ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 369 ผู้ดูแลฝ่ายซ้าย
บทที่ 369 ผู้ดูแลฝ่ายซ้าย
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะสวรรค์ช่วยสงเคราะห์พวกเขา หรือพวกเขาสองคนโชคดี เดินไปรอบหมู่บ้านแล้วแต่ก็ไม่ถูกคนในหมู่บ้านมาพบเข้าแต่อย่างใด
อีกด้านหนึ่ง เย่อวี๋หรานไปถึงเรือนจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นแล้ว
เย่อวี๋หรานไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่สองพี่น้องทะเลาะกัน เพียงกล่าวถึงเรื่องที่จูซานจ้วงพูด “ข้าได้ยินซานจ้วงบอกว่าการดูตัวเมื่อวานนี้ตกลงกันแล้ว? จะเร็วเกินไปหรือไม่?”
จูซานเสิ่นได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา “เจ้าเด็กทึ่มนั่น…พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านอย่าไปฟังเขาพูดเหลวไหล เมื่อวานเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้น พวกข้าจะกล้ารับปากเร็วปานนี้ได้อย่างไร แม่สื่อหมายความว่าให้สองฝ่ายตกลงกันเงียบ ๆ ไปก่อน รออีกสักพักให้เรื่องครอบครัวหลิวเหวินเกินผ่านไปก่อนค่อยว่ากันอีกครั้ง”
“แบบนี้ข้าค่อยวางใจหน่อย ข้าได้ยินซานจ้วงพูดแบบนั้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวว่าหยกงามมีตำหนิจึงมาถามพวกเจ้าก่อน ในเมื่อพวกเจ้าจัดการกันดีแล้ว ข้าก็หายห่วงเสียที”
“หยกงามมีอะไรนะเจ้าคะ? พี่สะใภ้ใหญ่ มันหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ? ข้าฟังเข้าใจคร่าว ๆ ท่านคงหมายถึงเรื่องดีงามไม่อาจจัดการได้อย่างสมบูรณ์แบบ…” จูซานเสิ่นออกจะไม่แน่ใจ
“ใช่ หมายความเช่นนั้น”
“พี่สะใภ้ใหญ่สมกับที่เป็นแม่ของปัญญาชนจริง ๆ ต่างจากคนทั่วไป อาศัยคำไม่กี่คำก็พูดได้ชัดเจนแล้ว ไม่เหมือนพวกข้า ถ้าอยากจะพูดสักเรื่องให้เข้าใจกันก็ต้องใช้คำพูดมากมาย” จูซานเสิ่นประจบเอาใจ
เย่อวี๋หรานมองอีกฝ่ายเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
เย่อวี๋หรานทราบว่าจู่ ๆ อีกฝ่ายก็มาเยินยอตนเองเช่นนี้ เป็นเพราะตนช่วยเหลืออีกฝ่ายมากมาย คนเขาจึงรู้สึกขอบคุณ
ในเมื่อไม่มีเรื่องอะไรอีกจึงกล่าวคำอำลา กลับไปจัดการธุระของตัวเองต่อ
จูซานเสิ่นตามมาส่งถึงประตูเรือน
การไถพลิกหน้าดินเป็นงานใหญ่ จูต้า จูเอ้อร์ และจูซื่อไปยืมวัวของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วเริ่มไถนาของครอบครัวตนเอง
เนื่องจากเป็นการไถครั้งแรก พวกเขาจึงเอาขี้เถ้าผสมปุ๋ยหมักมาโปรยให้ทั่วแล้วไถหน้าดินไปพร้อมกัน ขั้นตอนนี้เรียกว่า ‘การบำรุงดิน’
อีกฟากหนึ่ง จูอู่ก็หาได้อยู่ว่าง เขาติดตามจูเหล่าโถวพาคนหนุ่มในหมู่บ้านที่เจ้าหน้าที่จัดสรรมาช่วยงานไปเก็บเกี่ยวมันเทศเพื่อเตรียมนำไปเพาะพันธุ์
คนในหมู่บ้านได้ยินว่าเริ่มเตรียมมันเทศหน้าหนาวสำหรับปลูกหลังช่วงเก็บเกี่ยวกันแล้วก็ดีอกดีใจยิ่งนัก คนที่ไม่มีธุระติดพันก็จะรุดมาช่วยเหลือด้วยอีกแรง
แต่เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “คำพูดไม่น่าฟัง ข้าขอพูดไว้แต่เนิ่น ๆ ยังไม่ถึงรอบเจ้าทำงานแต่เจ้าก็มาเอง หลังจากนั้นพอถึงรอบเจ้าต้องมาทำงานแล้ว อย่ามาหาว่าข้าให้เจ้าทำงานซ้ำซ้อนก็แล้วกัน”
คนทั้งกลุ่มหัวเราะเสียงดัง “เจ้าหน้าที่ ท่านวางใจ พวกข้ารู้ดี ทำงานเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไร ถึงตอนนั้นท่านค่อยให้กล้ามันเทศพวกข้ามาเยอะหน่อยก็ได้”
เจ้าหน้าที่หน้าตึง “ข้าก็อยากจะแบ่งให้อยู่หรอก แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีกล้าเท่าไหร่”
เย่อวี๋หรานก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน บอกให้พวกเขาระวังขณะตัดเครือมันเทศ อย่าทำก้านเครือเสียหาย ส่วนนี้ถ้าจัดการได้ดียังสามารถนำไปเพาะสำหรับปลูกใหม่ได้
เมื่อทุกคนได้ยินว่าของสิ่งนี้นำไปเพาะชำได้ด้วยเช่นกันก็ไม่อิดออด นางบอกว่าทำอย่างไร พวกเขาก็ทำเช่นนั้น
คนครึ่งหมู่บ้านออกมาช่วยกัน เกิดความเคลื่อนไหวอึกทึกครึกโครม
สมดังคำกล่าวที่ว่าสามัคคีคือพลัง คนจำนวนมากขนาดนั้น ไม่นานนักมันเทศที่เหลืออยู่ครึ่งหมู่ก็เก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นแล้ว
เจ้าหน้าที่ทำรายนามเอาไว้ ครอบครัวไหนทำงานมากน้อยเท่าไหร่ล้วนบันทึกไว้ทั้งหมด
“เจ้าหน้าที่ ท่านจะบันทึกเอาไว้ทำไม ทำงานเยอะกว่าเดิม ท่านก็ไม่ได้จะให้กล้ามาเพิ่มเสียหน่อย” มีคนไม่ลืมคำกล่าวก่อนหน้านี้ของเจ้าหน้าที่ จึงได้ถามขึ้นมา
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “ครั้งนี้แจกจ่ายครั้งแรก ขาดแคลนกล้า แบ่งให้เยอะไม่ได้ แต่ถ้าปลูกหลายครั้ง มีกล้าเยอะแล้วก็สามารถแบ่งให้มากกว่าเดิมได้แล้วไม่ใช่รึ?”
คนชนบทค่อนข้างเรียบง่ายสัตย์ซื่อ ไม่ได้คิดอะไรมาก ได้ยินเจ้าหน้าที่พูดเช่นนั้นก็พลันรู้สึกว่าที่ตนเองตั้งใจทำงานนั้นเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว ทำงานให้หมู่บ้าน ทำงานมากหน่อยมีครั้งไหนเสียเปรียบบ้าง?
มันเทศที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วถูกขนไปที่เรือนหลังใหม่ของสกุลจูแล้วนับต่อหน้าทุกคน ให้ทุกคนได้รับทราบกันไว้
หลังจากนับเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็สั่งการลูกสะใภ้ให้พาสตรีในหมู่บ้านช่วยกันคัดมันเทศที่เสียหายระหว่างการขุดออกมา
ถ้าจะเอาไปปลูกต่อ จำเป็นต้องใช้เฉพาะหัวที่สมบูรณ์
ส่วนมันเทศที่เสียหายย่อมยกให้สกุลจู ถึงอย่างไรสกุลจูก็เป็นฝ่ายเสนอเรื่องปลูกมันเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เรื่องเพาะกล้ายังต้องให้สกุลจูเป็นคนทำ ถึงคนในหมู่บ้านจะรับรู้ก็ไม่อาจตำหนิ
หลังจากนับเสร็จ จะใช้อะไรมาบรรจุ นำไปวางไว้ตรงไหน ล้วนมีการเตรียมการไว้พร้อมสรรพ
เย่อวี๋หรานยังให้เจ้าหน้าที่จัดหาคนหนุ่มมาให้หนึ่งคน ในการรับหน้าที่ ‘เฝ้ากล้ามันเทศ’ เพื่อแสดงออกถึงความโปร่งใส
“ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอกมั้ง? ยังมีคนไม่เชื่อถือจูต้าเหนียงอีกหรือ?” ครั้งแรกที่นางไปคุยเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเป็นการส่วนตัว พวกเขายังคิดว่ายุ่งยาก
“ย่อมเชื่ออยู่แล้ว แต่กฎที่พึงมีก็ต้องตั้งเอาไว้อยู่ดี” เย่อวี๋หรานกล่าว “ทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อ ‘เฝ้ากล้า’ อย่างเดียว หลังจากนี้ยังมีงานอีกมาก จำเป็นต้องมีคนจับตามองเอาไว้ ป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด”
แท้จริงแล้วนางทำไปเพื่อป้องกันล่วงหน้า กลัวว่าหากให้คนสกุลจูทำไปเสียทุกอย่าง ทุกคนไม่เข้าใจสถานการณ์ ภายหลังหากเกิดอะไรขึ้น ทุกคนจะกล่าวโทษคนสกุลจูได้
นอกจากนี้แล้ว นางยังทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้สกุลจูรวบอำนาจมากเกินไป จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสไม่พอใจ
ตอนนี้สกุลจูยังไม่แข็งแกร่งพอ วันหน้ายังต้องไปมาหาสู่กับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส ย่อมต้องให้โอกาสคนเขาออกหน้าบ้าง คนอื่นจะได้เต็มใจยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับนาง
แล้วก็เป็นดังคาด เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสปากบอกว่าไม่ต้องทำเช่นนี้ พวกเขาเชื่อถือเย่อวี๋หราน แต่เมื่อเย่อวี๋หรานเสนอให้มีฝ่ายที่สามรับผิดชอบกำกับดูแลขั้นตอนหลังจากนั้นด้วยอีกคน พวกเขาสองคนก็หาได้ปฏิเสธ
จากนั้นก็สอบถามอย่างละเอียดว่าผู้ดูแลนี้ทำอะไรบ้างกันแน่
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “เก็บกล้าไว้ที่เรือนข้า ตอนเพาะกล้าก็เป็นครอบครัวข้าอีก ย่อมต้องมีคนที่เป็นตัวแทนของหมู่บ้านสกุลจูมาช่วยดูแลสักหน่อย ทุกฝ่ายจะได้สบายใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ผู้ดูแลคนนี้ก็จะได้อธิบายให้คนในหมู่บ้านเข้าใจ…”
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสมีท่าทีครุ่นคิด พวกเขาสบตากันแล้วเอ่ยว่า “ผู้ดูแลมีสองคนได้หรือไม่?”
เย่อวี๋หรานทำเป็นมองไม่เห็น นางกล่าวโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “แน่นอน ผู้ดูแลซ้ายคนหนึ่ง ผู้ดูแลขวาคนหนึ่ง ต่อไปหากมีเรื่องอะไร พวกเขาสองคนก็จะได้ปรึกษากัน เจ้าหน้าที่ ผู้อาวุโส พวกท่านเป็นคนกำหนดรายชื่อ ถ้าเสร็จแล้วค่อยมาบอกข้าก็ได้”
เรื่องแบบนี้ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจะยอมยกให้คนนอกได้อย่างไร?
อย่าแม้แต่จะคิด พวกเขาสองคนมีตัวเลือกในใจแล้ว จึงให้ลูกชายของทั้งสองฝ่ายเป็นคนรับหน้าที่นี้
ในอนาคตเมื่อพวกตนชราแล้ว ตำแหน่งของตนเองจะได้มีผู้สืบทอด ให้ลูกชายออกหน้าจัดการเรื่องนี้ คนในหมู่บ้านจะได้รู้จักพวกเขาเอาไว้
ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้สั่งสมบารมี
เย่อวี๋หรานไร้ข้อโต้แย้ง นางกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “ตกลง งั้นก็เป็นพวกเขาสองคนก็แล้วกัน”
ด้วยเหตุนี้ คืนแรกที่เก็บมันเทศไว้ที่เรือนสกุลจู จึงให้ลูกชายคนโตของเจ้าหน้าที่รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลฝ่ายซ้ายคอยเฝ้าอยู่ที่เรือนสกุลจู
เดิมทีวันนี้เป็นเวรเฝ้ายามของจูต้า แต่ระหว่างอาหารมื้อเย็น เย่อวี๋หรานบอกว่าจูต้า จูเอ้อร์ และจูซื่อไถนามาทั้งวันคงเหนื่อยแล้ว นางจึงบอกให้จูอู่เป็นคนเฝ้าแทนสักหลายคืน
จูอู่ไม่มีความเห็นแย้ง “ขอรับ ท่านแม่”
เมื่อกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็เรียกเขามากำชับไปหลายประโยค
จูอู่ฟังพลางผงกศีรษะ “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว ท่านแม่”
“นี่เป็นบททดสอบแรกที่แม่มอบให้เจ้า ถ้าเจ้าทำได้ดี เรื่องต่อจากนี้แม่ก็จะมอบหมายให้เจ้าทำ”
ดวงตาของจูอู่พลันสว่างวาบ รีบกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านสบายใจได้ ข้าจะต้องทำได้ดีแน่นอนขอรับ”
เขายินดีปรีดาเหลือประมาณ ก่อนหน้านี้เขายังเคยพูดกับหลินซื่ออยู่เลยว่าพี่น้องในบ้านล้วนมีอนาคตกันหมดแล้ว พวกเขาสองคนอาจต้องเสียเปรียบคนอื่น จำต้องคิดหาวิธีการ
คิดไม่ถึงว่ามารดากลับยังไม่ลืมเขา เพียงแต่ก่อนหน้านี้ยังไม่พบโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้นเอง
ในที่สุดโอกาสก็มาถึงแล้ว ท่านแม่คิดถึงเขาเป็นคนแรก
ในฐานะที่เป็นคนที่ฉลาดเฉลียวที่สุดในบรรดาพี่น้องสกุลจูรองลงมาจากจูซาน ครั้นจูอู่มาถึงเรือนหลังใหม่ พูดคุยกับผู้ดูแลฝ่ายซ้ายไม่กี่ประโยคก็คุยกันถูกคอเสียแล้ว