ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 393 ท่านแม่ลำเอียง
บทที่ 393 ท่านแม่ลำเอียง
จูเอ้อร์ “เจ้าก็หาเงินส่วนตัวเหมือนกันนี่?”
“จะเหมือนกันได้อย่างไร?!” หลิวซื่อขู่ฟ่อ “ข้าเก็บเงินเพื่อใครกัน หากไม่ใช่เพื่อเจ้าและเพื่อลูกในอนาคตของเรา? แต่เงินที่ท่านแม่หามาได้ สุดท้ายจะไปตกอยู่ในมือใคร?”
จูเอ้อร์มองนางแล้วถามย้ำด้วยความสงสัย “ตกอยู่ในมือใคร?”
“เจ้านี่โง่จริง” หลิวซื่อจิ้มหน้าผากเขาแล้วกล่าวว่า “นอกจากจูปาเม่ยแล้ว ยังจะไปอยู่ในมือผู้ใดได้อีก? ท่านแม่มีใจลำเอียงจนแทบจะไปซุกอยู่ในรักแร้อยู่แล้ว เรื่องดีงามอะไรเคยเวียนมาถึงพวกเราด้วยหรือ?”
“แล้วจะทำอย่างไร? เจ้าไม่กลัวมีดท่านแม่ แล้วจะไปถามหาเหตุผลกับท่านแม่งั้นหรือ?” จูเอ้อร์แสดงออกว่าเลื่อมใสยิ่งนัก
พวกเขาพี่น้องยังไม่มีใครกล้าไม่เชื่อฟังท่านแม่สักคน สะใภ้ที่แต่งเข้าเรือนมากลับกล้าหืออย่างนั้นหรือ?
อ้อ ใช่ว่าจะไม่มีเลยนี่นา
คนที่ไม่เชื่อฟังท่านแม่นั้นมีอยู่ แต่ไปจากเรือนสกุลจูนานมากแล้ว ท่านแม่ไม่เคยจะพูดถึงอีกเลย
ณ ชายแดนอันไกลโพ้น
จูซุ่นเจิ้งที่ศีรษะและใบหน้าคลุกฝุ่นกำลังหมอบอยู่ท่ามกลางดงหญ้า แววตาสดใสเจิดจ้าจับจ้องไปยังภูเขาทุรกันดาร
คนข้างกายผลักเขาแล้วกระซิบว่า “ไม่ต้องดูแล้ว ยังไม่มาตอนนี้หรอก นอนก่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้ายังต้องรบอีกนะ”
เขาหาววอด ท่าทางง่วงงุนเต็มที่ คิดแต่จะหลับตานอนท่าเดียว
“เจ้านอนเถอะ ข้าจะเฝ้าต่อสักหน่อย” จูซุ่นเจิ้งไม่แม้แต่จะหันหน้ามา
คนผู้นั้นกล่าวว่า “เจ้าก็จริง ๆ เลย บอกแล้วว่าเด็กตัวกะเปี๊ยกที่ขนยังขึ้นไม่ครบด้วยซ้ำอย่างเจ้า ต่อให้เป็นความชอบใหญ่หลวงเพียงไหนก็เวียนมาไม่ถึงเจ้าหรอก เจ้าโง่เรอะ บทเรียนคราวก่อนยังไม่หลาบจำใช่ไหม?”
จูซุ่นเจิ้งไม่พูดจา เขามองบริเวณห่างไกลออกไปด้วยความเจ็บใจ
คนผู้นั้นเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างยอมแพ้ “แล้วแต่เจ้า ข้านอนก่อนล่ะ”
เขาพลิกตัวลงนอนกลางพงหญ้า หลับไปทั้งอย่างนั้น
ราตรีลึกล้ำมากขึ้นทุกขณะ
จันทราแขวนอยู่กลางท้องนภา อ้างว้างวังเวง
ในดงหญ้า สิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือความเงียบ
เสียงลมพัด เสียงนก และเสียงแมลงดังระงมอยู่ริมโสต
หากถามจูซุ่นเจิ้ง “เจ้าเสียใจทีหลังหรือไม่?”
จูซุ่นเจิ้งคิดว่า อาจจะกระมัง แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ถ้าไม่ประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน เขาก็จะไม่กลับไปหาสตรีผู้นั้นอีกตลอดกาล!
รุ่งสาง
ณ เรือนจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ
การดูตัวครั้งก่อน จูซานจ้วงปลงใจกับหลิวเยี่ยนแล้ว ทว่าจูซื่อหู่ยังไร้คู่ตุนาหงัน แม่สื่อจึงนัดหมายให้ใหม่อีกครั้ง
คราวนี้จะไปดูตัวที่หมู่บ้านสกุลหลี่
หลี่ซื่อมีหัวคิดมากกว่าหลิวซื่อ ครั้นได้ยินว่าจะไปดูตัวที่หมู่บ้านสกุลหลี่ นางก็จัดการห่อข้าวของมาส่งให้เย่อวี๋หรานทันที “ท่านแม่ ถึงอย่างไรท่านก็ต้องไปอยู่แล้ว ฝากท่านเอาของไปให้บ้านเดิมของข้าหน่อยนะเจ้าคะ แหะ ๆๆ…”
เย่อวี๋หรานปรายตามอง “ไม่กลัวว่าข้าจะยึดของของเจ้าเอาไว้หรือ?”
“ท่านแม่มั่งมีกว่าข้า แล้วจะยึดของของข้าไว้ทำไม? อีกอย่าง ท่านเป็นแม่สามี ขอเพียงท่านอยากได้ ลูกสะใภ้ก็ต้องแสดงความกตัญญูต่อท่านอยู่แล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อกล่าว “ท่านแม่ พอไปถึงที่นั่นแล้วฝากบอกพ่อแม่ของข้าด้วยนะเจ้าคะว่าข้าสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง ก่อนช่วงเก็บเกี่ยว ข้าจะต้องกลับไปเยี่ยมสักรอบแน่นอน”
“อืม” เย่อวี๋หรานไม่ถามด้วยซ้ำว่าหลี่ซื่อฝากเอาอะไรไปให้บ้านเดิม
ลูกสะใภ้เต็มใจเชื่อถือนาง นางก็จะไม่ทำร้ายความเชื่อใจนั้น
นี่ก็คือจุดที่ไม่เหมือนกันเลยระหว่างหลิวซื่อและหลี่ซื่อ คราวก่อนไปดูตัวที่หมู่บ้านสกุลหลิว หลิวซื่อกลับป้องกันแล้วป้องกันอีก กลัวว่าเย่อวี๋หรานจะไปสืบเรื่องบ้านเดิมของนาง ราวกับซุกซ่อนเรื่องไม่ชอบมาพากลเอาไว้ ไม่ยอมให้นางรู้อย่างไรอย่างนั้น
เย่อวี๋หรานชอบยุ่งไม่เข้าเรื่องนักหรือ?
นางยุ่งเพียงเรื่องที่เกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ของครอบครัวตนเองเท่านั้น ปกติถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง นางก็คร้านที่จะไปสนใจ หลับตาหนึ่งข้างลืมตาหนึ่งข้าง
ไม่อย่างนั้นคงไม่มีลูกสะใภ้คนไหนที่สามารถต้องตานางได้สักคน
หลิวซื่อไม่อยากให้นางไปสืบและไปยุ่งมากเกินไป นางก็แค่หลับตาข้างเดียวปล่อยให้ผ่านไปก็พอแล้ว
ขอเพียงไม่ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต นางก็จะทำเป็นไม่รู้
ทว่าหลี่ซื่อกลับไม่เหมือนกัน ต่อให้นางมีอะไรก็มักจะมาหาอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา การกระทำเช่นนี้ชวนให้คนชมชอบมากกว่า
ไม่ได้มีเพียงหลี่ซื่อที่เป็นเช่นนี้ มารดาของหลี่ซื่อก็เช่นกัน มีความเปิดเผยจริงใจ เย่อวี๋หรานชอบคบหากับบ้านแม่ยายลักษณะนี้มากกว่า
ตอนเย่อวี๋หรานถือตะกร้าออกมา หลิวซื่อเห็นเข้าพอดี จิตใจไม่ปลอดโปร่งขึ้นมาทันควัน “ท่านแม่ ทำไมท่านเอาของไปมากมายเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ? คราวก่อนตอนไปหมู่บ้านสกุลหลิว ไม่เห็นว่าท่านจะเอาอะไรไป…”
ตัดพ้อว่าใครบางคนลำเอียงเกินไปแล้ว
เป็นลูกสะใภ้เหมือนกัน เย่อวี๋หรานไปหมู่บ้านสกุลหลิวกลับไม่ได้เอาของเยี่ยมไปให้บ้านเดิมของนาง แต่ตอนไปหมู่บ้านสกุลหลี่กลับเอาของไปฝากสกุลหลี่ เช่นนี้จะอธิบายว่าอย่างไร?
“เฮอะเฮอะ!” เย่อวี๋หรานแค่นหัวเราะ “นี่เป็นของที่หลี่ซื่อเตรียมมาเอง ฝากให้ข้าเอาไปให้ ไม่เหมือนคนบางคน ไปกลับมาแล้วยังมาสืบความจากข้า กลัวว่าข้าจะแอบไปบ้านเดิมลับหลังนาง ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วข้าทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ถึงได้แต่งลูกสะใภ้ที่ชอบทำลับ ๆ ล่อ ๆ เข้าเรือนมาเช่นนี้”
หลิวซื่อหุบปากฉับ ไม่กล้าพูดอะไรอีกสักคำ
แต่ในใจนางจะอย่างไรก็น้อยใจอยู่บ้าง
ถ้าบ้านเดิมของนางฐานะดีเหมือนหลี่ซื่อ มารดาของนางยังจะเป็นเช่นนั้นอีกหรือ?
นางกลัวว่าแม่สามีไปบ้านเดิมของนาง ก็เพราะกลัวว่าแม่สามีจะไปเห็นสภาพย่ำแย่ของครอบครัวนางแล้วจะพาลรังเกียจเอานี่นา?
นางพยายามจุนเจือบ้านเดิมแล้ว แต่ความเป็นอยู่ของบ้านเดิมนางก็ยังย่ำแย่อยู่เช่นนั้น นางยังจะทำอะไรได้?
หลิวซื่อที่จับประเด็นสำคัญไม่ได้นั้นยืนอยู่ตามลำพังในลานเรือน น้อยใจเศร้าซึมอยู่ครู่ใหญ่
หลี่ซื่อช่างสังเกตสังกา เห็นว่าสถานการณ์ไม่ปกติก็พยายามหลบเลี่ยงหลิวซื่อ
ตลกแล้ว คนหนึ่งชอบทำอะไรลับหลังแม่สามี คนหนึ่งชอบทำอะไรต่อหน้าแม่สามี แล้วจะเข้ากันได้อย่างไร?
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเห็นเย่อวี๋หรานหิ้วตะกร้าใบใหญ่มาก็ต้องตกใจ “พี่สะใภ้ พวกเราแค่ไปดูตัวบ้านเดียว ท่าน…”
จะเตรียมของมาเยอะเกินไปหรือเปล่า?
ถ้าครอบครัวหลิวเยี่ยนรู้เข้าคงจะไม่พอใจ
ล้วนเป็นสะใภ้ที่แต่งเข้าสกุลจูเหมือนกัน แต่ได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมเกินไปแล้ว
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “นั่นน่ะสิ สะใภ้สี่บ้านข้าพอรู้ว่าพวกเราจะไปดูตัวที่หมู่บ้านสกุลหลี่ ไม่พูดอะไรทั้งนั้นก็ไปเตรียมข้าวของมามากมายเช่นนี้ ไหว้วานให้ข้าเอาไปให้พ่อแม่ของนาง เด็กคนนี้เลินเล่อยิ่งนัก ช่างไม่กลัวว่าคนอื่นรู้เข้าแล้วจะเอาไปครหาเสียเลย”
ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่สีหน้ากลับเบิกบานใจอย่างมาก
จูซานเสิ่นย่อมดูออก จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ใครจะตำหนิได้? นี่เป็นเพราะแม่สามีกับลูกสะใภ้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สะใภ้สี่ของท่าน ถ้าไม่เชื่อใจท่านที่เป็นแม่สามี นางยังจะฝากท่านเอาไปให้อีกหรือ? คราวที่แล้ว…”
ไม่รอให้จูซานเสิ่นพูดจบ จูซื่อเสิ่นก็สะกิดอีกฝ่ายเบา ๆ
จูซื่อเสิ่นยิ้มเอาใจ “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าบอกท่านไว้ก่อนเลยว่าแม่นางที่พวกเราไปดูตัวกันคราวนี้เป็นบุปผาของหมู่บ้านสกุลหลี่เชียวนะ ได้ยินว่าหน้าตางดงามเชียวเจ้าค่ะ คนหรือก็มากความสามารถ ถึงตอนนั้นท่านช่วยดูให้พวกข้าด้วยนะเจ้าคะ หน้าตาสะสวย คนหนุ่ม ๆ ชมชอบ แต่จะใช้ชีวิตร่วมกันได้หรือไม่ ยังต้องให้พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยดูให้ก่อน”
ตีคนไม่ตีหน้า ด่าคนไม่สะกิดแผลใจของเขา[1]
จูซื่อเสิ่นดีใจยิ่งนักที่ตนเองห้ามไว้ทัน ยังต้องขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายอยู่นะ แต่มา ‘สะกิดแผลใจ’ กันเช่นนี้ มิเท่ากับล่วงเกินผู้อื่นแล้วหรือไร?
แม้จะไม่ทราบชัดว่าลูกสะใภ้ทั้งสองของพี่สะใภ้ใหญ่มีปัญหาอะไร แต่คนหนึ่งช่วยส่งของให้ อีกคนไม่แม้แต่จะพูดถึง เท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าอีกคนได้รับความโปรดปราน ส่วนอีกคนไม่ได้รับความโปรดปราน
เจ้าพูดถึงคนที่ได้รับความโปรดปรานยังพอว่า แต่มากล่าวถึงคนที่ไม่ได้รับความโปรดปราน คนเขายังจะอารมณ์ดีอยู่หรือ?
เมื่ออารมณ์ไม่ดี เจ้ายังจะให้คนเขามาช่วยเหลือ แน่ใจหรือว่าจะไม่เคราะห์ร้าย?
[1] ตีคนไม่ตีหน้า ด่าคนไม่สะกิดแผลใจของเขา 打人不打人脸,说人不揭人短。เวลาตีกันไม่ตีที่หน้า ด่ากันก็ไม่เปิดโปงปมด้อยหรือสะกิดแผลใจของอีกฝ่าย เป็นสุภาษิตพื้นบ้านที่เตือนใจไม่ให้ทำอะไรที่ล้ำเส้นจนแก้ไขไม่ได้ เป็นการให้เกียรติทั้งผู้อื่นและตนเอง