ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 370 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน
บทที่ 370 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน
ในฐานะที่เป็นคนที่ฉลาดเฉลียวที่สุดในบรรดาพี่น้องสกุลจูรองลงมาจากจูซาน ครั้นจูอู่มาถึงเรือนหลังใหม่ พูดคุยกับผู้ดูแลฝ่ายซ้ายไม่กี่ประโยคก็คุยกันถูกคอเสียแล้ว
ขณะนั้น ‘ผู้ดูแล’ เป็นเพียงคำเรียกหาอย่างหนึ่ง ยังไม่มีอำนาจแท้จริงแต่อย่างใด
แต่จูอู่ได้รับคำกำชับเป็นพิเศษจากมารดาของเขา แล้วยังจะไม่เข้าใจอีกได้อย่างไร ในนั้นต้องแฝงหลักการบางอย่างที่เขายังไม่รู้ชัดอยู่เป็นแน่
เขาประจบเอาใจผู้ดูแลฝ่ายซ้าย เรียกหา ‘พี่ชาย’ อย่างสนิทสนมเสียคล่องปาก
อย่าเห็นว่าจูอู่เพิ่งอายุสิบกว่าปี ขณะที่อีกฝ่ายเป็นผู้ชายวัยสามสิบกว่า แต่ก็ถูกเขาประจบจนคิ้วโก่งตาหยี กล่าวอย่างถ่อมตัวว่า “น้องชาย เจ้าหยุดยอได้แล้ว ถ้ายังยอต่อไปอีก หางข้าคงชี้ขึ้นฟ้ากันพอดี แม้แต่ตนเองแซ่อะไรก็คงจำไม่ได้แล้ว ผู้ดูแลอะไรกัน ไม่ใช่ขุนนางสักหน่อย ก็แค่ดูแลกล้ามันเทศ จัดการเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็แค่นั้นเอง ไม่มีอะไร”
“โธ่ พี่ชายผู้ดูแล ท่านพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก” จูอู่กล่าวขึ้นทันควัน “ตอนนี้ท่านเป็นผู้ดูแล ผ่านไปอีกหลายปี ท่านก็เป็นเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่น่ะเป็นคนสำคัญของหมู่บ้านเราเชียวนะ”
เขายกนิ้วโป้งขึ้นมา แสดงออกว่า ‘เจ้าหน้าที่’ เป็นตำแหน่งที่ใคร ๆ ก็นั่งได้งั้นหรือ?
ในสายตาของเขา นอกจากท่านเจ้าหน้าที่ เขายอมรับนับถือเพียงพี่ชายผู้ดูแลเท่านั้น
ในฐานะที่เป็นผู้ชาย ทั้งยังเป็นลูกชายคนโตของเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายจะไม่อยากสืบทอดตำแหน่งของบิดาได้อย่างไร?
ทว่าเจ้าหน้าที่อายุมากแล้ว แต่สุขภาพยังแข็งแรงดี ย่อมไม่ยกตำแหน่งให้เขาเร็วถึงเพียงนั้น
ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายรู้ดีว่าบิดาไม่ได้มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว เขาก็แค่อาศัยคำว่า ‘คนโต’ แย่งชิงโอกาสมาได้ก่อน แต่ถ้าเขาทำไม่ไหว บิดาก็คงไม่สนับสนุนเขา สนับสนุนน้องชายเขาก็ได้เหมือนกัน
เมื่ออายุมากขึ้น น้องชายของเขาคนนั้นก็โดดเด่นมากขึ้นทุกที ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายก็พลอยวิตกกังวล ถ้าน้องชายโดดเด่นล้ำหน้าเขาแล้วจะทำอย่างไรดี?
ด้วยเหตุนี้ คำพูดเหล่านั้นของจูอู่จึงกระทบจิตใจเขาพอดี
“น้องชาย เจ้าคิดว่าข้าเป็นเจ้าหน้าที่ได้จริง ๆ?” ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายเห็นว่ารอบด้านสงบดี จึงขยับเข้ามาใกล้แล้วลดเสียงเอ่ยถาม
“ทำไมจะไม่ได้? ในหมู่บ้านของพวกเรา นอกจากท่านที่สามารถเป็นเจ้าหน้าที่แล้วยังจะมีใครอีก?” สมองจูอู่ทำงานอย่างรวดเร็ว แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องทันที
“พ่อข้าไม่ได้มีข้าเป็นลูกชายคนเดียวหรอกนะ…” ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายกล่าวเป็นนัย
จูอู่มีสีหน้าประหลาดใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้ดูแลฝ่ายซ้าย ครุ่นคิดอยู่นานสองนาน “ท่านหมายถึงน้องชายของท่านหรือ…”
แม้ว่าขณะนั้นท้องฟ้าจะเริ่มมืดลงแล้ว แต่เพราะผู้ดูแลฝ่ายซ้ายกับจูอู่นั่งอยู่ใกล้กันมาก ดังนั้นเขาจึงสามารถมองเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
จิตใจของเขาพลันเคร่งเครียดขึ้นมา เดิมทีไม่มีปัญหา แต่พอเขากล่าวขึ้นมากลับมีปัญหาเสียแล้ว
“พี่ชายผู้ดูแล ท่านคิดมากเกินไปหรือเปล่า?” จูอู่กล่าว “ถ้าเจ้าหน้าที่อยากให้น้องชายท่านสืบทอดตำแหน่งของเขา ตอนนี้คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็สมควรเป็นน้องชายของท่านแล้ว ไม่ใช่ท่าน ท่านลองคิดดูสิ มันเทศเป็นของที่สามารถช่วยให้มีกินอิ่มท้องได้เชียวนะ ถ้าปลูกมันเทศหน้าหนาวได้สำเร็จ จะเป็นความชอบใหญ่หลวงเพียงไหนกัน? ถ้าเจ้าหน้าที่ตั้งใจจะให้น้องชายของท่านเป็นเจ้าหน้าที่จริง ๆ ให้เขามารับหน้าที่นี้เสียก็สิ้นเรื่อง ท่านว่าใช่หรือไม่?”
“ฮ่า ๆๆ…ข้าก็แค่ถามไปอย่างนั้น ที่จริงแล้วข้าคิดว่าข้ากับน้องชายใครจะเป็นเจ้าหน้าที่ก็เหมือนกันนั่นแหละ พวกข้าสองคนเป็นพี่น้องแท้ ๆ นะ เขาเป็นหรือข้าเป็นจะต่างกันตรงไหน?” จิตใจผู้ดูแลฝ่ายซ้ายกลับลงมาอยู่ตำแหน่งเดิม รอยยิ้มบนใบหน้าก็มีความจริงใจขึ้นมาหลายส่วน
เขาไม่บอกจูอู่หรอกว่า ความจริงแล้วเขาก็คิดเช่นนี้แหละ
แต่คำพูดทำนองนี้ไม่อาจบอกกล่าวคนอื่นได้ ทั้งยังไม่มีคนให้เขาคุยด้วย เขาจึงอดจะกระวนกระวายใจไม่ได้ก็เท่านั้น
ในเมื่อจูอู่พูดเช่นนี้ แสดงว่าคงเป็นเจตนาของจูต้าเหนียง บิดาเขามีเรื่องราวใดก็มักหารือกับจูต้าเหนียง เช่นนั้นเรื่องนี้ก็คงจะเป็นไปตามนี้
“จะพูดแบบนี้ก็ไม่ผิด แต่เงินอยู่ในกระเป๋าพี่น้องกับอยู่ในกระเป๋าตัวเองก็มีข้อแตกต่างกันอยู่” แววตาของจูอู่สว่างวาบ แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อไป เขากล่าวว่า “ถึงจะเป็นพี่น้องแท้ ๆ ก็ต้องแยกบัญชีกันให้ชัดเจน”
เขายกครอบครัวตัวเองเป็นตัวอย่าง ถึงพวกเขาพี่น้องจะไม่ได้ถือเงินอยู่ในมือ แต่ภรรยาของพวกเขาคนไหนไม่ถือเงินเอาไว้บ้าง?
กล้าพูดกับพวกนางว่าเงินของเจ้าก็คือของข้า ฟ้าคงถึงคราวถล่มลงมาแล้ว
ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายหัวเราะลั่น “ฮ่า ๆๆ…ผู้หญิงก็เป็นแบบนี้แหละ ใจแคบยิ่งนัก เจ้าจะไปถือสาพวกนางทำไมกัน”
ถึงจะพูดเช่นนี้ แต่เขาพลันนึกถึงการค้าของสกุลจูขึ้นมาได้
ตอนนี้ในหมู่บ้านสกุลจูเริ่มมีคนอื่นค้าขายกันแล้ว แต่สินค้าทั้งหมดล้วนมาจากสกุลจู ได้ยินมารดาของเขาพูดว่า กฎที่กล่าวไว้ว่า ‘บุรุษสกุลจูไม่ทำการค้า’ ที่บิดาเขาและผู้อาวุโสกำหนดขึ้นมาดูเหมือนว่าจะเป็นความคิดของจูต้าเหนียงเช่นกัน
ถึงเขาจะไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจูต้าเหนียงจึงยืนกรานกฎข้อนี้นักหนา แต่เรื่องที่สะใภ้สกุลจูได้ถือเงินไว้ในมือก็ทำให้คนอิจฉากันไม่น้อยเลยทีเดียว
กระทั่งภรรยาของเขาเองยังแอบมาปรึกษาเขาอย่างลับ ๆ ว่าตนเองควรเอาด้วยดีหรือไม่
น่าเสียดายที่บิดาเขาไม่อนุญาต
“ไม่ได้ถือสา ประเด็นก็คือหลักการในเรื่องนี้ บางครั้งพวกผู้หญิงก็เข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่าผู้ชาย อะไรก็ตามเมื่ออยู่ในมือตัวเองเท่านั้นจึงจะถือเป็นของของตัวเอง ผู้หญิงน่ะ ในเมื่อนางแต่งให้สามีแล้ว คลอดลูกชายอบรมลูกสาวให้สามี ก็ต้องภักดีต่อคนเป็นสามีอยู่แล้ว…”
“เมื่อแต่งเข้ามาในสกุลจู ยามเป็นก็เป็นคนสกุลจู ยามตายก็เป็นผีสกุลจู หากไม่ภักดีต่อสามีของตัวเอง แล้วนางยังจะไปภักดีต่อใคร?”
……
ทั้งสองคนสนทนากลั้วเสียงหัวเราะ บรรยากาศกลมเกลียวยิ่งนัก
เมื่อเย่อวี๋หรานและจูเหล่าโถวกลับมาจากเรือนหลังเก่าที่อยู่ข้างเคียงกัน ก็มาเห็นภาพที่ทั้งคู่เรียกหากันว่าพี่น้องเช่นนั้นเอง
เนื่องจากมีผู้ชายนอกครอบครัวอยู่ด้วย หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยจึงต้องเลี่ยงคำครหา ไม่ได้มาค้างคืนทางนี้
ครั้นจูปาเม่ยทำงานเสร็จก็ตามสองพี่น้องสกุลหลินไปนอนที่เรือนหลังเก่า
เมื่อผู้ดูแลฝ่ายซ้ายเห็นเย่อวี๋หรานและจูเหล่าโถวก็ยืนขึ้นทักทายคนทั้งสอง
“เจ้าเองหรือ ตอนกลางคืนไปนอนห้องข้าดีหรือไม่? ข้ามีเตียง เป็นเตียงสั่งทำสำเร็จมาแล้ว…” เมื่อจูเหล่าโถวเห็นว่าเป็นลูกชายของเจ้าหน้าที่ก็เกรงอกเกรงใจยิ่งนัก
“ไม่ต้องหรอกขอรับ ท่านลุงจู ข้ากับจูอู่นอนอยู่ในลานเรือนก็ได้” ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายกล่าว “พวกข้าปูเตียงเรียบร้อยแล้ว แม้แต่หญ้าไล่ยุงก็จุดเอาไว้แล้วกำหนึ่ง พวกข้านอนด้วยกันจะได้มีเพื่อนคุยพอดี”
“เจ้าเด็กนี่ ตัวเองนอนในลานเรือนก็พอแล้ว ยังจะดึงคนอื่นมานอนด้วยอีก?” จูเหล่าโถวตำหนิจูอู่อยู่หลายประโยค บอกว่าเขาไม่รู้ความ
จูอู่ลูบจมูกอย่างคับข้องใจ ได้แต่ก้มหน้ายอมรับ ‘ข้อหา’ นี้แล้ว
เฮ้อ เขาพูดได้หรือว่านี่เป็นความคิดของมารดา บอกว่าอะไรนะ มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน จึงจะสามารถบ่มเพาะมิตรภาพพี่น้องที่เป็นปึกแผ่นขึ้นมาได้?
“ท่านลุงจู ท่านอย่าโทษเขาเลยขอรับ ข้าต่างหากที่เป็นคนคะยั้นคะยอ ข้าชอบคุยกับจูอู่ ท่านลุงจู ท่านไม่ต้องสนใจพวกข้า ท่านไปพักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังมีงานอีกมากนะขอรับ” ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายช่วยพูดให้จูอู่
“งั้น…ข้ากลับไปนอนที่ห้องก็ได้ เจ้ามีเรื่องอะไรก็เรียกข้า ข้าจะไปนอนแล้ว”
“ขอรับ ข้าทราบแล้ว ท่านลุงจู ท่านไปนอนเถอะ”
เมื่อเย่อวี๋หรานและจูเหล่าโถวกลับเข้าห้องไป ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายพลันสังเกตว่า พวกเขาสองคนไม่ได้เข้าไปในห้องเดียวกัน?
เขาสงสัยอยู่บ้างจึงกระซิบถามจูอู่ว่านี่เป็นเรื่องอะไรกัน จูต้าเหนียงกับท่านลุงจูทะเลาะกันงั้นหรือ?
“เปล่า ก่อนหน้านี้แม่ข้าช่วยเลี้ยงหลาน พ่อข้าไม่ชอบที่เสียงดัง พวกเขาก็เลยแยกกันนอนจนชินแล้ว” จูอู่ทำเป็นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ถึงตอนนี้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะไปเรียนหนังสือในตำบลแล้ว แต่ซานเป่ากับซื่อเป่าก็โตขึ้นเรื่อย ๆ อีกไม่นานก็คงย้ายเข้ามาอยู่เรือนหลังใหม่ด้วยเหมือนกัน พ่อแม่ข้าไม่ชอบความยุ่งยากก็เลยแยกกันนอนทั้งอย่างนั้น”
บิดาเขาทำเรื่องสะเทือนฟ้าสะเทือนดินขนาดนั้น จูอู่จะกล้าพูดออกมาได้อย่างไร เขาย่อมปิดปากให้สนิทอยู่แล้ว
ผู้ใดจะไปคิดว่าบิดาเขาที่เป็นตาเฒ่าแก่ ๆ คนหนึ่ง เมื่ออายุมากแล้วกลับไม่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบในบ้าน แต่ไปมีคนอื่นอยู่ข้างนอก
มารดาของเขาอารมณ์ร้ายแบบนั้น ไม่อาละวาดจนบ้านแตกก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
ถ้าเรื่องนี้เปิดเผยออกไปเกรงว่าคงไม่มีใครเชื่อแน่นอน
ปกติไม่คิดถึงเรื่องนี้ยังพอว่า แต่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา จูอู่ก็รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังกอดปืนใหญ่ที่อาจระเบิดขึ้นมาตอนไหนก็ได้
เฮ้อ…ทำไมพี่สามไม่กลับมาสักทีนะ? กลุ้มใจจะตายแล้ว!