ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 367 พี่น้องทะเลาะกัน
บทที่ 367 พี่น้องทะเลาะกัน
“ข้าไม่ขอมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว!”
แม่ม่ายฉินในกาลก่อนกลัวความมืดขนาดนั้น
ตอนที่สามีนางยังมีชีวิตอยู่ นางไม่เคยกล้ามาริมลำธารคนเดียว แต่ตอนนี้ นางไม่มีเวลามาสนใจความมืดรอบตัวด้วยซ้ำ แช่อยู่ในลำธารเช่นนั้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่เป็นเวลานาน
ถ้าไม่ใช่เพราะยังห่วงหาลูกสองคนที่เรือน กลัวว่าพวกเขาตื่นมากลางดึกไม่เห็นนางแล้วจะร้องไห้ฟูมฟาย แม่ม่ายฉินก็อยากจะฝังร่างตัวเองไว้ใต้ลำธารไปเสียเลย
ช่วงเวลานั้นสำหรับนางแล้วกล่าวได้ว่าทุกข์ยากแสนสาหัส
จากความไม่ยินยอมพร้อมใจในตอนแรกกลายมาเป็นการยอมรับในตอนท้าย นางใช้เวลาไปเนิ่นนาน
สุดท้ายสิ่งที่ประคับประคองแม่ม่ายฉินมานานหลายปีขนาดนี้ก็คือความเชื่อเช่นนั้นเอง ข้าแม่ม่ายฉินไม่ผิดต่อฟ้าไม่ละอายต่อดิน ข้าคลอดลูกชายสองคนให้สกุลจู เลี้ยงพวกเขามาจนเติบโต นี่ก็คือความชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว…
“เจ้า ๆๆ เจ้านี่มันไร้เหตุผลสิ้นดี!” ผู้อาวุโสชี้หน้าแม่ม่ายฉินพลางกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว
เขาเพียงทราบว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์รับมือยาก ไม่คิดว่าแม่ม่ายฉินที่ปกติไม่พูดไม่จาก็รับมือยากเช่นกัน
ก่อนหน้านี้เขายังมีมารยาทกับนาง อยากเหลือศักดิ์ศรีให้นางบ้าง แต่ในเมื่อนางไม่ต้องการศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่คิดจะไว้หน้านางแล้วเหมือนกัน
สีหน้าผู้อาวุโสเปลี่ยนเป็นเย็นชา เขากล่าวว่า “ข้าได้ใส่ร้ายเจ้าหรือไม่ เจ้ารู้อยู่แก่ใจดี แม่ม่ายฉิน ข้าขอเตือนเจ้าไว้ตรงนี้ สกุลจูรุ่นต่อรุ่นมีลูกหลานมากมาย ไม่เสียดายลูกชายสองคนของเจ้าหรอก ถ้าเจ้ากล้าเป็นปฏิปักษ์กับข้า ข้าก็มีวิธีมาจัดการเจ้า”
“ฮือ ๆๆ…ข้าเปล่า ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ต่อให้ท่านบีบข้าให้ตาย ข้าก็ไม่มีทางยอมรับ” แม่ม่ายฉินหักใจเหี้ยม โขกศีรษะจนหน้าผากแตกเลือดไหลลงมา
“จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ ข้าก็จะให้เจ้าตัดขาดความสัมพันธ์กับจูเหล่าโถว ถ้าเจ้ากล้าทำให้จูต้าเหนียงรู้เรื่องนี้ ทำลายการใหญ่ของหมู่บ้านสกุลจู ข้าก็จะขับเจ้าออกจากวงศ์ตระกูล ทำให้เจ้าตายไปก็ไม่อาจฝังร่างไว้ในสุสานบรรพชนสกุลจู” ผู้อาวุโสยื่นคำขาดแล้วจากไป
เขานับว่าได้รู้แล้วว่าไม่อาจถกเหตุผลกับแม่ม่ายฉิน ยิ่งใช้เหตุผลก็ยิ่งดื้อรั้นปากแข็ง
เขาไม่สนหรอกว่านางจะยอมรับหรือไม่ เป้าหมายของเขาก็คือสะสางเรื่องนี้
แม่ม่ายฉินน้ำตานองหน้า นางมองเงาร่างที่จากไปไกลของผู้อาวุโส ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่เป็นสำเนียง
“ฮือ ๆๆ…ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ…”
ขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ เป็นผู้หญิงเหมือนกันแท้ ๆ แต่ทำไมหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นไม่ต้องทำอะไรก็มีคนคอยปกป้อง ขณะที่นางสูญเสียสามีไปแล้วยังมาถูกแม่สามีรังแกขนาดนั้น ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ก็ไม่เห็นว่าจะออกหน้าแทนนาง?
บอกว่า ‘ไม่ผิดต่อนาง’ อะไรกัน ถ้าไม่ผิดต่อนางจริง ปีนั้นนางถูกชายอื่นย่ำยีอยู่กลางกองฟาง เหตุใดจึงไม่มีใครทวงความเป็นธรรมให้นางบ้าง?
แม่ม่ายฉินเงยหน้าขึ้นมา โลหิตไถลลงจากหน้าผากนางลงมาตามกรอบหน้า
ทันใดนั้น สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นน่ากลัวขึ้นมา
นางกัดฟันกรอด โพล่งชื่อหนึ่งออกมาอย่างโกรธแค้น “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์!”
เป็นนางอีกแล้ว ทำไมจึงเป็นนางอยู่ร่ำไป?
เรื่องดีงามอะไรก็ถูกผู้หญิงคนนี้เอาไปหมดแล้ว อาศัยอะไร?
แม่ม่ายฉินแค้น แค้นที่สวรรค์ไม่ยุติธรรม พวกนางต่างก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ทำไมผู้หญิงคนนั้นให้กำเนิดลูกชายหลายคนปานนั้น สามีของนางกลับยังมีชีวิตดีอยู่ ทั้งสร้างเรือนหลังใหม่ ทั้งมีคนได้เรียนหนังสือ แทบเรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะ
นางริษยา นางโกรธแค้น ราวกับว่าความแค้นทั้งมวลได้พบทางระบายแล้วในที่สุด “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ เยี่ยม ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
อีกด้านหนึ่ง ผู้อาวุโสออกมาจากเรือนแม่ม่ายฉินพร้อมความไม่พอใจเต็มอก
ระหว่างทางยังพบลูกชายสองคนของแม่ม่ายฉิน เขาติเตียนทั้งสองคนด้วยสีหน้าเย็นชา
โตขนาดนี้แล้วยังไม่รู้จักทำงานทำการ ทั้งวันเอาแต่ลักเล็กขโมยน้อย ชอบเดินทางลัด
และเพื่อเป็นการตักเตือน มันเทศหน้าหนาวของปีนี้ ครอบครัวพวกเขาก็ไม่ต้องไปหวังแล้ว
ต้ากู่และเอ้อร์หมี่สะดุ้งตกใจ รีบแบกจอบกลับเรือน ยังไม่ถึงประตูเรือนก็แหกปากร้องตะโกน “ท่านแม่ แย่แล้ว ผู้อาวุโสบอกว่ามันหน้าหนาวของปีนี้ไม่มีของพวกเราแล้ว”
ทางด้านเย่อวี๋หรานนั้นออกมาจากเรือนเจ้าหน้าที่ก็พบกับจูซานจ้วงและจูซื่อหู่ระหว่างทาง
สิ่งที่ทำให้คนประหลาดใจก็คือสองคนนี้ทะเลาะกันอยู่?!
ช้าก่อน กล่าวกันว่าลูกพี่ลูกน้องสองคนนี้ตั้งแต่เล็กจนโตก็สนิทกันดีมาตลอดนี่นา ทำไมจู่ ๆ ถึงทะเลาะกันเสียได้?
นางชะงักอยู่กับที่ ‘แอบฟัง’ อยู่ตรงนั้นทันที
“ซื่อหู่ เจ้าเป็นอะไรไป?”
จูซื่อหู่สะบัดมือของจูซานจ้วงทิ้ง “ข้าเป็นอะไร เจ้าก็น่าจะรู้ดีนี่?”
จูซานจ้วงมีสีหน้างุนงง “ข้ารู้ดีอะไร? อยู่ดี ๆ เจ้าโมโหอะไรเนี่ย มีอะไรก็พูดมาสิ พูดออกมาให้ชัดเจนก็รู้เรื่องแล้วนี่?”
“เฮอะ! พูดให้ชัดเจน ข้าก็อยากจะพูดให้ชัด ๆ เหมือนกัน แต่เรื่องนี้พูดให้ชัดเจนได้หรือ? ตั้งแต่เล็กจนโต ทุกครั้งคนที่เสียเปรียบมีครั้งไหนไม่ใช่ข้าบ้าง? ไม่ว่าข้าพูดอะไรไป คนที่เสียเปรียบก็ยังเป็นข้า ข้าไม่เข้าใจเลย เจ้ากับข้าไม่ได้มีพ่อแม่เดียวกันเสียหน่อย ทำไมข้าต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดเลย?”
“เจ้าเสียเปรียบอะไร?” จูซานจ้วงเกาศีรษะ “เจ้าหมายถึงเรื่องที่เมื่อเช้านี้อาสะใภ้สี่เติมข้าวให้ข้าหรือ? แต่อาสะใภ้สี่ถามเจ้าแล้วนี่นา เจ้าบอกว่าเจ้าอิ่มแล้ว อาสะใภ้สี่ถึงได้มาเติมให้ข้า”
“นี่เป็นเรื่องกินข้าวที่ไหน เป็นเรื่องเมียต่างหาก” จูซื่อหู่มีสีหน้าโกรธเกรี้ยว ตะโกนเสร็จก็ผลักจูซานจ้วงแล้วหมุนร่างเดินหนีไป
จูซานจ้วงอยากตามไป แต่จูซื่อหู่ไม่ยอม
“ห้ามตามมา ข้าไม่อยากไปด้วยกันกับเจ้า”
“แต่ปกติพวกเราไปด้วยกันตลอดนี่?” จูซานจ้วงยังไม่ละความพยายาม
“ปกติก็คือปกติ ตอนนี้ก็คือตอนนี้ ถ้าเจ้าตามข้ามาอีก ข้าจะตัดขาดกับเจ้า”
จูซานจ้วงอับจนปัญญา ทำได้เพียงยืนมองญาติผู้น้องจากไปตามลำพัง
กระทั่งอีกฝ่ายจากไปไกลแล้ว เขาก็ยังไม่เข้าใจเสียทีว่าจูซื่อหู่เป็นอะไรไป
กลับเป็นเย่อวี๋หรานที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เมื่อได้ยินจูซื่อหู่เอ่ยคำว่า ‘เรื่องเมีย’ สองคำนี้ แล้วนึกถึงการดูตัวเมื่อวานนี้ก็พอจะรู้คำตอบอยู่รำไร
ไปดูตัวพร้อมกัน แต่กลายเป็นว่าคนหนึ่งดูตัวสำเร็จ อีกคนยังไม่ทันได้ดูตัวก็ล้มไม่เป็นท่า จูซื่อหู่จะรู้สึกดีก็แปลกแล้ว
นางไม่ทราบว่าหลังจากกลับมาแล้ว จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นจัดการกันอย่างไร แต่จากผลลัพธ์ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้จัดการให้ดี ไม่อย่างนั้นจูซื่อหู่ เด็กซื่อคนนั้นคงไม่หัวฟัดหัวเหวี่ยงเหมือนอย่างตอนนี้
เมื่อเห็นว่าจูซานจ้วงกำลังจะจากไป เย่อวี๋หรานจึงร้องทัก “ซานจ้วง”
“ท่านป้า?” เมื่อจูซานจ้วงได้ยินเสียงก็ชะงักไป กล่าวอย่างพาซื่อว่า “ท่านมีเรื่องอะไรหรือขอรับ?”
“เรื่องที่เจ้าดูตัว ตกลงกันได้แล้วหรือ?” เย่อวี๋หรานเดินไปอยู่ตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยถาม
จูซานจ้วงเกาศีรษะ ยิ้มอย่างทึ่มทื่อ “ขอรับ ตกลงแล้ว เมื่อครู่แม่สื่อมาที่เรือน บอกแม่ข้าว่าทางนั้นให้คำตอบมาตั้งแต่เช้าตรู่ ตกลงแล้ว จึงมาถามความเห็นของครอบครัวข้า”
“แล้วแม่เจ้าตอบไปว่าอย่างไร?” จากสถานการณ์การดูตัวเมื่อวาน เย่อวี๋หรานไม่คิดว่าวันข้างหน้าจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นจะสามารถรับมือครอบครัวของหลิวเยี่ยนได้
ทางนั้นมีหญิงชราที่มีความคิดอ่านเฉียบแหลม มีเพียงหลิวเอ้อร์เสิ่นที่ค่อนข้างหัวอ่อน แต่นั่นก็เป็นตอนที่อยู่ต่อหน้านาง ยามอยู่ต่อหน้าจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ก็ไม่อาจบอกได้
ตอนที่หลิวเหล่าไท่พูดจากับจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่น หลิวเยี่ยนยังสามารถพูดจากับจูซานจ้วงพลางกางหูฟังความเคลื่อนไหวจากอีกฝั่ง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนเบาปัญญา
“หา?” จูซานจ้วงงงงัน “ข้าไม่รู้ ซื่อหู่โมโหวิ่งออกมาก่อน ข้าเลยตามออกมา”
เย่อวี๋หรานหมดคำพูด “แม่เจ้ายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าตกลงกันแล้ว?”
การดูตัวไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งตอบรับก็เป็นอันลุล่วง จำเป็นต้องตอบตกลงกันทั้งสองฝ่าย
นางว่าแล้วเชียว สถานการณ์ดูตัวแบบเมื่อวานนี้ จูซานเสิ่นจะกล้าตอบตกลงโดยไม่ลังเลได้อย่างไร
ต่อให้อยากตกลงก็ต้องเลี่ยงคำครหา รอให้ผ่านไปสักสองวันแล้วค่อยให้คำตอบ