ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 397 คลี่คลายสถานการณ์
บทที่ 397 คลี่คลายสถานการณ์
ในจังหวะนั้นเอง เย่อวี๋หรานโจมตีจิตใจเขาต่อไป “ไม่ต้องมองแล้ว จะมองคนเขาไปทำไม? เจ้ายังทำร้ายคนเขาไม่พองั้นรึ? โลกนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจทีหลังหรอกนะ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็คือสิ่งที่แน่นอนแล้ว ต่อให้เจ้ามาสำนึกเสียใจทีหลังก็ไม่มีประโยชน์”
“ข้า…ข้าชดเชยให้นางได้” ตอนที่จูซื่อหู่กล่าวประโยคนี้ออกมา เขาพูดจากใจจริง
เพราะเขาคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเรื่องนี้จะทำร้ายคนอื่นไปชั่วชีวิต
ถ้าเขารู้แต่แรก ตีให้ตายเขาก็ไม่ยอมมาดูตัวหรอก
หลี่ฉินซุกตัวอยู่หลังพี่สะใภ้ทั้งสอง น้ำตาไหลนอง ชดเชยจะมีประโยชน์อันใด? ชีวิตนางถูกทำลายไปแล้ว ยังจะกอบกู้คืนมาได้อีกหรือ?
อีกด้านหนึ่ง หลิวไป๋ฮวารู้สึกสิ้นหวัง
จูซื่อหู่จะชดเชยให้คนอื่น แล้วนางจะทำอย่างไร?
นางก้าวออกไปข้างหน้าด้วยอารามร้อนใจ
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะก้าวออกไปก็ถูกจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นที่จับตามองนางอยู่ตลอดมาขวางไว้ทันที
พวกนางไม่ได้โง่ เมื่อครู่ถูกเย่อวี๋หรานสั่งสอนจนมึนงงสับสนไปหมด จึงยังไม่ทันได้ตอบสนอง
ภายหลังพวกนางได้สติคืนมาแล้ว พี่สะใภ้ผลักความรับผิดชอบทุกอย่างมาไว้ที่ตนเอง พยายามประคองสถานการณ์เอาไว้ตามลำพัง สั่งสอนจูซื่อหู่อย่างหนักหน่วงต่อหน้าคนสกุลหลี่ แท้จริงแล้วก็เพื่อลดความเสียหายที่เกิดจากเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด
ประการแรก เพื่อลดผลกระทบต่อแม่นางสกุลหลี่ และประการที่สอง เพื่อปกป้องจูซื่อหู่เอาไว้
ยิ่งยกย่องแม่นางสกุลหลี่มากเท่าใดก็ยิ่งหมายความว่าอีกฝ่ายมีคุณสมบัติเพียบพร้อม คนสกุลหลี่พอใจแล้วถึงจะยอมปล่อยวาง ยกโทษให้จูซื่อหู่
ส่วนจูซื่อหู่ยามนี้อาจดูเหมือนได้รับความอับอาย แต่ขอเพียงเขาวางท่าทีนอบน้อมให้มาก แสดงความจริงใจมากพอ เท่านี้ก็จะสามารถปรับปรุงตนเองเป็นคนใหม่ เริ่มต้นใหม่ได้ ทำให้คนอื่นจดจำเขาในทางที่ดี
ส่วนหลิวไป๋ฮวา…
เหอะเหอะ! เวลานี้ไม่อาจปล่อยให้นางเข้ามาวุ่นวายอีก ไม่เห็นหรือว่าพี่สะใภ้คำก็ ‘คนชั้นต่ำ’ อีกคำก็ ‘ผู้หญิงอีกคน’ เท่ากับว่าจัดประเภทเรื่องของหลิวไป๋ฮวาเอาไว้ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ?
กล่าวจนถึงตอนท้ายก็เอ่ยถึงเพียงจูซื่อหู่ ไม่กล่าวถึงหลิวไป๋ฮวาแม้ครึ่งคำ ก็เพราะไม่ต้องการให้หลิวไป๋ฮวาเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้อีก
ขอเพียงนางไม่แทรกเข้ามา จูซื่อหู่ขอขมาเสร็จ ทุกคนทราบว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร พูดไปในแนวทางเดียวกัน เท่านี้ก็สามารถคลี่คลายเรื่องนี้ได้แล้ว
หลิวไป๋ฮวาพยายามอยู่หลายครั้งก็ไม่อาจอ้อมไปข้างหน้าได้ ร้อนใจหนักกว่าเดิม จึงอ้าปากคิดจะร่ำร้อง
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นจะยอมให้นางร้องงั้นหรือ?
คนหนึ่งจับคน อีกคนอุดปาก หญิงวัยกลางคนที่ทำนาทำไร่มาจนชินก็สามารถควบคุมเด็กสาวที่ยังไม่เคยถูกเรื่องทางโลกเคี่ยวกรำมาก่อนเอาไว้ได้ในที่สุด
หลิวไป๋ฮวาที่น่าสงสารร้อนใจจนน้ำหูน้ำตาไหล มองไปทางจูซื่อหู่ด้วยสายตาขอร้องอ้อนวอน
น่าเสียดายที่จูซื่อหู่ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ยามนี้จิตใจเขาเต็มไปด้วยความละอาย ความสนใจทั้งหมดพุ่งไปที่เย่อวี๋หราน
ส่วนคนสกุลหลี่ย่อมเห็นอยู่แล้ว แต่ต่อให้เห็นแล้วก็มีแต่จะทำเป็นมองไม่เห็น
ส่วนแม่สื่อและมารดาของหลี่ซื่อก็ยึดถือหลักการ ‘มองไม่เห็นก็ไม่ระคายสายตา’[1] หันมองไปทางอื่น แสดงออกว่าจะไม่เข้ามายุ่ง
“ชดเชย? เจ้าคิดว่าจะชดเชยอย่างไร?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “คงไม่ได้มานึกเสียใจแล้วคิดจะตบแต่งนางหรอกกระมัง?”
เมื่อคำกล่าวนี้ดังขึ้น คนสกุลหลี่ก็ตะลึงอึ้ง มาถึงขั้นนี้แล้วยังจะแต่งได้อย่างไร? คงได้กลายเป็นคู่แค้นกันพอดีน่ะสิ
จูซื่อหู่ตะลึงไป “ท่าน…ท่านป้า ไม่ได้ ข้า…ข้าไม่ได้ไม่ชอบแม่นางสกุลหลี่ แต่เป็นเพราะ…” เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“พูดจาเป็นไหม? เจ้าไม่คู่ควรกับแม่นางสกุลหลี่ด้วยซ้ำ คิดว่าคนเขาโง่หรือถึงยังจะยอมแต่งกับเจ้า? จะฝันกลางวันก็ยังเร็วไป”
เมื่อได้ยินเย่อวี๋หรานพูดเช่นนั้น อย่าได้ถามเลยว่าความรู้สึกในจิตใจจูซื่อหู่นั้นยุ่งเหยิงเพียงใด
เขารู้ว่าครั้งนี้ตนเองทำผิด แต่ท่านป้าพูดเช่นนี้จะเกินไปหน่อยหรือไม่?
“ข้าจะยอมรับแม่นางสกุลหลี่เป็นลูกสาวบุญธรรม คราวนี้ที่มาเยือนเรือนสกุลหลี่ไม่ใช่เพื่อมาดูตัว แต่มาเพื่อรับลูกสาวบุญธรรม” เย่อวี๋หรานไม่สนใจจูซื่อหู่อีก แต่หันไปกล่าวกับสามีภรรยาสกุลหลี่ว่า “อย่าถือสาที่ข้ามาโอ้อวดตนเองทั้งที่เรื่องมาถึงขั้นนี้เลยนะ ชื่อเสียงของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างข้าในหมู่บ้านละแวกนี้คิดว่าพวกเจ้าก็คงรู้ แม้จะมีคำปรามาสสารพัด แต่คนที่กล้าด่าข้าต่อหน้านั้นมีอยู่ไม่กี่คน เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว คิดว่าคงทำให้เกิดผลกระทบไม่มากก็น้อย ก็ทำเสียให้ถึงที่สุด ลูกสาวของพวกท่านเรียกข้าว่าแม่บุญธรรม คนอื่นคิดจะว่าร้ายแม่นางสกุลหลี่ก็คงจะยับยั้งชั่งใจบ้าง”
เมื่อนางกล่าวเช่นนั้น สามีภรรยาสกุลหลี่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“คือ…จูต้าเหนียง พวกข้าสองคนขอปรึกษากันก่อนจะได้หรือไม่?” สุดท้ายแล้วมารดาของหลี่ฉินก็เป็นคนเอ่ยขึ้น
“ได้ พวกข้าดื่มชารอ พวกท่านเข้าไปคุยกันในห้องเถิด”
มารดาของหลี่ฉินได้รับคำตอบรับแล้วก็เรียกลูกชายและลูกสะใภ้ พาหลี่ฉินเข้าไปหารือกันในห้อง
ระหว่างความเคลื่อนไหวเหล่านั้นเอง ใบหน้าครึ่งซีกของหลี่ฉินจึงเผยออกมาให้เห็น จูซื่อหู่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ตั้งใจมองหน้าอีกฝ่ายให้ดีค่อยค้นพบว่า ที่แท้แม่นางสกุลหลี่ก็มีรูปโฉมงดงามปานนี้?!
ถูกต้อง ยังงามกว่าหลิวไป๋ฮวามากนัก
แต่น่าเสียดาย…
จูซื่อหู่รู้สึกยากจะบรรยาย
ภายในเรือน มารดาของหลี่ฉินดึงลูกสาวเข้ามาหา “ฉินเอ๋อร์ เจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? เจ้าเต็มใจรับแม่บุญธรรมผู้นี้หรือไม่?”
“ท่านแม่ ท่านอย่ามาถามข้าสิเจ้าคะ ข้าไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้เสียหน่อย…” หลี่ฉินออกจะประหม่า
จูต้าเหนียงผู้นั้นเพียงมองก็ทราบแล้วว่าเป็น ‘คนร้ายกาจ’ เหมือนในคำร่ำลือไม่มีผิด ไม่เห็นหรือว่าตอนนั้นกระทั่งจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นก็ยังถูกสั่งสอนไปด้วย?
ส่วนจูซื่อหู่ยิ่งถูกด่าจนไปไม่เป็น ไม่กล้าพูดอะไรแม้ครึ่งคำ
“ข้าคิดว่ายอมรับไปเถอะ” สะใภ้ใหญ่กัดฟันเอ่ยว่า “ท่านแม่ มันคงไม่แย่ไปกว่านี้แล้วล่ะเจ้าค่ะ เรื่องนี้พวกเราจำเป็นต้องอาศัยบารมีของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ข่มเอาไว้จริง ๆ ไม่อย่างนั้นเพียงคนสกุลจูเหล่านั้นก้าวเท้าออกไปพ้นเรือนพวกเรา คนก็คงจะเอาไปลือกันต่าง ๆ นานา ถึงตอนนั้นน้องสามีก็คงจะวางตัวลำบาก”
สะใภ้คนรองค่อนข้างสับสน “แต่ข้าคิดว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้น่ากลัวนัก ข้าเกรงว่าน้องสามีจะถูกรังแก…”
“คงไม่กระมัง?” มารดาของหลี่ฉินกล่าวอย่างลังเล “เถียนนิว ลูกสาวคนที่สามของหลี่เหล่าเฟิงข้างเรือนเราก็แต่งเข้าครอบครัวหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ใช่หรือ? ตอนข้าไปคุยเล่นกับเมียของเหล่าเฟิงที่เรือนพวกเขาก็มักจะได้ยินว่า เถียนนิวของนางแต่งเข้าสกุลจูไปแล้วก็มีความสุขดีทีเดียว ไม่เพียงคลอดลูกแฝด ยามปกติยังรับผิดชอบเรื่องค้าขายของสกุลจู สามารถมีเงินส่วนตัวได้…”
คนสกุลหลี่ย่อมเคยได้ยินเรื่องที่สะใภ้สกุลจูสามารถถือเงินส่วนตัวได้
ไม่เพียงเท่านี้ มารดาที่บ้านเดิมของสะใภ้ห้าสกุลจูยังล่วงลับไปแล้ว เหลือเพียงน้องสาวที่ยังไม่ออกเรือนสองคน
ถ้าเรื่องทำนองนี้ไปเกิดขึ้นในครอบครัวอื่น ต่อให้สะใภ้เช่นนี้ไม่ถูกขับไสออกไปจากเรือน ก็จะต้องถูกรังเกียจเหยียดหยัน ผู้ใดยังจะไปช่วยเลี้ยงดู?
แต่สกุลจูกลับต่างออกไป ไม่เพียงรับมาชุบเลี้ยงเท่านั้น แต่ยังมอบห้องส่วนตัวให้เด็กสาวสกุลหลินอยู่อาศัย
“ข้ายังได้ยินมาว่า สกุลจูเลี้ยงเด็กสาวสกุลหลินสองคนนั้นด้วยกันกับลูกสาวคนที่แปด คนที่ไม่รู้มาเห็นเข้ายังคิดว่าพวกนางเป็นพี่น้องกันจริง ๆ เสียอีก” มารดาของหลี่ฉินเห็นทุกคนมีท่าทีอ่อนลงกันแล้วก็กล่าวต่อไปว่า “พวกเจ้าลองคิดดู แม้แต่ลูกกำพร้าจากบ้านแม่ยาย นางก็ยังเลี้ยงดู คิดว่าคงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอก”
บิดาของหลี่ฉินที่เงียบมานานในที่สุดก็เอ่ยขึ้นว่า “แม่พวกเจ้าพูดถูก เมื่อครู่พอหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ออกปากก็ทำแต่เรื่องที่เหมาะที่ควร แม้ว่าเรื่องนี้เป็นสกุลจูที่ทำไม่ถูก แต่พอหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ปรากฏตัว พวกเราทั้งบ้านก็ถูกนางชักจูงไป ทั้งยังต้องยอมรับว่านางจัดการเรื่องราวได้เหมาะสม ข้าคิดว่าฉินเอ๋อร์เรียกนางว่าแม่บุญธรรมก็คงไม่เสียเปรียบหรอก ทั้งยังไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องร้าย”
หลี่ฉินเอ่ยว่า “อย่างอื่นไม่มีอะไร แต่ข้า…ข้ากลัวเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
[1] มองไม่เห็นก็ไม่ระคายสายตา 眼不见为净 เป็นคำพูดติดปากที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน หมายความว่า เรื่องที่เราไม่เห็นด้วยหรือคิดว่าไม่ดี เห็นแล้วไม่สบายใจ เห็นแล้วก็แก้ไขอะไรไม่ได้ จึงตัดปัญหาด้วยการไม่มองเสียเลย อีกนัยหนึ่งก็เป็นคำพูดปลอบใจตนเอง