ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 383 นั่นคือเงินทั้งนั้น
บทที่ 383 นั่นคือเงินทั้งนั้น
“หุบปาก!” จูหย่งหนิงอดกลั้นจนหน้าแดงก่ำ ท่าทางเหมือนถูกบีบจนถึงที่สุดแล้ว เขาจ้องหญิงปากสว่างอย่างดุดัน “ถ้ายังไม่หุบปาก ข้าจะปลดเจ้าเสีย”
หญิงปากสว่างชอกช้ำใจยิ่ง ร้องไห้โฮขึ้นมา “ข้าลำบากตรากตรำเพื่อครอบครัวนี้มาตั้งมากมาย เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาปลดข้า? ฮือ ๆๆ…ลูกชายลูกสาวก็โตหมดแล้ว เพื่อครอบครัวนี้ ข้าไม่มีคุณงามความดีก็มีความเหนื่อยยาก ถึงวัยอุ้มหลานแล้ว เจ้ากลับจะมาปลดข้าเนี่ยนะ? ฮือ ๆๆ…ต่อไปข้าจะสู้หน้าคนได้อย่างไร ไม่สู้ไปชนกำแพงตายให้รู้แล้วรู้รอด”
“งั้นเจ้าก็ไปชนสิ!” จูหย่งหนิงคำราม “เมื่อครู่จูต้าเหนียงจะจัดการให้เจ้า ทำไมเจ้าไม่ยืดคอให้ยาวหน่อย จะได้ไปสบาย ๆ เสียที?”
ท่าทางโกรธกริ้วโกรธาเช่นนั้นราวกับอยากให้หญิงปากสว่างไปตายเสียเดี๋ยวนั้นก็ไม่ปาน
หญิงปากสว่างตะลึงพรึงเพริด นิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น มองเขาอย่างหวั่นหวาด
แต่คราวนี้นางไม่กล้าขึ้นเสียงใส่จูหย่งหนิงอีกแล้ว อีกฝ่ายโมโหจนตาแดงก่ำ ท่าทางข่มขวัญผู้คน
ราวกับว่าเพียงนางพูดมากกว่านี้อีกสักประโยค อีกฝ่ายก็จะตบนางให้ตายเสียอย่างนั้น
ตอนนี้จูหย่งหนิงมีชีวิตสุขสบายแล้วงั้นหรือ?
ไม่ ไม่สุขสบายเลยสักนิด
คนที่ทำเรื่องงามหน้าครั้งนี้คือภรรยาของเขา คนที่ขายหน้าคือนางหรือเขาก็ไม่ต่างกัน นี่คือประการแรก
ประการที่สอง เย่อวี๋หรานไม่ไว้หน้าเขาแม้ครึ่งส่วน ยิ่งเหยียบย่ำจนเขาไม่มีหน้าไปพบผู้คน
ประการที่สาม พอเย่อวี๋หรานเอ่ยปาก ก็ให้เขาเลือกว่าจะจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหาย หรือไม่อย่างนั้นก็จะถูกตัดสิทธิ์ปลูกมันเทศ ไม่ว่าอย่างไหนล้วนเอาชีวิตจูหย่งหนิงได้ทั้งนั้น
ปกติหญิงปากสว่างจะก่อเรื่องอย่างไร จูหย่งหนิงก็ ‘อดทนอดกลั้น’ มาตลอดเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาหลายปีมานี้ แต่คราวนี้เขา ‘ระเบิด’ แล้วจริง ๆ
คุณงามความดียิ่งใหญ่เพียงใดก็เทียบไม่ได้กับความเดือดร้อนที่หญิงปากสว่างชักนำมาในครานี้ ชีวิตนี้เขาไม่เคยขายหน้าขนาดนี้มาก่อนเลย
“ทยอยจ่ายได้ใช่ไหม?” ดุหญิงปากสว่างเสร็จแล้ว จูหย่งหนิงก็ทำหน้าด้านถามเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วก่อนจะกล่าวว่า “ได้ ยินดีด้วย เจ้าเลือกแบบนี้นับว่าฉลาดแล้ว”
เย่อวี๋หรานยืมชามของหมอชาวบ้าน แล้วเริ่มนับเมล็ดพันธุ์พริกต่อหน้าจูหย่งหนิง
ผ่าพริกนับเมล็ดข้างในไปทีละอัน
“หนึ่งร้อยสี่สิบสองเมล็ด ทั้งหมดสองร้อยแปดสิบสี่เหรียญ เงินไม่พอ ใช้ไข่ไก่แทนก็ได้ พวกข้าไม่ถือสา” เย่อวี๋หรานทำเช่นนี้เดิมทีก็ไม่ใช่เพื่อสร้างความลำบากให้อีกฝ่ายอยู่แล้ว แต่ตั้งใจมอบบทเรียนให้หญิงปากสว่าง จึงไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเรื่องเวลาและวิธีการชดเชยค่าเสียหายไว้อย่างตายตัว
เงินสองร้อยแปดสิบสี่เหรียญอาจดูเหมือนไม่มาก แต่สำหรับชาวบ้านชนบทแล้ว ทั้งปียังไม่แน่ว่าจะเก็บไข่ไก่ได้ถึงร้อยฟอง เช่นนั้นก็ถือว่ามากแล้ว
หญิงปากสว่างคิดไม่ถึงว่าตนเองแค่ขโมยผลไม้ไปครั้งเดียว แต่กลับต้องชดใช้เป็นเงินมหาศาลเช่นนั้น นางเป็นอันต้องสูดลมหายใจหนาวเหน็บ ตาเหลือกหมดสติล้มลงพื้น
จูหย่งหนิงปวดใจสุดแสน เห็นเช่นนั้นก็ไม่ยอมให้ลูกสะใภ้ประคองหญิงปากสว่าง ปล่อยให้นางนอนแผ่หราอยู่ตรงนั้น
ในความเป็นจริง ลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างได้ยินว่าต้องชดเชยเงินให้ผู้อื่นมากมายเช่นนั้นก็ไม่อยากประคองสักนิด
แม่สามีที่ทำให้เดือดร้อนเช่นนี้ ไม่มีเสียยังจะดีกว่า
เมื่อเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสมาถึงในเวลาต่อมา ก็ลงนามใน ‘สัญญาชดใช้ค่าเสียหาย’ ต่อหน้าทุกคน
ประทับนิ้วมือเสร็จแล้ว แผ่นหลังของจูหย่งหนิงก็งองุ้มลงอย่างมาก ราวกับแก่ตัวลงในชั่วพริบตา
เขาถามโดยไม่กล้ามองเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส “แบบนี้…ครอบครัวพวกข้ายังปลูกมันเทศกับทุกคนได้อยู่ใช่ไหม?”
ผู้อาวุโสทอดถอนใจและกล่าวว่า “จูต้าเหนียงจิตใจกว้างขวาง ไม่ได้ยกเลิกสิทธิ์ปลูกมันเทศของพวกเจ้า หย่งหนิงเอ๊ย อย่าหาว่าข้าพูดจาไม่น่าฟังเลยนะ เจ้าควรควบคุมเมียเจ้าเอาไว้ให้มาก ถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไป คงล้างผลาญทั้งครอบครัวกันพอดี…”
เห็นอยู่ว่าใกล้จะได้ปลูกมันเทศแล้ว ถึงตอนนั้นความเป็นอยู่ในหมู่บ้านคงจะดีขึ้นสักหน่อย แต่หญิงปากสว่างกลับมาสร้างปัญหาเอาเวลานี้ นี่ไม่เท่ากับว่าตบหน้ากันหรือ?
คิดว่าจูต้าเหนียงเป็นซาลาเปา ปล่อยให้นางบีบคั้นได้ตามใจหรือไร
ดูเอาเถอะ นี่ก็คือกรรมตามสนอง!
เย่อวี๋หรานได้เอกสารสัญญามาแล้วก็ไม่พูดมาก ไม่สนใจครอบครัวจูหย่งหนิงอีก พาลูกสะใภ้กลับเรือนไปทันที
ระหว่างทาง หลี่ซื่อสังเกตสีหน้าของแม่สามีอย่างระมัดระวัง ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านแม่ เมล็ดพันธุ์พวกนี้ เมล็ดละสองเหรียญจริงหรือเจ้าคะ?”
“พริกที่ข้าซื้อมากระจาดละสองเหรียญแล้วหอบกลับมาตอนนั้น พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือ?” เย่อวี๋หรานหันกลับมามองนางแล้วเอ่ยว่า “เก็บเอาไว้สำหรับปลูก ทดลองปลูกตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ไปหลายครั้ง เมล็ดพันธุ์ร้อยกว่าเมล็ด สุดท้ายปลูกรอดมาได้แค่สิบกว่าต้น ระหว่างนั้นพวกเราลงแรงไปตั้งเท่าไหร่? นางกลับดีนัก บอกว่าจะเด็ดก็เด็ด เห็นข้าเป็นอะไร?”
หลี่ซื่อหดคอ
จริงด้วย แม่สามีเริ่มปลูกพริกตั้งแต่ปีที่แล้ว
ตอนนั้นจะเก็บพริกเอาไว้ขยายพันธุ์ยังบอกให้พวกนางช่วยกันดูแล กลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ปีนี้พอเข้าฤดูใบไม้ผลิก็เริ่มเพาะกล้า อย่างอื่นไม่ค่อยมีปัญหาอะไร โดยพื้นฐานแล้วเมื่อเพาะชำก็แตกหน่อทันที เอาลงดินก็เจริญเติบโตได้ดี และที่น่าประหลาดก็คือต้นพริกพวกนี้ราวกับจงใจทรมานคนก็ไม่ปาน ชุดแรกที่ปลูกไม่รอดแม้แต่ต้นเดียว
ชุดที่สองค่อยมีรอดมาประปรายสองสามต้น แต่กล้าน้อยยังไม่ทันได้โตดีก็ตายไปโดยไร้สาเหตุ
จากนั้นก็ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่…
จนถึงชุดสุดท้ายสิบกว่าต้นนั้น แม่สามีกัดฟันเอ่ยว่า “จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับครั้งนี้แล้ว”
พวกนางไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้หายากเพียงใด แต่ความใส่ใจของแม่สามีก็ทำให้พวกนางระวังเป็นพิเศษระหว่างรดน้ำต้นพริกเหล่านี้
“นี่ยังเป็นการให้บทเรียนแก่นางด้วย เมื่อก่อนดุนางไปขนาดนั้น นางยังไม่เก็บมาใส่ใจ คราวนี้ข้าจึงปรับเงินนางอย่างโหด ๆ นางจะได้หลาบจำเสียที รอดูว่านางจะยังกล้ามาหาเรื่องข้าอีกหรือไม่” เย่อวี๋หรานกล่าว
หลี่ซื่อคิดในใจ ต้องไม่กล้าอยู่แล้วสิ เงินเกือบสามร้อยเหรียญเชียวนะ เก็บทั้งปียังไม่ครบเลย ผู้ใดจะกล้าล้างผลาญครอบครัวเช่นนี้?
สงสารก็แต่จูหย่งหนิง โชคร้ายจริง ๆ ที่ได้แต่งภรรยาแบบนี้
เมื่อกลับไปถึงเรือน หลินซื่อที่รับหน้าที่เฝ้าเรือนก็เดินปรี่เข้ามาหาเพื่อถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
เมื่อได้ยินว่าไม่มีเรื่องสวมหมวกเขียวอะไรแบบนั้นก็ออกจะผิดหวัง
“อะไรนะ?! สองร้อยแปดสิบกว่าเหรียญ?!” หลินซื่อได้ยินหลี่ซื่อเอ่ยถึงเงินจำนวนเท่านั้นก็ต้องตกใจ “เหตุใดจึงมากมายเช่นนั้น? พวกเราเก็บเงินต้นปียันท้ายปีก็ไม่แน่ว่าจะเก็บได้มากขนาดนั้นนะ”
หลี่ซื่อพยักหน้า “เยอะเท่านี้แหละ ท่านแม่ให้อาหย่งหนิงทำสัญญาต่อหน้าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส ท่านแม่เป็นคนเก็บสัญญาไว้ แต่ว่าเงินนี้ เจ้าก็ไม่ต้องคิดแล้ว นี่เป็นเงินของท่านแม่”
“ข้าไม่ได้อยากได้เงินนั่นเสียหน่อย ข้าก็แค่ประหลาดใจ ในแปลงผักของพวกเราปลูกของล้ำค่าขนาดนั้นเอาไว้ด้วยรึ?! ไม่ได้การ พี่สะใภ้สี่ ข้าคิดว่าพวกเราควรจับตามองให้แน่นหนากว่าเดิม ถ้ามีคนมาขโมยจะทำอย่างไร?” ครั้นหลินซื่อคิดถึงว่าเงินมากมายขนาดนั้นปลูกอยู่ในแปลงผักของครอบครัวตนเองก็ร้อนใจกระสับกระส่าย
ตอนแรกหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อยังไม่คิดอะไร แต่พออีกฝ่ายพูดเช่นนี้ก็นึกขึ้นมาได้
จริงด้วย ตอนแรกที่หญิงปากสว่างเด็ดไปยังไม่รู้ว่าของสิ่งนี้มีราคา ดังนั้นจึงมีนางคนเดียวที่ขโมย
ตอนนี้คนอื่น ๆ รู้กันหมดแล้ว จะหมายตาพริกของครอบครัวตนเองหรือไม่?
เมื่อคิดเช่นนี้ บรรดาลูกสะใภ้ก็นั่งไม่ติดกันแล้ว ได้แต่รีบไปหาเย่อวี๋หรานในห้อง
เย่อวี๋หรานฟังแล้วก็เอ่ยขึ้นว่า “แล้วจะทำอย่างไร? พวกเจ้าคิดจะไปนอนเฝ้าที่แปลงผักงั้นหรือ?”
“ท่านแม่ นั่นคือเงินทั้งนั้นนะเจ้าคะ เจ็ดแปดเม็ดก็เกือบสามร้อยเหรียญเข้าไปแล้ว ต้นพริกของพวกเราแต่ละต้นมีพริกแค่เจ็ดแปดเม็ดที่ไหนกัน? ถ้าถูกคนขโมยไปจะน่าปวดใจขนาดไหน?” หลินซื่อโน้มน้าวด้วยความร้อนใจ