ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 375 ถูกพิษ
บทที่ 375 ถูกพิษ
เย่อวี๋หรานเก็บผักต่อเล็กน้อยแล้วค่อยไปจากแปลงผัก
แต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงก็คือ นางเพิ่งจะจากไป หญิงปากสว่างก็วกกลับมาด้วยท่าทางโมโหฟึดฟัด
“น่าโมโหยิ่งนัก มัวแต่ทะเลาะกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นจนลืมเก็บผัก ทำเอาข้ามาเสียเที่ยวแล้ว”
“หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นขี้เหนียวแท้ ๆ”
“ประเดี๋ยวข้าจะเด็ดผักในแปลงผักของนางให้เกลี้ยงเลยคอยดู”
……
นางด่ามาตลอดทางจนกระทั่งเดินเข้าไปในแปลงผักของเย่อวี๋หราน
เดิมทีนางอยากเก็บผักที่ต้นใหญ่สักหน่อย ปรากฏว่าเด็ดไปเด็ดมากลับมาพบพืชที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในแปลงผักของเย่อวี๋หราน
“เอ๊ะ นี่คืออะไร?” หญิงปากสว่างมองต้นพริกด้วยสีหน้าประหลาดใจ
นางไม่เคยเห็นพืชชนิดนี้มาก่อน ต้นไม่สูงมาก ทั้งยังออกผลหน้าตาประหลาด
หญิงปากสว่างลองนับดู พบว่าแต่ละต้นออกผลสิบกว่าลูก ดูแล้วชวนให้อิ่มอกอิ่มใจยิ่งนัก
นางลอบมองไปรอบด้าน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครก็เด็ดแค่ผลสีแดงใส่ตะกร้า แล้วค่อยถอนหัวไชเท้ากับหัวผักกาดทับไว้ข้างบน
“เฮอะ! ผู้ใดใช้ให้เจ้าขี้เหนียว”
ตอนที่หญิงปากสว่างจากไปยังไม่วายด่าตบท้าย ท่าทางได้อกได้ใจราวกับเอาคืนผู้อื่นได้สำเร็จ
ส่วนว่าทำไมนางจึงไม่แคลงใจสักนิดว่าเจ้าสิ่งนี้กินไม่ได้หรือเปล่าน่ะหรือ?
เหตุผลเรียบง่ายยิ่งนัก ถ้ากินไม่ได้ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะเอามาปลูกไว้ในแปลงผักตัวเองงั้นหรือ?
แปลงผักของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เพียงมองก็รู้ได้ทันที ต่างจากแปลงผักของคนอื่นอย่างสิ้นเชิง
ผู้อื่นเพียงพรวนดินแล้วโปรยเมล็ดพันธุ์พืช แต่ของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นั้นต่างออกไป หลังจากพรวนดินแล้วยังขึงเชือก ขุดหลุมแล้วหลุมเล่าเรียงกันเป็นแถว
เมื่อกลับไปถึงเรือน หญิงปากสว่างก็บอกพี่น้องจากบ้านเดิมของนางว่า “ประเดี๋ยวข้าจะล้างของหายากให้กิน รับประกันได้ว่าท่านไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนแน่นอน”
หญิงปากสว่างมีชื่อจริงว่าจ้าวกุ้ยฮวา พี่ชายของนางชื่อจ้าวกุ้ยเซิง อย่าเห็นว่าชื่อเหมือนคนซื่อสัตย์สุจริต แต่ที่จริงแล้วมีพื้นเพนิสัยเหมือนกับหญิงปากสว่าง
แต่คนที่หญิงปากสว่างเอาเปรียบคือครอบครัวจูหย่งหนิงสามีของนาง ฝ่ายจ้าวกุ้ยเซิงนั้นเอาเปรียบภรรยาและครอบครัวแม่ยายของเขา
“นี่คืออะไร?” จ้าวกุ้ยเซิงถาม
“เดี๋ยวท่านก็รู้” หญิงปากสว่างบอกให้เขาเบาเสียง ประเดี๋ยวลูกสะใภ้ของนางจะได้ยินเข้า
เดิมทีก็มีอยู่ไม่มาก ถ้าลูกสะใภ้ของนางมาได้ยินเข้า ยังต้องแบ่งให้หลานชายหลานสาวอีก จะเหลือมาถึงปากนางสักเท่าไหร่กัน?
หญิงปากสว่างเอาพริกออกมายัดใส่กระเป๋าเสื้อ จากนั้นก็ส่งตะกร้าให้ลูกสะใภ้ บอกให้อีกฝ่ายไปล้างผัก
อาศัยจังหวะที่ลูกสะใภ้จากไป นางก็รีบใช้ชามตักน้ำมาจากในโอ่งแล้วโยนพริกลงไปล้าง
“เจ้านี่หน้าตาน่ากินเชียว” เกลี้ยงเป็นมันเงา เพียงล้างเล็กน้อยก็สะอาดแล้ว
เพียงนึกถึงผลแดงน้อยที่เคยกินมาจากบนเขา หญิงปากสว่างก็น้ำลายสอเสียแล้ว
ปกติแล้วเวลาที่จูหย่งหนิงเก็บผลแดงน้อยมาจากบนเขา บอกว่าเด็ดมาให้เด็กเล็กในเรือน แต่ตอนที่นางเอาไปล้างก็มักแอบเลือกผลที่แดงที่สุดหลายลูกส่งเข้าปาก พูดเสียน่าฟังว่า “ข้าขอชิมหน่อยว่าอร่อยหรือเปล่า”
ผลที่อร่อยที่สุดถูกนางกินไปแล้ว ส่วนที่เหลือย่อมเป็นส่วนที่อร่อยน้อยลงมา
โชคดีที่หลานชายหลานสาวในเรือนไม่เคยกินของอร่อยกว่านั้นมาก่อน จึงไม่ได้เลือกกินมากนัก ให้อะไรก็กินอันนั้น ทั้งยังกินอย่างสำราญใจ
“เอ้า ให้ท่าน” หญิงปากสว่างหาถ้วยใส่แล้วเอาออกมาข้างนอก จากนั้นก็หยิบลูกใหญ่ยัดใส่มือของจ้าวกุ้ยเซิง
จ้าวกุ้ยเซิงเห็นแล้วก็คิดว่าเป็นของดี ขนาดใหญ่กว่านิ้วแม่โป้งเสียอีก ทั้งยังเกลี้ยงเกลาเป็นมันเงา เจ้านี่ไฉนจึงหน้าตาประหลาดปานนั้น?
เขามองอยู่เป็นนานก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร “มันคืออะไร? อย่ากินอะไรส่งเดชเชียวนะ เดี๋ยวจะถูกพิษเอาได้”
“โธ่เอ๊ย จะเป็นไปได้อย่างไรกัน? เจ้านี่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เคยกินมาก่อนนะ…” หญิงปากสว่างมีสีหน้าลึกลับ ไม่ได้บอกว่าตนเองแอบขโมยมาจากแปลงผักของคนอื่น เพียงพูดว่านางเคยเห็นคนอื่นกินมาก่อน
จ้าวกุ้ยเซิงยังคงกังขา
“ข้ายังจะวางยาพิษท่านอยู่หรือ? ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน ข้ากินเองก็ได้” กล่าวจบก็เลือกผลที่แดงที่สุดขึ้นมายัดใส่ปากกัดไปคำโต
จ้าวกุ้ยเซิงบ่นพึมพำ “ผู้ใดจะไปรู้? ตอนเด็ก ๆ เจ้ายังหลอกข้าไปตั้งหลายครั้ง…”
หญิงปากสว่างกินลงไปคำใหญ่ก็พลันชะงัก “สวรรค์?! ถุย ๆๆ…”
นางรีบพ่นออกมาทันที
“นี่มันรสชาติอันใดกัน?! ทำไมกระเดือกไม่ลงเช่นนี้?!” หญิงปากสว่างมีสีหน้าเข็ดขยาด มองพริกสีแดงในมืออย่างไม่อยากจะเชื่อ
‘ผลไม้’ ชนิดนี้หาได้หวานฉ่ำเหมือนที่นางคิดไว้ แต่กลับมีรสชาติสุดพิสดาร ทำให้ริมฝีปากนางแสบร้อนจนถึงตอนนี้ ราวกับกินไฟลงไปก็ไม่ปาน
จ้าวกุ้ยเซิงเห็นท่าทางของนางก็นึกยินดี โชคดีที่ข้ายังไม่ได้กิน
แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นน้องสาวร่วมสายเลือดของตัวเอง เขาจึงถามอย่างเป็นห่วง “เป็นอะไรไป?”
“ท่านพี่ ข้าจะถูกพิษตายแล้วหรือ?!” หญิงปากสว่างรีบร้อนกรอกน้ำลงไปชามโต
พวกเราล้วนทราบกันดีว่าเวลากินพริก ยิ่งดื่มน้ำเปล่าตามลงไปก็ยิ่งเผ็ดร้อน แต่หญิงปากสว่างไม่ทราบ ครั้นกินของเผ็ดเช่นนั้นลงไป ยิ่งดื่มน้ำก็ยิ่งแสบร้อน รสชาติเช่นนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชวนสะพรึงเพียงใด
“อ๊า ช่วยด้วย…ปากข้า ท่านพี่ ท่านดูสิ ปากข้าติดไฟแล้วใช่ไหม?”
“หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่สมควรตายนั่น นางคิดจะวางยาพิษข้าแน่ ๆ!”
“ท่านพี่ ท่านต้องแก้แค้นให้ข้าด้วยนะ”
……
จ้าวกุ้ยเซิงตกใจจนรีบโยนพริกสีแดงในมือทิ้งไป เอ่ยอย่างร้อนใจว่า “เมื่อครู่นี้ข้าก็บอกแล้วว่าอย่าหากินอะไรส่งเดช จะถูกพิษเอาได้ เจ้าก็ยังไม่เชื่อ แถมยังพูดว่าอร่อยอีกต่างหาก จะต้องกินให้ได้ ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า? เจ้านี่มันจริง ๆ เลย!”
หญิงปากสว่างกรอกน้ำในชามตัวเองจนหมดแล้วยังรู้สึกว่าไม่พอ ยังคว้าชามของพี่ชายตนเองมากรอกลงไปด้วย แต่ก็ยังไม่ได้ผล จึงวิ่งเข้าไปในครัวใช้กระบวยตักน้ำดื่มต่อไป
จ้าวกุ้ยเซิงตามเข้ามาเห็นนางดื่มน้ำด้วยวิธีการเช่นนั้นก็มีอันต้องตะลึงพรึงเพริด “ไม่ต้องดื่มแล้ว ดื่มน้ำไปก็ไม่มีประโยชน์ พิษยังไม่ทันเจือจาง เจ้าคงดื่มน้ำจนจุกตายไปก่อนพอดี เจ้าไปล้วงคอให้อาเจียนออกมาดีกว่า…อาเจียนออกมาก็ไม่เป็นไรแล้ว”
หญิงปากสว่างจึงรีบวิ่งออกมาจากห้องครัวแล้วล้วงคอตัวเอง
นางก็ใจเด็ดทีเดียว ใช้นิ้วล้วงคอจนอาเจียนออกมาทันที น้ำตาไหลพราก
จ้าวกุ้ยเซิงเห็นแล้วก็ทั้งเวทนาทั้งร้อนใจ “เป็นอย่างไรบ้าง? ดีขึ้นหรือยัง?”
“ไม่เลย ฮือ ๆๆๆ…ท่านพี่ ข้าคงต้องตายแน่แล้ว จะไม่ไหวแล้ว…” เมื่อครู่มีเพียงปากที่แสบร้อน แต่ตอนนี้ทรมานไปกว่าครึ่งร่างแล้ว
นางพูด ๆ อยู่ ความรู้สึกอยากอาเจียนก็พุ่งขึ้นมาอีกครั้ง หญิงปากสว่างควบคุมไม่ได้โดยสิ้นเชิง อาเจียนออกมาจนหมดท้อง
“หมู่บ้านพวกเจ้าไม่มีหมอเลยหรือ? ไปหาหมอดีกว่า”
“ไปหาหมอต้องใช้เงินนะ”
“เงินสำคัญหรือชีวิตเจ้าสำคัญกว่ากัน?”
……
สุดท้ายแล้วหญิงปากสว่างยังคงรักชีวิตมากกว่า เข้าไปหยิบเงินมาจากในห้องนอน แล้วให้จ้าวกุ้ยเซิงพี่ชายของนางประคองพาไปส่งที่เรือนหมอชาวบ้านในหมู่บ้าน
ตอนที่ทั้งสองคนออกมาก็พบคนในหมู่บ้านพอดี
“หญิงปากสว่าง เจ้าเป็นอะไรไป? ถูกสามีเจ้าตีมาหรือ?” เมื่อคนเห็นว่านางถูกชายอื่นที่ค่อนข้างคุ้นหน้าคุ้นตาแต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนในหมู่บ้าน ทั้งยังไม่ใช่สามีของนางโอบอยู่ก็มีสีหน้าราวกับเห็นภาพหายาก
จุ๊ ๆๆ ไม่หรอกมั้ง หญิงปากสว่างมีชายอื่นงั้นรึ?
คงไม่ใช่ว่าจูหย่งหนิงมาเห็นเข้าแล้วทุบตีเอาหรอกนะ?
“ใครถูกตี เจ้าสิถูกตี เจ้าถูกตีทั้งบ้านนั่นแหละ” หญิงปากสว่างเพียงฟังก็ทราบว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่จึงโมโหขึ้นมา “ข้าถูกพิษมาต่างหาก ถูกพิษน่ะเข้าใจไหม?”