ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 384 หนี้สินก้อนโต
บทที่ 384 หนี้สินก้อนโต
เย่อวี๋หรานย้อนถามว่า “พวกเขากล้างั้นหรือ?”
“ท่านแม่ ถ้าไม่ลองเสี่ยงดูแล้วจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร คนซื่อสัตย์ในหมู่บ้านต้องไม่กล้าอยู่แล้ว แต่ถ้าข่าวคราวแพร่ออกไปแล้วคนเสเพลจากหมู่บ้านข้าง ๆ ได้ยินเข้า ลงมือเอากลางดึกกลางดื่น ผู้ใดจะไปรู้?” หลี่ซื่อคอยช่วยโน้มน้าวด้วยอีกแรง คิดว่าในเมื่อพริกมีราคาปานนี้ ยังสำคัญกว่ามันเทศเสียอีก จำเป็นต้องเฝ้าดูให้ดี
มันเทศหน้าหนาวเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของคนทั้งหมู่บ้าน มีคนในหมู่บ้านช่วยจับตามองอยู่ย่อมไม่มีปัญหา แต่พริกกลับมีเพียงครอบครัวตนเองที่ได้ครอบครองอยู่ฝ่ายเดียว คนอื่นจะไม่ตาร้อนได้หรือ?
ปีนี้กล่าวได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งความรุ่งโรจน์’ ของครอบครัวพวกนาง ทั้งสร้างเรือนหลังใหม่ ทั้งเป็นผู้นำคนในหมู่บ้านปลูกมันเทศหน้าหนาว ในหมู่บ้านละแวกนี้ไม่รู้ว่ามีคนจับจ้องครอบครัวพวกนางอยู่มากมายเท่าไหร่
“เอาล่ะ พวกเจ้าไปชงชาเตรียมเอาไว้ ประเดี๋ยวเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็คงมาแล้ว” ความกังวลของพวกนาง ตอนที่เย่อวี๋หรานบอกจำนวนค่าเสียหายก็คาดการณ์เอาไว้แล้ว
สาเหตุที่นางแจ้งราคาสูงขนาดนั้น ย่อมเป็นเพราะรู้สึกว่ามันมีค่าเท่านั้น
เดิมทีไม่คิดว่าจะมาถึงขั้นนี้เร็วเช่นนี้ แต่เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว นางจึงได้แต่ ‘วางแผน’ ล่วงหน้า
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อมองหน้ากันไปมา ท่านแม่ทราบได้อย่างไรว่าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจะมา?
ตอนนั้นหลินซื่อไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย แต่อีกสามคนอยู่กันครบ เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสไม่ได้บอกว่าจะมาหาที่เรือนนี่นา?
แม้จะงุนงงสงสัย พวกนางก็ยังคงไปชงชาเตรียมเอาไว้แต่โดยดี
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยไม่อาจไปร่วมชมความครึกครื้นด้วยได้ ครั้นเห็นพวกนางออกมากันแล้วก็รีบกรูเข้ามาถาม
หลี่ซื่อแบ่งปันเรื่องราวด้วยความยินดี ทำงานไปพลางเล่าให้ฟังไปพลาง
พริบตาเดียวก็ติดหนี้ผู้อื่นสองร้อยแปดสิบสี่เหรียญ แทบไม่ต่างจากการควักหัวใจจูหย่งหนิงออกมาเลยทีเดียว
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่าน นับแต่ออกมาจากเรือนหมอชาวบ้านจนถึงเรือนตนเอง จูหย่งหนิงโมโหมาตลอดทาง ยกเท้าขึ้นถีบหญิงปากสว่างที่เพิ่งจะได้นั่งบนเก้าอี้จนล้มลงพื้น
“เจ้าทำอะไร?!” หญิงปากสว่างร้องลั่น
“ข้าทำอะไร? เงินตั้งสองร้อยแปดสิบสี่เหรียญ ครอบครัวเราต้องเก็บออมกันสักกี่วันถึงจะเก็บเงินได้มากมายขนาดนั้น? นางคนล้างผลาญ แบบนี้แม้แต่สมบัติก้นหีบก็ถูกเจ้าล้างผลาญไปหมดแล้ว…” จูหย่งหนิงด่าอย่างปวดใจ
หญิงปากสว่างกลับไม่ยอมรับ “เจ้าเป็นคนประทับนิ้วมือลงไปเอง ข้าไม่ได้เป็นคนประทับนิ้วเสียหน่อย ข้าก็บอกแล้ว เมล็ดพันธุ์พวกนั้นไม่ได้แพงขนาดนั้นเสียหน่อย เจ้าต่างหากที่อยากประทับนิ้วมือลงไปให้ได้ ประทับเสร็จแล้วยังจะมาโทษข้า? จูหย่งหนิง กล้าทำไม่กล้ารับ เจ้ายังเป็นผู้ชายอยู่ไหม?”
ตอนยังอยู่ข้างนอก นางถูกเขาทำให้ตกใจขวัญหายไปชั่วขณะ แต่ตอนนี้นางได้สติคืนมาแล้ว จูหย่งหนิงเป็นคนอย่างไร? เป็นพวกขี้ขลาดมาทั้งชีวิต ยังจะเปลี่ยนไปแข็งกร้าวได้อีกงั้นหรือ?
ความกล้าถูกเรียกกลับคืนมาแล้ว
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีก?! ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าไปขโมยของของครอบครัวหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ นางยังจะมาคิดบัญชีกับพวกเรางั้นเรอะ? นางเมียล้างผลาญคนนี้ ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย” แต่หญิงปากสว่างประเมินไฟโทสะในใจจูหย่งหนิงต่ำเกินไปแล้ว
ต่อให้เป็นพวกขี้ขลาดตาขาวมาทั้งชีวิต แต่ต้องมาเผชิญเรื่องแบบนี้กะทันหัน ราวกับถูกเฉือนเนื้อออกไปก็ไม่ปาน จูหย่งหนิงจะอดกลั้นได้อย่างไรไหว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเพิ่งตบหญิงปากสว่างไปหนึ่งฉาด ความรู้สึกนั้นดีงามนักแล เขาไม่เคยสัมผัสถึงความเป็นชายชาตรีเท่านี้มาก่อนเลย!
จิตใต้สำนึกคล้ายจะตระหนักได้ในพริบตานั้นเองว่า ที่แท้เขาก็สามารถเป็นแบบนี้ได้ด้วย
ด้วยเหตุนี้ การโต้เถียงของหญิงปากสว่างยิ่งกระตุ้นให้จูหย่งหนิงเดือดดาลกว่าเดิม เขาไม่สนว่าลูกชายกับลูกสะใภ้ก็อยู่ด้วย ทั้งไม่สนว่าจ้าวกุ้ยเซิงพี่ชายของหญิงปากสว่างก็อยู่ที่นั่น ตวาดเสียงดังไปเช่นนั้นจบ ก็สะบัดมือตบหน้าหญิงปากสว่างทันที
ฝ่ามือนี้ทำให้ใบหน้าของหญิงปากสว่างที่บาดเจ็บอยู่แล้วเจ็บหนักกว่าเดิม บวมเป่งขึ้นมาทันใด
ตอนที่เย่อวี๋หรานลงมือก่อนหน้านี้ก็หาได้ออมแรง แต่นางมีทักษะอยู่เล็กน้อย ไม่ได้ทำให้ใบหน้าของหญิงปากสว่างบวมขึ้นมา
แต่จูหย่งหนิงไม่เหมือนกัน เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง มีเพียงพละกำลังจากการทำงาน ทั้งยังไม่รู้จักใช้ทักษะอันใด ฝ่ามือนั้นเรียกได้ว่าใช้เรี่ยวแรงไปเต็มเหนี่ยว
ใบหน้าหญิงปากสว่างบวมขึ้นมาขนาดนั้น สามารถรู้ได้เลยว่าจูหย่งหนิงออกแรงหนักหน่วงเพียงใด
นางลูบใบหน้าตนเองพลางมองไปทางจูหย่งหนิงอย่างเหลือเชื่อ “เจ้าตบข้าอีกแล้ว?! ข้าขอสู้ตายกับเจ้า”
ที่ผ่านมาจูหย่งหนิงคิดว่าตนเองเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ไม่มีความจำเป็นต้องไปถือสาหาความหญิงปากสว่าง ดังนั้นเวลานางอาละวาดลงไม้ลงมือ เขามักจะหลีกเลี่ยงอยู่เสมอ ไม่เคยจะตอบโต้
แต่หนนี้ไม่เหมือนกัน จูหย่งหนิงโกรธจริง ๆ แล้ว เขาคว้ามือหญิงปากสว่างโดยไม่ลังเล แล้วสะบัดฝ่ามือไปอีกครั้ง
หญิงปากสว่างทางหนึ่งอุทานด้วยความเจ็บปวด ทางหนึ่งพยายามดึงมือตัวเองกลับมา แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายมีเรี่ยวแรงมหาศาล สะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด
จนถึงตอนท้าย นางยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น สามีที่ถูกนางวางอำนาจรังแกอยู่เป็นนิจ คราวนี้ราวกับกินยาเม็ดเพิ่มพลังมาอย่างไรอย่างนั้น สั่งสอนนางอย่างหนักไปยกหนึ่ง
หญิงปากสว่างถูกตีจนร้องไห้หาบิดามารดา ร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เรือนนางสักหน่อยล้วนได้ยินเสียง
แต่คราวนี้กลับไม่มีใครกล้ามาดูเรื่องชาวบ้าน
เพิ่งเกิดเรื่องที่เรือนหมอชาวบ้าน ทุกคนทราบดีว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ว่าใครอยู่ดี ๆ มีหนี้ก้อนโตเพิ่มขึ้นมาสองร้อยแปดสิบสี่เหรียญ ก็คงจะโมโหจนต้องสั่งสอนภรรยาเจ้าปัญหาให้หลาบจำสักครั้ง
เพียงแต่ไม่รู้ว่าคราวนี้จูหย่งหนิงจะสามารถยืนหยัดได้นานเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา ก็ลงเอยอีหรอบเดิมเหมือนคราวก่อนที่อาละวาดจะปลดภรรยา หากจบลงอย่างค้างคาเช่นนั้นก็แล้วกัน
มารดาของจูหย่งหนิง ลูกชาย และลูกสะใภ้ของหญิงปากสว่างล้วนอยู่ที่นั่น แต่กลับไม่มีใครกล้าห้ามปรามสักคน
จ้าวกุ้ยเซิงอยากเข้าไปห้าม แต่เขาก็อึดอัดลำบากใจ ไม่รู้ว่าควรเริ่มโน้มน้าวจากตรงไหน
เขากลัวว่าตนเองอาจต้องพลอยเคราะห์ร้ายไปด้วย
“คือว่า…แล้วไปเถอะ กุ้ยฮวาก็ไม่ได้ตั้งใจ…”
ครั้นจ้าวกุ้ยเซิงพูดขึ้น จูหย่งหนิงก็ถลึงตามองอย่างดุดัน “จะให้แล้วกันไปได้อย่างไร? พี่ชาย เงินสองร้อยแปดสิบสี่เหรียญเชียวนะ ครอบครัวพวกข้าไม่กินไม่ดื่ม ต้องเก็บเงินไปจนถึงตอนไหนถึงจะมีเงินจำนวนเท่านี้? ถ้ามีเงินขนาดนั้น พวกข้าทั้งบ้านคงตัดชุดใหม่ไปนานแล้ว”
จ้าวกุ้ยเซิงหดคอพึมพำ “หมูตัวเดียว…ก็พอแล้ว…”
“พี่ชายยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ? พวกข้าเลี้ยงหมูหนึ่งตัวตั้งแต่ต้นปียันท้ายปี ขนาดนั้นยังได้แค่ครึ่งเดียวของคนเขา ยังต้องแบ่งชิ้นใหญ่ให้ครอบครัวพวกท่านอีกต่างหาก บอกว่าลูกสาวแสดงความกตัญญูต่อบ้านเดิม สุดท้ายแล้วพวกข้าก็ได้กินอย่างกระเบียดกระเสียร แต่ละคนขยับตะเกียบแค่ไม่กี่ครั้ง เนื้อก็หมดแล้ว ยังจะมาพูดว่าหมูตัวเดียวก็พอแล้วอีก ไม่ขาดทุนก็ดีเท่าไหร่แล้ว” เพียงคิดถึงว่าในอดีตหญิงปากสว่างเอาของจากในเรือนไปจุนเจือบ้านเดิมไม่น้อย แค้นเก่าแค้นใหม่ผสมปนเป จูหย่งหนิงก็แทบอยากจะฟาดพี่ชายภรรยาผู้นี้สักยกจริง ๆ
เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว บอกให้ลูกชายเอาเชือกมามัดหญิงปากสว่างแล้วเอาตัวไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน วันนี้ห้ามส่งอาหารไปให้นาง
“งั้น…เจ้าก็ทำธุระไปเถอะนะ ข้ากลับก่อนล่ะ…” จ้าวกุ้ยเซิงมีลางสังหรณ์ไม่ใคร่จะดี จึงบอกลาด้วยจิตใจกระสับกระส่าย
จูหย่งหนิงจะปล่อยจ้าวกุ้ยเซิงไปงั้นหรือ? เขาขัดขวางเอาไว้ทันที “พี่ชาย จะกลับไปเร็วขนาดนั้นทำไม? พวกเรายังไม่ได้คิดบัญชีกันเลยนะ”
“บัญ…บัญชีอะไร? ข้ากับเจ้าไม่มีอะไรติดค้างกัน”
“เงินสองร้อยแปดสิบสี่เหรียญนี้ พี่ชายคงไม่ได้คิดว่าครอบครัวพวกข้าควรแบกรับภาระทั้งหมดกระมัง? ตอนท่านยังไม่มา ครอบครัวข้าหาได้มีเรื่องอะไร พอท่านมาเท่านั้นแหละ ปัญหาก็ตามมามากมาย ท่านไม่คิดว่าควรอยู่คุยกับข้าสักหน่อยหรือ?”