ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 390 ก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศรสเปรี้ยวเผ็ด
บทที่ 390 ก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศรสเปรี้ยวเผ็ด
คิดเช่นนี้ออกจะไกลเกินไป มันเทศยังไม่ได้ปลูกกันในวงกว้าง ถั่วเหลืองคงต้องรอหลังจากนั้น
เมื่อมีถั่วเหลืองจึงจะสามารถหมักซีอิ๊วได้
หลังจากนั้นก็มีน้ำมันถั่วลิสง น้ำมันงา น้ำมันตะไคร้ต้น…
เมื่อมีเครื่องปรุงหลากหลาย ต่อไปก็จะสามารถทำอาหารที่ประณีตกว่าเดิมได้
เพียงนึกถึงอาหารเลิศรสเหล่านั้น อย่าว่าแต่จูปาเม่ยที่หิว กระทั่งหนอนตะกละในท้องเย่อวี๋หรานก็ถูกปลุกขึ้นมาเสียแล้ว อยากกินก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศตำรับตามมีตามเกิดเพื่อปลอบขวัญตนเองก่อนสักครา
เย่อวี๋หรานประมาณเวลาว่าพอสมควรแล้วก็ให้ทุกคนพักงานในมือไว้ก่อน ให้ทุกคนมากินก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศคนละถ้วย
นางลงมือเคี่ยวน้ำแกงด้วยตนเอง ทุกคนเพียงต้องตักน้ำแกงมาคนละถ้วยแล้วคีบเส้นมันเทศใส่ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันก็กินได้แล้ว
ด้วยเกรงว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะกินพริก โดยเฉพาะในครอบครัวยังมีเด็กเล็กอีกสองคน ตอนเย่อวี๋หรานทำน้ำแกงจึงไม่ได้ใส่พริกบด
“ถ้าอยากกินรสเผ็ดก็บอกข้า ข้าจะเติมพริกบดให้พวกเจ้า” เย่อวี๋หรานกล่าว “พริกบดค่อนข้างเผ็ด พวกเจ้าใส่แต่น้อย ลองชิมรสชาติดูก่อน ถ้าคิดว่าไม่พอก็ค่อยใส่เพิ่ม”
นางกลัวว่าเด็กตะกละพวกนี้อยากได้เปรียบคนอื่น ใส่พริกเยอะเกินไป ปรากฏว่าเผ็ดจนกินไม่ได้ เช่นนั้นก็สิ้นเปลืองอาหารแล้ว
จวบจนตอนนี้ นางปลูกพริกได้เพียงสิบกว่าต้นเท่านั้นเอง
“ท่านแม่ ขอพริกให้ข้าด้วยเจ้าค่ะ ข้าอยากชิม” หลี่ซื่อจำได้ว่าตนเองเคยกินพริกมาก่อนตอนอยู่บ้านเดิม
ตอนนั้นนางกินไปพลางร้องเผ็ดไปพลาง แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ก็ยังกินจนหมด
ความรู้สึกนั้น จะว่าอย่างไรดีเล่า?
ตอนกินอยู่จะรู้สึกว่าเผ็ดร้อนอย่างมาก แต่หลังจากกินแล้วกลับโล่งสบายยิ่งนัก กินแล้วก็ยังอยากกินอีก
“ถ้าเจ้ากินไม่หมดก็อย่าเอาไปป้อนซานเป่ากับซื่อเป่า พวกเขายังเล็ก กินพริกไม่ได้” เย่อวี๋หรานกลัวว่าหลี่ซื่อจะเลอะเลือน เอาแต่คิดว่ามีของดีก็ต้องป้อนให้ลูกกินด้วย ทำลูกเผ็ดจนร้องไห้ ตอนช่วยเติมพริกบดให้จึงไม่ลืมที่จะเตือนไว้ก่อน
หลี่ซื่อยิ้ม “ท่านแม่ ข้ารู้เจ้าค่ะ พวกเขาไม่ใช่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ค่อนข้างโตแล้วเสียหน่อย”
ก่อนหน้านี้ซานเป่าและซื่อเป่าได้กินเส้นมันเทศที่ไม่ผสมเครื่องปรุงใด ๆ มาแล้วหนึ่งถ้วยเล็ก คราวนี้ได้ยินว่ามีน้ำแกงด้วยก็ดีอกดีใจยิ่งนัก
“แม่ ลื่น ๆ…”
“แม่ กิน…”
พวกเขาล้อมอยู่หน้าเตาด้วยท่าทางกระตือรือร้นอย่างยิ่ง
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยช่วยยกเก้าอี้ที่ทำมาเพื่อซานเป่าและซื่อเป่าโดยเฉพาะมาที่ลานเรือน
“ไอ้หยา ไม่ต้องรีบ อีกไม่นานก็ได้กินแล้ว” หลี่ซื่อกล่าวกับเย่อวี๋หรานว่า “ท่านแม่ ท่านช่วยคนให้ข้าหน่อยนะเจ้าคะ ข้าพาเด็กสองคนนี้ไปนั่งบนเก้าอี้ก่อน”
บอกว่าเป็นเก้าอี้ ที่จริงก็คือนำเก้าอี้และโต๊ะมารวมเข้าด้วยกันเป็น ‘เก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็ก’
ของสิ่งนี้ไม่ได้หายากอะไร เย่อวี๋หรานเพียงบอกรายละเอียดที่นางต้องการแก่ช่างไม้ไฉเพิ่มไปเล็กน้อย ช่างไม้ไฉก็ทำเก้าอี้เด็กออกมาให้ได้แล้ว
ต้องยอมรับว่า เมื่อซานเป่าและซื่อเป่ามีเก้าอี้กินข้าวส่วนตัวของตนเองแล้ว เวลากินข้าวก็เรียบร้อยกว่าเดิมมากนัก
อุ้มเด็กทั้งสองขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ ผูกสายรัดให้ดี เอาผ้ากันเปื้อนคล้องคอ วางถ้วยไว้ตรงหน้าพวกเขา แล้วปล่อยให้พวกเขากินข้าวกันเอง
เด็กเล็กนั้นจะใช้ช้อนหรือใช้มือกินข้าวก็ไม่เป็นไร ขอเพียงพวกเขากินข้าวด้วยตัวเอง กินอย่างมีความสุขก็พอแล้ว
หลี่ซื่อย่อมไม่กล้าปล่อยเด็กทั้งสองไว้ข้างนอกตามลำพังอยู่แล้ว แต่ให้ผู้ช่วยมือดีอย่างหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยช่วยดูแล ตนเองเดินเข้าไปรับถ้วยก๋วยเตี๋ยวมาจากในครัว จากนั้นค่อยเปลี่ยนให้น้องสาวเข้าไปรับก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศส่วนของตนเองออกมา
“ท่านแม่ อร่อย!” จูปาเม่ยได้กินเส้นมันเทศที่ราดน้ำแกงแล้วเป็นคนแรก
นางไม่รู้สึกว่าเจ้าสิ่งนี้จะมีรสชาติไม่กลมกล่อมดีตรงไหน ลำพังความลื่น ๆ เกลี้ยง ๆ ของเส้นมันเทศก็มากพอให้นางกินอย่างชอบอกชอบใจแล้ว
ในไม่ช้า หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อก็ได้กินเช่นกัน
ซดน้ำแกง กินเส้นมันเทศ รสชาติโอชายิ่ง
“ท่านแม่ เลิศรสเจ้าค่ะ!”
“ใช่แล้ว อร่อยมากเลย!”
“ท่านแม่ เจ้านี่อร่อยกว่าบะหมี่น้ำเสียอีก”
……
เห็นพวกนางกินอย่างเบิกบานใจ เย่อวี๋หรานก็มีความสุขเช่นกัน
“เส้นมันเทศซึมซับรสเครื่องปรุงไม่ไวเท่าเส้นบะหมี่ พวกเจ้าเพิ่งราดน้ำแกง รสชาติยังไม่ได้ซึมเข้าเส้นมันเทศ รอสักพักให้เข้ารสแล้ว นั่นจึงจะเรียกว่าอร่อยจริง ๆ” เย่อวี๋หรานคลุกเส้นกับน้ำแกงให้ตนเอง เติมพริกบดลงไปพูนช้อน
แต่นางไม่ได้กินในทันที หากค่อย ๆ คลุกเคล้าไปอย่างใจเย็น รอให้รสชาติซึมซับเข้าเส้น
อ้อ ใช่แล้ว นางยังใส่น้ำเชื่อมผลไม้รสเปรี้ยวลงไปด้วย
นี่ทำให้นางนึกถึงบะหมี่วุ้นเส้นเปรี้ยวเผ็ดที่เคยกินเมื่อชาติก่อน น่าเสียดาย…
วัตถุดิบมีไม่ครบ เมื่อทำออกมาแล้วรสชาติย่อมต่างกันมาก
เย่อวี๋หรานดมกลิ่นพลางนึกเสียดาย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้กินบะหมี่วุ้นเส้นเปรี้ยวเผ็ดรสต้นตำรับแท้ ๆ สักครั้ง
ช้าก่อน ทำไมต้องใช้น้ำส้มด้วยเล่า?!
บะหมี่วุ้นเส้นเปรี้ยวเผ็ดใช้ผักดองแทนได้ไม่ใช่หรือ?!
นางอึ้งไปทันที รู้สึกเหมือนตัวเองขาดทุนย่อยยับ
ย้อนยุคมานานปานนี้ นางลืมผักดองที่สามารถกอบกู้โลกไปได้อย่างไร?!
เพียงใส่ผักดองก็ได้รสเปรี้ยวแล้วไม่ใช่หรือไร?
จะหมักหรือดองก็ได้ทั้งนั้น วิธีดองที่ไม่เหมือนกันทำให้ได้รสเปรี้ยวที่ต่างกัน วัตถุดิบที่ใช้ดองก็ให้รสชาติที่แตกต่างออกไปเช่นกัน
เพียงนึกถึงผักดอง เย่อวี๋หรานก็เริ่มน้ำลายสอเสียแล้ว
จูปาเม่ยกำลังกินอย่างเพลิดเพลิน เห็นมารดากลืนน้ำลายก็เอ่ยขึ้น “ท่านแม่ ไม่ต้องรอแล้ว เท่านี้ก็อร่อยมากแล้วนะเจ้าคะ ดูท่านสิ หิวขนาดนั้นแล้ว”
“ข้าหิวก็จริง แต่ไม่ได้อยากกินเจ้านี่” เย่อวี๋หรานพูดแล้วชิมน้ำแกง สัมผัสได้ถึงรสเปรี้ยวแฝงกลิ่นหอมผลไม้อ่อน ๆ จากในน้ำแกง นางกล่าวว่า “พวกเจ้าอยากลองเติมน้ำเชื่อมผลไม้รสเปรี้ยวสักหน่อยไหม? ทั้งเปรี้ยวทั้งเผ็ดจึงจะอร่อย”
“จริงหรือเจ้าคะ? ท่านแม่ ข้าขอชิมของท่านหน่อยนะ” จูปาเม่ยไม่ค่อยชอบรสเปรี้ยวเท่าใดนัก
น้ำเชื่อมผลไม้ที่ครอบครัวทำกันเอง นางก็มักจะเลือกกินแต่อันที่มีรสหวาน
น้ำเชื่อมผลไม้รสเปรี้ยวทำไว้ขายให้หญิงมีครรภ์ กอปรกับอากาศค่อนข้างร้อน บางคนไม่ค่อยเจริญอาหาร ซื้อน้ำเชื่อมผลไม้รสเปรี้ยวกลับไปก็พอจะช่วยเพิ่มความอยากอาหารได้บ้าง
เย่อวี๋หรานส่งถ้วยไปให้ “เจ้าลองใช้ตะเกียบแตะไปชิมดู”
จูปาเม่ยแตะเล็กน้อยแล้วส่งเข้าปาก “เอ๊ะ? อร่อยนี่นา พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พวกท่านจะลองดูหน่อยไหมเจ้าคะ?”
หลิ่วซื่อและหลิวซื่อย่อมไม่กล้าชิมจากในถ้วยของเย่อวี๋หรานอยู่แล้ว พวกนางชิมจากในถ้วยของจูปาเม่ย
รอจนจูปาเม่ยปรุงเสร็จแล้ว พวกนางค่อยชิม สุดท้ายก็เติมน้ำเชื่อมผลไม้รสเปรี้ยวลงไปด้วยเช่นกัน
รสเปรี้ยวเผ็ดนิด ๆ ช่วยให้เจริญอาหารได้ดีนักในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้
เผ็ดจนเป่าปากแล้วแท้ ๆ แต่ก็อดจะซดน้ำแกงคำแล้วคำเล่าไม่ได้
“ท่านแม่ ข้าคิดว่าไม่กินเส้นมันเทศ ซดแค่น้ำแกงก็อิ่มแล้วเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อกินไปก่อนแล้วหนึ่งถ้วย แต่ปรากฏว่ากินเร็วไปหน่อย หมดก่อนจะทันได้ใส่น้ำเชื่อมผลไม้รสเปรี้ยว สุดท้ายได้แต่ปรุงน้ำแกงซดเองอีกถ้วย
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ นางก็ยังคิดว่าเลิศรสยิ่งนัก!
ขณะเดียวกันก็เอ่ยว่า “ท่านแม่ ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเมื่อก่อนก็ใส่น้ำเชื่อมผลไม้ลงในอาหารเหมือนกัน แต่กลับไม่ได้อร่อยเท่าหนนี้เลยล่ะเจ้าคะ?”
“เพราะครั้งนี้ใส่พริกไปด้วยน่ะสิ” เย่อวี๋หรานกล่าว “เปรี้ยวอย่างเดียวจะอร่อยได้อย่างไร ทั้งเผ็ดและเปรี้ยวจึงจะจัดจ้าน ปุ่มรับรสเปิดออก กินอะไรก็อร่อย”
ผู้หญิงทั้งกลุ่มซดน้ำแกงจนเกลี้ยงหม้อ
แม้จะค่อนข้างเสียดายที่เส้นมันเทศลวกมาน้อยเกินไป แต่ทุกคนก็เข้าใจดี ตั้งแต่เข้าห้องครัวไปเย่อวี๋หรานก็ไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม
“ท่านแม่ ข้าคิดว่าใช้ถาดแบบเดิมลวกเส้นช้าเกินไป ถ้าเปลี่ยนไปใช้ถาดที่ใหญ่กว่านี้สักหน่อย…” หลี่ซื่อแสดงท่าทางประกอบพลางกล่าวว่า “ใหญ่ประมาณเท่านี้ เช่นนี้เมื่อทำได้หนึ่งแผ่นก็เท่ากับใช้ถาดเดิมทำได้หลายครั้งแล้ว”