ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 395 โกลาหล
บทที่ 395 โกลาหล
แม่หลี่ประหลาดใจยิ่งนัก
มาเยือนกะทันหันทั้งที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลเช่นนี้ นางยังนึกว่าเกิดเรื่องกับหลี่ซื่อแล้วเสียอีก ภายหลังฟังเย่อวี๋หรานพูดค่อยทราบว่าอีกฝ่ายติดตามคนสกุลจูมาดูตัว จึงแวะเอาของมาส่งให้
แม่หลี่ตำหนิอย่างยิ้มแย้ม “ลูกสาวข้าก็จริง ๆ เลย ถูกข้าเอาใจจนเสียคน เป็นแม่คนแล้วแท้ ๆ ยังเทียวส่งของกลับบ้านเดิมอีก คนที่รู้เรื่องอาจชมว่านางกตัญญู คนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่านางขโมยของจากบ้านสามีมาจุนเจือบ้านเดิมเสียอีก เจ้าก็อย่าถือสาเลยนะ…”
แม่หลี่ตำหนิหลี่ซื่อต่อหน้าเย่อวี๋หราน
ในใจจะนึกตำหนิหรือไม่ มีเพียงแม่หลี่ที่ทราบอยู่แก่ใจ แต่เรื่องเปลือกนอกที่พึงทำก็ยังคงต้องทำ
ทั้งยังไม่ลืมเยินยอเย่อวี๋หราน หากไม่ใช่เพราะมีแม่สามีที่ ‘จิตใจกว้างขวาง’ หลี่ซื่อจะกล้าส่งสิ่งของกลับบ้านเดิมมาเช่นนี้หรือ?
นี่แสดงให้เห็นว่า หลี่ซื่อจะทำอะไรก็อยู่ในสายตาของแม่สามี
นี่ก็คือสาเหตุที่เย่อวี๋หรานชอบพูดคุยกับมารดาของหลี่ซื่อ เรื่องอะไรก็ตาม ทำได้ดีหรือไม่ดีก็เรื่องหนึ่ง แต่คำพูดที่ออกมาจากปากแม่หลี่มักทำให้คนฟังแล้วสบายใจ
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว นั่นเป็นน้ำพักน้ำแรงที่นางหามาเอง ประหยัดตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ก็เพราะอยากแสดงความกตัญญูต่อเจ้าที่เป็นแม่ไม่ใช่หรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ถึงนางจะแต่งเข้าสกุลจูของข้ามาแล้ว แต่ก็ยังเป็นลูกสาวของพวกเจ้า คนเป็นลูกสาวจะแสดงความกตัญญูต่อแม่ตัวเองแล้วผิดตรงไหน? ถ้าแม้แต่เจ้าแล้วนางยังไม่กตัญญู วันหน้านางจะกตัญญูต่อข้าได้อย่างไร? ดูจากเจ้า ข้าก็รู้แล้วว่าตนเองจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายแบบใดในยามที่แก่ตัวลง ทำอะไรไม่ไหวอีกแล้ว”
“ฮ่า ๆๆ…แม่เขย เป็นเพราะท่านเอ็นดูเถียนนิวเสมือนลูกสาวแท้ ๆ ไม่อย่างนั้นนางจะกล้าได้อย่างไร? ถูกเจ้าตามใจเสียขนาดนี้ ถ้าวันหน้านางยังไม่กตัญญูต่อเจ้าอีก ข้าจะตีขาสุนัขของนางให้หักเลยเชียว” แม่หลี่บอกให้ลูกสะใภ้ยกสิ่งของมารับรองเย่อวี๋หราน
ช่วงนี้อากาศร้อนจัด ครอบครัวชาวนาไม่ได้มีของดีอะไร ถ้าโชคดีหน่อยจึงจะสามารถล่าสัตว์ป่ากลับมาได้
ถ้าโชคไม่ดีก็เก็บผลไม้ป่ากลับมาเล็กน้อย ไม่สนว่าจะอร่อยหรือไม่ ก็นำกลับมาให้เด็ก ๆ ในครอบครัวกินเป็นของว่าง
แม้บางครั้งจะนำออกมารับแขกก็พอถูไถไปได้
เย่อวี๋หรานบอกว่าไม่รบกวนพวกนางแล้ว อีกสักครู่นางยังต้องไปดูตัวที่เรือนหลี่ฉิน
“โธ่เอ๊ย ที่แท้ก็ไปดูตัวกับลูกสาวของหลี่เหล่าหนิวหรอกหรือ” แม่หลี่ประหลาดใจระคนยินดี “แม่หนูฉินเป็นแม่นางที่ดีคนหนึ่ง นางหน้าตาสะสวย ทั้งยังขยันเอาการเอางาน สมัยเถียนนิวเด็ก ๆ ยังสู้นางไม่ได้ด้วยซ้ำ”
แม่หลี่เล่ารายละเอียดเท่าที่ตนทราบให้เย่อวี๋หรานฟัง
ครอบครัวหลี่เหล่าหนิวไม่ได้มีปัญหาน่าหนักใจอะไร บิดามารดาของเขาอาศัยอยู่ด้วยกันกับพวกเขา ปกติก็จะช่วยดูแลเด็ก ๆ
หลี่ฉินเป็นลูกสาวคนที่สามของสกุลหลี่ พี่ชายสองคนแต่งงานไปหมดแล้ว ในฐานะลูกสาวคนเล็กของครอบครัวก็ย่อมได้รับความรักใคร่เอ็นดูเป็นธรรมดา
แม่หลี่กล่าวอย่างคลุมเครือว่า เรื่องเดียวที่ไม่ใคร่สมบูรณ์พร้อมนักของครอบครัวหลี่เหล่าหนิวคงเป็นลูกสะใภ้ที่แต่งเข้าเรือนมาสองคนนั้นแล้ว หนึ่งในนั้นลูกชายเขาไปชอบพอเอาเอง แม่นางผู้นั้นฐานะทางบ้านยากจน คนจากบ้านเดิมของนางเคยมาเยือนถึงที่เพื่อขอยืมเงินมาก่อน
แต่ครอบครัวไหนไม่มีเรื่องชวนกลุ้มใจแบบนี้บ้าง?
เรื่องนี้ของครอบครัวหลี่เหล่าหนิว หากไปเกิดกับครอบครัวอื่นก็ไม่นับว่าเป็นอย่างไร
“แม่เขย เดี๋ยวข้าไปส่งเจ้าเอง เรือนพวกเขาอยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน ห่างจากเรือนพวกข้าไม่กี่ก้าวเท่านั้น ไม่ไกลเลย” แม่หลี่บอกให้ลูกสะใภ้เฝ้าเรือนแล้วออกไปพร้อมกับเย่อวี๋หราน ไปส่งคนถึงหน้าประตูเรือนหลี่เหล่าหนิวอย่างมีน้ำใจ
ทว่าชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง เย่อวี๋หรานที่เดินเข้าไปในเรือนหลี่เหล่าหนิวก็พลันพบว่าสถานการณ์ข้างในไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่
เด็กสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างหลังจูซื่อหู่ เขาปกป้องคุ้มครองอย่างแน่นหนา ยืนเผชิญหน้ากับจูซื่อเสิ่น
เนื่องจากจูซานจ้วงหมั้นหมายกับหลิวเยี่ยนแล้ว ไม่สะดวกจะตามมา ผู้ชายสกุลจูที่มาครานี้จึงมีจูซื่อหู่เพียงคนเดียว
“เจ้ายังจะปกป้องนางอีก?!” สองตาของจูซื่อเสิ่นแทบจะพ่นไฟออกมาอยู่รอมร่อ นางอยากจะฉีกทึ้งผู้หญิงที่ทำลายชื่อเสียงอันดีงามของลูกชายนางใจจะขาด
จูซานเสิ่นพยายามเกลี้ยกล่อมให้จูซื่อเสิ่นใจเย็น ทั้งยังห้ามไม่ให้จูซื่อหู่ก่อความวุ่นวาย จะดูตัวหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ จะอย่างไรมารดาของเขาก็ไม่มีทางทำร้ายลูกชายตัวเองอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีสามีภรรยาสกุลหลี่รวมถึงลูกชายและลูกสาวที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาอีกจำนวนหนึ่ง
สามีภรรยาสกุลหลี่หน้าเขียวคล้ำ เห็นได้ชัดว่ากำลังโมโหเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น
ลูกสะใภ้เยาว์วัยที่รวบผมขึ้นแล้วสองคนคอยพูดปลอบใจเด็กสาวคนหนึ่งอยู่
ส่วนแม่สื่อนั้นก็ร้อนอกร้อนใจยิ่ง ช่วยพูดให้จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่น เกลี้ยกล่อมคนทั้งสามฝ่าย ทว่าเหตุการณ์ตรงหน้านี้ ต่อให้คนที่มีฝีปากเป็นเลิศอย่างนางก็ยังอับจนปัญญา
“เกิดอะไรขึ้น?” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเย็นชา
ตอนออกจากเรือนมาเมื่อเช้า นางก็สัมผัสได้แล้วว่าท่าทางของจูซื่อหู่ดูแปลกไป คิดไม่ถึงว่าตลอดทางขามาไม่โวยวาย แต่กลับมาก่อเรื่องวุ่นวายเอาตอนที่มาถึงสถานที่ดูตัวแล้วเช่นนี้ มันใช้ได้ที่ไหนกัน?
เห็นได้ชัดว่าคนบางคนไม่ใส่ใจคำพูดของนางแม้แต่น้อย
จูซื่อหู่เห็นว่าเย่อวี๋หรานมาแล้ว ท่าทีก็อ่อนลงหลายส่วน “ท่าน…ท่านป้า…”
“พี่สะใภ้…” จูซื่อเสิ่นราวกับพบผู้ช่วยชีวิตก็ไม่ปาน รุดเข้ามาร้องไห้ต่อหน้าเย่อวี๋หราน “พี่สะใภ้ ท่านดูเอาเถอะ ข้าโมโหจนแทบบ้าอยู่แล้ว ฮือ ๆๆ…ข้าเลี้ยงลูกชายมาอย่างยากลำบาก แต่เขากลับมาทำร้ายจิตใจข้า”
จูซานเสิ่นก็ทั้งร้อนใจและกระอักกระอ่วน รีบอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่แท้ ตอนเพิ่งเข้ามาในเรือนสกุลหลี่ ทุกประการยังราบรื่นดี
ดำเนินการตามขั้นตอนปกติ ผู้ใหญ่ของสองครอบครัวสนทนาถูกคอกันแล้ว จึงให้จูซื่อหู่ดูตัวกับลูกสาวของอีกฝ่าย
ทว่าจูซื่อหู่เพิ่งจะนั่งลงบนโต๊ะตัวเดียวกันกับแม่นางสกุลหลี่ได้ก็ชักสีหน้าใส่นาง
เท่านี้ก็แล้วไปเถอะ ยังมีดอกบัวขาว[1] บุกเข้ามาอีก ถึงกับบอกว่าตนเองเป็นคู่หมั้นของจูซื่อหู่?!
สวรรค์ นั่นถึงคราวโกลาหลเลยทีเดียว
เพียงเห็นแม่นางผู้นั้นก็จำได้ทันที นั่นไม่ใช่แม่นางหลิวไป๋ฮวาที่เคยดูตัวกันมาก่อนที่หมู่บ้านสกุลหลิวคราวที่แล้วหรอกหรือ?
“พี่สะใภ้ ตอนดูตัวคราวก่อนเกิดเรื่องอะไรขึ้น ท่านก็รู้ เพิ่งคุยกันได้ไม่ทันไร แม่เฒ่าฝั่งนั้นก็ก่อเรื่องเสียแล้ว ไม่ได้ดูตัวกันด้วยซ้ำ ไฉนเลยจะรู้ว่าแม่หลิวไป๋ฮวาจะเจ้าเล่ห์ปานนี้ ไม่รู้มาล่อลวงจูซื่อหู่ของข้าตั้งแต่เมื่อใด นี่ตามมาถึงหมู่บ้านสกุลหลี่…”
“พิโธ่พิถัง สวรรค์ทรงโปรด ข้าโมโหจะตายอยู่แล้ว!”
“หลิวไป๋ฮวาผู้นี้ไม่อาจแต่งเข้าเรือนมาเด็ดขาด ถ้าปล่อยให้สะใภ้เช่นนี้เข้าเรือนมา ข้ากับแม่ของซื่อหู่ยังจะอยู่อย่างสงบได้อีกหรือ?”
……
ก่อนหน้านี้ที่ไปดูตัวกับหลิวไป๋ฮวาก็เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างนางกับหลิวเยี่ยน
ยามนี้ดีนัก เดิมทีก็หาได้ดูตัวสำเร็จ หลิวไป๋ฮวากลับเอาตัวเองมา ‘ส่ง’ ให้ถึงเรือนอย่างหน้าไม่อาย ทั้งยังแอบล่อลวงจูซื่อหู่ในทางลับ ผู้หญิงเช่นนี้จะแต่งเข้าเรือนมาได้หรือ?
อย่าแต่งเข้าเรือนมาเลย ทำตัวเป็นไม้แกว่งอาจม[2] ก็ช่างเถอะ ถ้ายังมาสวมหมวกเขียวให้จูซื่อหู่อีก แล้วจะใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างไร?
จูซื่อหู่ได้ยินจูซานเสิ่นกล่าวเช่นนั้นก็ร้อนใจ แต่เขาค่อนข้างงุ่มง่ามเงอะงะ อ้าปากพูดกี่ครั้งก็พูดสู้จูซานเสิ่นไม่ได้ ถูกเสียงอีกฝ่ายกลบไปเสียทุกครา
“มาสร้างความวุ่นวายในเรือนคนอื่นเช่นนี้ พวกเจ้าไม่อายบ้างรึ?” เย่อวี๋หรานจัดการสั่งสอนจูซานเสิ่น จูซื่อเสิ่น และจูซื่อหู่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ไปหนึ่งยก “พวกเจ้าลืมกฎระเบียบของสกุลจูไปหมดแล้วเรอะ?”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นคิดไม่ถึงว่าพวกตนก็จะถูกตำหนิด้วยเช่นกัน สีหน้าปั้นยากถึงที่สุด แต่กลับไม่กล้าโต้แย้ง
พวกนางทราบว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ระหว่างดูตัวกันนั้นน่าขายหน้าเพียงใด
เหตุการณ์ที่เรือนหลิวไป๋ฮวายังคงชัดเจนในความทรงจำ ยามนี้พวกตนกลับกลายเป็นผู้กระทำเสียเอง ผู้อื่นอย่างน้อยยังก่อเรื่องในเรือนตนเอง แต่พวกนางกลับก้าวหน้าไปอีกขั้น มาอาละวาดในเรือนผู้อื่นเสียแล้ว
เรื่องแบบนี้ถ้าแพร่งพรายออกไปคงไม่มีหน้าไปพบใครได้อีก
[1] ดอกบัวขาว 白莲花 เป็นคำสแลง ใช้ประณามผู้หญิงที่เปลือกนอกบริสุทธิ์ดีงามสูงส่ง แต่เนื้อแท้ไม่ใช่คนดี
[2] ไม้แกว่งอาจม 搅屎棍 เป็นไม้ที่ชาวนาชาวไร่สมัยก่อนใช้คนของเสียจากมนุษย์ (อุจจาระปัสสาวะ) เพื่อนำไปรดพืชผัก ใช้อุปมาถึงคนที่ชอบสร้างปัญหาก่อความวุ่นวาย ทำให้อะไร ๆ เลวร้ายกว่าเดิม