทั้งสองก็ได้ข้อตกลงร่วมกัน นั่นคือต้องกำราบแม่ม่ายฉิน ทำให้นางไม่กล้าไปล่อลวงผู้ชายที่ไหนอีก
เย่อวี๋หรานไม่ทราบเรื่องนี้ ถ้านางรู้ก็อาจทัดทานเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส เรื่องราวหลังจากนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น
น่าเสียดาย นางเข้าใจมาตลอดว่าจูเหล่าโถวไม่ค่อยเป็นจุดสนใจ จึงอาจยังไม่มีใครสังเกตพบเรื่องนี้ ทุกประการล้วนถูกนางจัดการเรียบร้อยแล้ว
แต่นางลืมไปเรื่องหนึ่ง เรือนและที่นาของแม่ม่ายฉินตั้งอยู่ที่ใด ไม่มีใครแจ่มแจ้งไปกว่าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสอีกแล้ว
หากมองเพียงผิวเผินอาจดูเหมือนว่าพวกเขาสองคนไม่ได้มายุ่งกับคนในหมู่บ้านมากนัก แต่นั่นก็เป็นเพราะไม่ต้องการให้เกิดความยุ่งยาก ‘ชาวบ้านไม่ร้องเรียน ขุนนางไม่เอาความ’ ก็เท่านั้น ทว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาสองคนจับตามองทิศทางความเคลื่อนไหวของคนในหมู่บ้านอยู่ตลอด
หลายปีมานี้ แม่ม่ายฉินสามารถอาศัยอยู่ในหมู่บ้านสกุลจูมาได้อย่างปลอดภัย เลี้ยงลูกชายสองคนมาจนโตโดยไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ก็เป็นเพราะคำสั่งการอย่างลับ ๆ ของเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส
ดังนั้น เมื่อจูเหล่าโถวเริ่มไปที่นาของครอบครัวแม่ม่ายฉินบ่อย ๆ พวกเขาสองคนก็รู้เรื่องแล้ว
แต่ก็สมควรแล้วที่จูเหล่าโถวโชคร้าย เมื่อแม่ม่ายฉินอายุมากขึ้น ลูกชายสองคนก็โตแล้ว ความจริงเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเริ่มผ่อนคลายการจับตามอง แต่มีครั้งหนึ่งที่จูเหล่าโถวกลับมาจากทางนั้น แล้วลูกชายของผู้อาวุโสที่ขึ้นเขาไปตัดฟืนก็ไปเห็นเข้าโดยบังเอิญ
ลูกชายของผู้อาวุโสไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแต่ตอนกลับถึงเรือนก็ไปบ่นให้คนในเรือนฟัง บอกว่าวันนี้ระหว่างลงมาจากเขาได้พบใครบ้าง
ภรรยาของผู้อาวุโสก็ไม่ได้คิดมากเช่นกัน เพียงถามกลับไปว่า “อ้อ เจ้าเห็นจูเหล่าโถวหรือ อากาศร้อนขนาดนี้ เขาไม่ทำงานในนาตัวเอง ไปทางนั้นทำไมกัน?”
“ข้าเห็นเขาแบกจอบด้วย ครอบครัวเขามีที่นาทางนั้นด้วยหรือเปล่า?”
วาจานั้นทำให้ผู้อาวุโสหัวใจกระตุกวูบ ทางนั้นมีที่นาที่ไหนกัน จะมีก็แต่ที่นาของแม่ม่ายฉินเท่านั้นแหละ
สาเหตุที่แม่ม่ายฉินเลือกที่นาไว้ทางนั้น เขาก็พอจะทราบดี ในบ้านไม่มีชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ม่ายฉินกับครอบครัวแม่สามีและน้องชายของสามีก็ไม่ดีเท่าไหร่ ผู้ใดจะช่วยนางทำนา?
สำหรับความไม่ชอบมาพากลของแม่ม่ายฉิน เขาหลับตาข้าง ลืมตาข้าง ขอเพียงไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาก็พอแล้ว
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน คราวนี้ผู้ที่เข้ามาเอี่ยวคือจูเหล่าโถว ซึ่งเป็นสามีของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์
ความสงสัยของผู้อาวุโสจุดติดขึ้นมาทันที จึงลอบส่งคนไปคอยจับตามองทางนั้นอยู่หลายวัน เพื่อยืนยันว่าตกลงแล้วจูเหล่าโถวไปทางนั้นโดยไม่เจตนาหรือตั้งใจไปหาใครกันแน่
ขณะที่ทางฝั่งผู้อาวุโสสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ก็เริ่มจับความผิดปกติได้เช่นกัน เขาได้ยินจูจยาบ่นว่าพักนี้จูเหล่าโถวทำนาอยู่ดี ๆ ก็หายตัวไปเสียอย่างนั้น หลังจากนั้นเช้าวันหนึ่ง เขายังเห็นกับตาตัวเองว่าจูเหล่าโถวหลีกเลี่ยงคนในหมู่บ้านไปในที่ลับหูลับตาคน
คนปกติที่ไหนจะไปสถานที่ลับหูลับตาคนโดยไม่มีสาเหตุ?
ต้องเป็นคนที่มีพิรุธในใจแน่แล้ว
ที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องพูดอีก ทุกเรื่องราวที่มีคนทำย่อมทิ้งร่องรอยเอาไว้ เวลาปกติไม่มีใครสังเกตก็คงไม่มีอะไร แต่เมื่อมีคนเริ่มเคลือบแคลงสงสัยย่อมพบร่องรอยแน่นอน
วันเดียวกันนั้น ขณะที่แม่ม่ายฉินกำลังทำอาหารเที่ยง ผู้อาวุโสก็บุกไปถึงเรือนของนาง
“ผู้อาวุโส ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ?” แม่ม่ายฉินรีบวางงานในมือลงแล้วออกไปเชิญเขาเข้ามานั่งในเรือน