ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 391 เครื่องมือทำมาหากิน
บทที่ 391 เครื่องมือทำมาหากิน
เย่อวี๋หรานเหลือบมองหลี่ซื่อแล้วจึงกล่าวว่า “ข้าก็อยากได้เหมือนกัน แต่จะไปหาถาดใหญ่ปานนั้นได้จากที่ไหน?”
หลี่ซื่อชะงัก “เอ่อ…จริงด้วยสิเจ้าคะ ข้าก็ไม่เคยเห็นถาดของใครใหญ่เท่านั้นมาก่อนเลย”
“ต่อไปถ้ายังอยากลวกเส้นก็ต้องสั่งทำถาดสักใบ สั่งทำถาดก็ต้องใช้เงิน ดูท่าพวกเราคงเก็บเงินไม่ได้กันแล้ว”
คำพูดของเย่อวี๋หรานทำให้ทั่วลานเรือนเงียบสงบลงทันที
นอกจากซานเป่าและซื่อเป่าที่ยังเล่นสนุกอยู่ตรงนั้น ลูกสะใภ้ทั้งหลายของสกุลจูหาได้เบิกบานใจอีกแล้ว
พวกนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าครอบครัวตนเองเคยมีเงินตอนไหน
ไม่ง่ายเลยกว่าจะขายสูตรทำชาดมาได้ แต่พอมีเงินแล้ว แม่สามีก็ฮุบเอาไว้คนเดียว สร้างเรือนหลังใหม่ที่ไม่แบ่งให้ลูกชายหรือลูกสะใภ้เลยสักคน
หากไม่ใช่เพราะเก็บมันเทศเอาไว้ในเรือนหลังใหม่ จำเป็นต้องมีคนคอยเฝ้า สามีของพวกนางคงไม่มีโอกาสไปนอนในเรือนหลังใหม่แล้ว
จะว่าอย่างไรดี?
บางครั้งก็ชวนสับสนยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่แม่สามีดีต่อพวกนางอย่างมาก แต่จิตใจคนเรามักไม่รู้จักพอ บางคราวก็อดจะคิดไม่ได้ว่า แม่สามียังดีต่อพวกนางได้มากกว่านี้ใช่หรือไม่?
ต่อจากนั้น เย่อวี๋หรานก็คร้านจะลงมือทำด้วยตนเองแล้ว แต่สอนวิธีทำให้พวกลูกสะใภ้ ให้พวกนางใช้กระทะสองใบลวกเส้นมันเทศ
ถึงอย่างไรการโม่แป้งมันเทศก็ไม่ได้จะทำเสร็จไวปานนั้นอยู่แล้ว แผ่นมันเทศตากแห้งยังเก็บรักษาได้ง่าย วันนี้ทำไม่เสร็จก็สามารถเก็บไว้ทำต่อในวันรุ่งขึ้น
กลับเป็นงานลวกเส้นมันเทศที่หากช้าไปหนึ่งก้าว ปริมาณก็จะไม่พอ ตอนเย็นก็คงไม่ได้กินแล้ว
คราวนี้เย่อวี๋หรานให้พวกนางหาราวไม้ไผ่มาไว้สำหรับตากเส้นมันเทศ
แผ่นแป้งมันเทศขนาดเท่าถาดตากไว้บนราวไม้ไผ่ มองดูแล้วแปลกใหม่ทีเดียว
รอจนถึงตอนเที่ยง จูเหล่าโถว จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่ก็กลับมา เห็นสิ่งของที่เพิ่มมาในลานเรือนแล้วก็สงสัยว่าคืออะไร
“เจ้านี่คืออะไรหรือ? ทำไมเล็กขนาดนั้น?” จูซื่อขยับเข้ามาใกล้ กำลังจะยื่นมือออกไปสัมผัส
หลี่ซื่อเอาถาดออกมาตากก็รีบร้องห้ามไว้ “นี่ อย่าแตะนะ มือเจ้าสกปรก นั่นเป็นของกิน”
จูซื่อหดมือกลับมาทันควัน “อะไรนะ?! ของกิน?! ของกินอะไรกัน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย?”
“วันนี้ท่านแม่เพิ่งสอนให้พวกข้าทำ เจ้าหิวแล้วใช่ไหม? ประเดี๋ยวข้าม้วนให้กินก่อนหนึ่งแผ่น”
จูซื่อมีสีหน้างุนงง
หลี่ซื่อบอกให้เขารีบไปล้างมือ ส่วนตนเองเดินกลับเข้าไปในครัว แผ่แป้งมันเทศในถาดลงบนเขียง ทาน้ำพริกเนื้อและพริกบดแล้วก็ม้วน เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น
“มานี่ เจ้าลองชิมดู”
คนเป็นผู้หญิงย่อมจะสนใจสามีของตนเองมากหน่อยเป็นธรรมดา
หลี่ซื่อราวกับเพิ่งสังเกตว่าจูเหล่าโถว จูต้า จูเอ้อร์ และจูอู่ก็อยู่ที่นั่นด้วย จึงบอกพวกเขาอย่างกระดากใจว่า “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง น้องห้า ส่วนของพวกท่านอยู่บนเตาเจ้าค่ะ ถ้าอยากกิน ไปล้างมือแล้วไปชิมที่เตาได้เลย…”
ขณะที่พูดอยู่นั้น จูซื่อก็กัดคำแรกแล้ว
รสสัมผัสลื่น ๆ เช่นนั้นทำให้เขาชะงักไป “นี่คืออะไร?! ทำไมลื่นขนาดนี้?!”
“นี่คือเส้น ข้าบอกเจ้าเลยนะ เจ้านี่ใช้…” หลี่ซื่อกลัวว่าคนอื่นจะได้ยินจึงลดเสียงลงแล้วขยับเข้าไปพูดข้างหูจูซื่อ “ใช้มันเทศทำ เอามันเทศมาโม่เป็นแป้ง แล้วผ่านกระบวนการเล็กน้อย จากนั้นนำไปลวกในกระทะก็ได้แล้ว ท่านแม่บอกว่าเจ้านี่เทียบได้กับบะหมี่น้ำ”
นางยังเตือนให้จูซื่ออย่าเอาไปพูดส่งเดช สูตรนี้จะเก็บไว้ทำมาหากิน
“ท่านแม่บอกแล้ว ให้พวกข้าซ้อมมือกันให้ชำนาญ ถึงช่วงเก็บเกี่ยว พวกเจ้าไปทำนา พวกข้าจะใช้ตะกร้าไม้ไผ่เอาเจ้านี่ออกไปขายที่ทุ่งนา”
“อากาศร้อนขนาดนี้ ทุกคนคงไม่เจริญอาหารเท่าไหร่ ถ้าได้กินอะไรแบบนี้จะต้องรู้สึกดีขึ้นแน่ ๆ”
“นอกจากนี้ น้ำพริกของครอบครัวเราก็นับว่าสุดยอดแล้วในละแวกนี้ หาไม่ได้จากที่ไหนอีก พวกเขาต้องชมชอบแน่นอน”
……
ทั้งเผ็ดทั้งหอม สำหรับจูซื่อที่ทำงานมาทั้งวันและกำลังหิวพอดี นับว่าเลิศรสยิ่งแล้ว
เขากินไปพลางชมว่าอร่อย
ชวนให้จูต้า จูเอ้อร์ และจูอู่ที่กำลังล้างมืออยากกินใจจะขาด
จูอู่ถามว่า “พี่สี่ อร่อยปานนั้นเชียว?”
จูซื่อเคี้ยวพลางตอบเสียงอู้อี้ “ของที่ท่านแม่ทำ มีที่ไม่อร่อยด้วยรึ? รีบไปกินที่เตาเถอะ รับรองว่าอร่อยจนพวกเจ้าแทบกัดลิ้นตัวเองเลยทีเดียว”
จูต้า จูเอ้อร์ และจูอู่ได้ยินดังนั้นก็เร่งมือจัดแจงตนเองแล้วรุดไปทางห้องครัว
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อที่ทำงานอยู่ในห้องครัวได้ยินว่าสามีพวกตนกลับมาแล้วก็ม้วนแป้งมันเทศสุกไว้ให้หนึ่งแผ่น
และเนื่องจากยังต้องทำงาน จึงไม่ได้นำออกมาส่ง ครั้นจูต้า จูเอ้อร์ และจูอู่เข้าไปในครัวก็ได้รับมาคนละแผ่น
“กินรองท้องไปก่อน ท่านแม่บอกว่านี่คือมื้อเย็น ท่านแม่รอให้พวกข้าลวกเส้นเสร็จก็จะต้มน้ำแกง ทำของอร่อยให้ทุกคนกิน” หลินซื่อเห็นว่าทุกคนรวมถึงจูเหล่าโถวได้กินแป้งรองท้องกันแล้วก็บอกให้พวกเขาออกไปนอกห้องครัว
ห้องครัวของสกุลจูกว้างแค่นั้น พวกนางอยู่ในครัวกันสามคนยังพอเดินไปไหนมาไหนได้ แต่เมื่อมีผู้ชายเข้ามาเพิ่มอีกหลายคนก็แน่นจนเดินไม่สะดวก
ส่วนพวกผู้ชาย เดิมทีก็มาเพื่อเอาของกินอยู่แล้ว เมื่อได้ของกินมาแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินจากมาทันที
จูต้ากินระหว่างเดินออกไป “ซี้ด…อร่อย!”
“อร่อย พี่ใหญ่ เจ้านี่นุ่มมาก” จูเอ้อร์มีสีหน้ายินดีปรีดา
“พี่สี่ เจ้านี่คืออะไรกันแน่ เหตุใดจึงอร่อยเช่นนี้?!” จูอู่มีไหวพริบอยู่บ้าง เห็นพี่สะใภ้สี่พูดอะไรกับพี่สี่ของเขาอยู่เป็นนาน คาดว่าคงเป็นเรื่องนี้ จึงถือม้วนแป้งมันเทศวิ่งเข้ามาถาม
“มันเรียกว่าเส้น หายากมากเชียวล่ะ…” จูซื่อมีสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง “ในเชิงเขาไท่ตังแห่งนี้คิดว่าคงมีแต่บ้านพวกเราที่ได้กิน เป็นของแปลกใหม่ที่ท่านแม่เพิ่งทำออกมาสด ๆ ร้อน ๆ ไม่ต้องมาถามสูตรลับกับข้า ต่อไปพวกผู้หญิงจะใช้เจ้านี่ทำมาหากิน ไม่อนุญาตให้พูด…”
“ไอ้หยา มีวิธีหาเงินใหม่มาอีกแล้วหรือ?!” จูอู่ลิงโลด “ดีแล้วนี่นา ครอบครัวเราจะได้มีรายรับเพิ่มเข้ามาอีก”
“เฮอะ ๆๆ…เจ้าอย่าเพิ่งด่วนดีใจไป ต่อให้ทำการค้านี้ได้ก็ไม่มีส่วนของผู้ชายอย่างพวกเราอยู่ดี เจ้าอย่าลืมว่าท่านแม่พูดไว้แล้ว ผู้ชายสกุลจูไม่อาจทำการค้า” จูซื่อกลัวว่าอีกฝ่ายจะคาดหวังมากไปจึงเตือนสติไว้ก่อน
จูอู่จึงเอ่ยว่า “ข้ารู้ ข้าไม่ได้อยากค้าขายเสียหน่อย แต่เมียข้าทำกับข้าทำเองต่างกันตรงไหน? ถ้านางมีเงิน สร้างเรือนหลังใหม่หรือซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ ยังจะไม่มีส่วนของข้าอีกหรือ? หึ ๆ! ตอนนี้ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของข้าก็คือรีบคลอดเด็กจ้ำม่ำออกมาสักคน ชีวิตนี้ข้าก็พอใจมากแล้ว…”
กล่าวราวกับว่า ใครบางคนรู้จักพอได้ง่ายดายปานนั้น
ในความเป็นจริง ในบรรดาลูกชายของเย่อวี๋หราน นอกจากจูต้าและจูเอ้อร์ที่ไร้ความทะเยอทะยาน ลูกชายที่เหลือไม่มีใครสงบเรียบร้อยสักคน
ก็แค่ตอนนี้ยากจน ยังต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ไม่มีเวลาและสมาธิไปจดจ่อกับเรื่องอื่นก็เท่านั้น
คอยดูไปเถอะ เมื่อความเป็นอยู่ของสกุลจูดีขึ้นเรื่อย ๆ ถึงตอนนั้นคงมีเรื่องดี ๆ ให้รอชม
เย่อวี๋หรานพาซานเป่าและซื่อเป่าออกไปเดินเล่นข้างนอกกลับมาก็พบพวกผู้ชายมาออกันอยู่ในลานเรือน
ซานเป่าและซื่อเป่าเห็นจูซื่อก็รีบวิ่งเข้าไปหาเขาอย่างดีอกดีใจ “พ่อ…”
เด็กน้อยกอดขาคนละข้าง ท่าทางเบิกบานใจนัก
จูซื่อเพิ่งจะกินอาหารมา ไม่กล้าแตะตัวพวกเขา บอกให้ลูกน้อยทำตัวดี ๆ อย่าดื้อ ให้เขาล้างมือก่อนแล้วค่อยอุ้ม
ซานเป่าและซื่อเป่าหาได้สนใจ กอดขาจูซื่อได้ก็ไม่ยอมปล่อย เกาะหนึบอยู่บนนั้น
ด้วยเหตุนี้ เมื่อจูซื่อจะขยับตัว บนขามีน้ำหนักถ่วงไว้เช่นนั้นจึงทำให้ขยับตัวได้ลำบาก
“เอิ๊กอ๊าก…”
ซานเป่าและซื่อเป่ารู้สึกว่าสนุกยิ่งนัก ยิ่งไม่ยอมปล่อยมือ เพียงไม่นาน เสียงหัวเราะไร้เดียงสาของเด็กทั้งสองก็ลอยล่องไปทั่วท้องฟ้าเหนือเรือนสกุลจู