ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 407 ผิดมากนักหรือ
บทที่ 407 ผิดมากนักหรือ
“ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่อาสะใภ้สี่ของเจ้า แต่อยู่ที่ตัวซื่อหู่ต่างหาก” เย่อวี๋หรานมองตาหลี่ซื่อแล้วกล่าวอย่างมีนัยซ่อนเร้น “ครอบครัวหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าแม่สามีเก่งกาจเพียงใด ทั้งยังไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าภรรยาเฉลียวฉลาดเพียงใด ยิ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าสามีมีความสามารถเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคนของครอบครัวนั้น เข้าใจหรือไม่? เรื่องระหว่างสามีภรรยามีเพียงคนเป็นสามีภรรยาที่จะสะสางได้ หากไม่ใช่คนที่มีความสามารถพอ ๆ กัน ก็อาจเป็นคนหนึ่งเก่งกาจ คนหนึ่งอ่อนด้อย แต่ต้องเก่งให้ถูกที่”
หลี่ซื่อสนเท่ห์ รู้สึกว่าคำพูดของแม่สามีแฝงนัยอะไรบางอย่าง
“ก็เหมือนเจ้ากับเจ้าสี่ เจ้าถนัดเรื่องค้าขาย เจ้าสี่สามารถชี้นำครอบครัวได้ พวกเจ้าสองคนมีเรื่องอะไรก็ปรึกษาหารือกัน โอบรับซึ่งกันและกัน เข้าใจกันและกัน พวกเจ้าจึงจะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างสงบและมั่นคง ต่อให้เจ้าหาเงินเก่งเพียงใด แต่ถ้าเจ้าสี่ไม่เข้าใจเจ้า ทั้งยังไปตัดพ้อลับหลังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเจ้าไม่ให้เกียรติเขา พวกเจ้ายังจะใช้ชีวิตร่วมกันต่อไปได้อีกหรือ?”
“เอ่อ…” หลี่ซื่อคิดตามแล้วก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล
ก็เหมือนกับพ่อสามีและแม่สามี ทั้งที่อายุมากแล้วทั้งคู่ แต่ก็ยังไม่ลงรอยกันจนต้องแยกห้องนอนใช่ไหม?
ถึงจะไม่รู้ว่าทั้งคู่มีปัญหาอะไรกัน แต่นางไม่ได้โง่ พ่อสามีจะไปไหนก็มีคนคอยติดตาม เห็นได้ชัดว่าคงเกิดเรื่องอะไรบางอย่าง
บางครั้งนางยังเห็นจูซื่อและจูอู่แอบไปซุบซิบกันสองคน ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังปรึกษาอะไรกันอยู่
แต่ละครั้งที่พ่อสามีเห็นหนึ่งในพวกเขาสองคนตามไปด้วยก็มีสีหน้าปั้นยากประหนึ่งกินอาจม
แต่หลี่ซื่อฉลาดก็ตรงนี้เอง ทราบว่าพ่อสามีกับแม่สามี แม่สามีกับลูกชาย และพ่อสามีกับลูกชายคงมีเรื่องเกิดขึ้น แต่นางที่เป็น ‘ลูกสะใภ้’ ไม่อาจเข้าไปมีส่วนร่วมได้
เย่อวี๋หรานกินเสร็จ หลี่ซื่อก็เอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ ท่านวางไว้เถอะเจ้าค่ะ ข้าจะเอาไปล้างเอง”
นางหาอ่างมาใส่ไว้ โกยขี้เถ้ามากำหนึ่ง คว้ารังบวบมาได้ก็เดินไปล้างจาน
เย่อวี๋หรานแวะไปทักทายคนอื่น ๆ ที่ท้ายเรือนเสร็จแล้วก็กลับห้องไปพักผ่อน
ครึ่งค่อนวันผ่านพ้นไป นางจำต้องยอมสยบให้กับความร่วงโรยของสังขาร พออายุมากขึ้นร่างกายก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เทียบไม่ได้เลยกับเมื่อครั้งยังสาว
คิดถึงตอนที่นางยังสาว ต่อให้อดนอนทั้งคืน วันรุ่งขึ้นก็ยังสามารถไปทำงานได้ตามปกติ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม เพียงใช้ร่างกายมากสักหน่อยก็จะรู้สึกอ่อนระโหยโรยแรง จำเป็นต้องพักผ่อน
แต่เย่อวี๋หรานก็ทราบว่านี่ไม่ได้มีสาเหตุจากอายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว ด้วยความเป็นอยู่ของครอบครัวเจ้าของร่างเดิม ร่างนี้สมัยยังสาวยังคลอดลูกหลายคนถึงเพียงนั้น ทั้งยังต้องกำกับดูแลเด็กเล็กคนหนุ่มคนแก่ในครอบครัว สุขภาพจะไม่ดีเหมือนที่นางคิดเอาไว้ก็ไม่แปลก
เดิมทีเพียงอยากพักสักงีบ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งกลับเป็นยามพลบค่ำเสียแล้ว
อาหารมื้อค่ำไม่จำเป็นต้องให้นางกังวลใจ ย่อมมีลูกสะใภ้เป็นคนจัดการ
เย่อวี๋หรานประกาศเรื่องที่นางรับลูกสาวบุญธรรมบนโต๊ะอาหาร เหตุผลเรียบง่ายยิ่งนัก เห็นว่ารื่นหูรื่นตาจึงรับแล้ว
นอกจากหลี่ซื่อที่ทราบความจริง คนทั้งโต๊ะรวมถึงซานเป่าและซื่อเป่าที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวก็นิ่งงัน “…”
ปฏิกิริยาตอบสนองของทุกคนไม่ได้ใหญ่โตนัก เรื่องรับลูกบุญธรรมก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอยู่แล้ว
หลังอาหารมื้อเย็น เย่อวี๋หรานไม่สนใจจูเหล่าโถว แต่เรียกจูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่แยกตัวไปคุยกันอีกด้านหนึ่ง
นางอบรมลูกชายตนเองยกใหญ่ว่าสิ่งใดคือ ‘ความรับผิดชอบต่อครอบครัว’ ด้วยเกรงว่าพวกเขาจะขาดความยั้งคิด ทำเรื่องเลอะเลือนแบบเดียวกับจูซื่อหู่
“เกิดเป็นลูกผู้ชายต้องเชิดหน้าไม่ละอายฟ้า ก้มหน้าไม่ละอายดิน ตรงกลางก็ต้องไม่ละอายต่อเมียตัวเอง นางคือคนที่พวกเจ้าแต่งเข้าเรือนมาเอง เป็นคนที่จะอยู่เคียงข้างพวกเจ้าไปชั่วชีวิต พวกเจ้าไม่ทะนุถนอมเมียตัวเอง ผู้ใดจะมาทำแทนพวกเจ้า?”
“ถ้ามีคนมาทะนุถนอมนางแทนพวกเจ้า พวกเจ้าก็ต้องร้อนใจได้แล้ว”
“ข้ากับพ่อพวกเจ้าอายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะอยู่กับพวกเจ้าไปได้อีกกี่ปี ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า ซื่อเป่า พวกเขาก็ค่อย ๆ โตขึ้นแล้ว พวกเจ้าก็ไม่อาจเคียงข้างพวกเขาไปทั้งชีวิตได้เหมือนกัน กล่าวถึงที่สุดแล้ว คนที่สามารถอยู่กับพวกเจ้าไปได้ทั้งชีวิต อยู่เคียงข้างพวกเจ้าตั้งแต่ต้นจนถึงบั้นปลาย กระทั่งลงหลุมไปนอนอยู่ข้าง ๆ ก็มีเพียงเมียที่พวกเจ้าแต่งด้วยเท่านั้น”
“พวกเจ้าก็ลองคิดดู ผู้หญิงเช่นนี้พวกเจ้ายังไม่รู้จักทะนุถนอมเอาไว้ พวกเจ้ายังจะหวังให้ใครมาเคียงข้างไปชั่วชีวิตอีก?”
……
กล่าวถึงตอนท้ายยังยกกรณีของจูซื่อหู่มาเป็นตัวอย่างวิพากษ์วิจารณ์อีกยก
จวบจนยามนี้ บรรดาลูกชายสกุลจูค่อยเข้าใจว่าเหตุใดจู่ ๆ มารดาของตนเองจึงพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
พวกเขาว่าแล้วเชียว พวกเขาต่างก็แต่งภรรยากันหมดแล้ว ทั้งยังไม่ได้เจ้าชู้หลายใจ เหตุใดมารดาพวกตนจึงกล่าวถึงเรื่องนี้โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย? ในหมู่พวกเขาพี่น้องมีคนนอกใจภรรยาเช่นนั้นหรือ?
จูซื่อและจูอู่คิดในใจ ‘ท่านแม่ ท่านแน่ใจนะว่าไม่ได้พูดถึงท่านพ่อ?’
กล่าวกันว่าบิดาเป็นเช่นใด ลูกชายก็มักเป็นเช่นนั้น กล่าวกันตามตรง มารดามาพูดเรื่องนี้กะทันหัน พวกเขาสองคนกลับไม่รู้สึกประหลาดใจ
เฮ้อ…มีบิดาที่น่าขายหน้าเช่นนี้ พวกเขายังจะทำอย่างไรได้?
“ท่านแม่ พวกข้าไม่ใช่ซื่อหู่เสียหน่อย พวกข้าแต่งงานนานแล้ว ใครยังจะไปทำเรื่องแบบนี้?” จูต้ากล่าวอย่างซื่อ ๆ “ถ้าข้ามีแรงไปทำเรื่องแบบนั้น ไม่สู้เอาแรงมาทำนาเพิ่มสักหลายหมู่”
“ใช่แล้ว ท่านแม่” จูเอ้อร์พยักหน้าอยู่ข้าง ๆ “ครอบครัวพวกเราเป็นเสียอย่างนี้ เมียคนเดียวยังแทบเลี้ยงไม่ไหว แล้วจะเอาอะไรมาเลี้ยงเมียคนที่สอง? ท่านแม่ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว”
จูซื่อและจูอู่คิดในใจ ‘ไม่ ท่านแม่ไม่ได้คิดมาก ท่านพ่อหาแม่เล็กมาให้พวกเราแล้วคนหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่ได้สานสัมพันธ์ไปมากกว่านั้นเท่านั้นเอง’
พวกเขามองพี่ชายที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวทั้งสองคน ออกจะเห็นใจอีกฝ่ายอยู่บ้าง
นี่คงเหมือนกับที่มารดาของพวกเขาพูดไว้ว่า ‘คนไม่รู้ความจริงไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น’ กระมัง?
ดูจากพี่ชายพวกเขาที่กล่าวเช่นนั้น ไม่รู้ว่าพอรู้เรื่องบิดาแล้วจะรู้สึกอย่างไร
วันถัดมา เมื่อจูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่ไปทำนาก็พาจูซานจ้วงและจูซื่อหู่ไปด้วย
พวกเขาทำงานไปพลางพูดคุยสัพเพเหระ
จูต้าเป็คนพูดไม่เก่ง แต่เพราะเป็นพี่ชายคนโต คำพูดของเขาจึงมีน้ำหนักมากทีเดียว ถึงในอดีตสองบ้านจะเคยแยกเรือนมาก่อน แต่ตอนนี้พอเขาพูดอะไร จูซานจ้วงและจูซื่อหู่ก็ยังคงต้องยืนฟังอย่างว่าง่าย
ในสมัยโบราณ คำกล่าวที่ว่าพี่ชายคนโตประดุจบิดานั้นไม่ได้กล่าวกันลอย ๆ
ต่อให้เป็นลูกชายของพี่ชายพ่อก็คือ ‘พี่ชาย’ อยู่ดี
“ในฐานะผู้ชายก็ต้องมีลักษณะอย่างผู้ชาย ผู้ชายเป็นอย่างไร ก็คือคนที่รักษาคำพูด พูดไว้อย่างไรก็ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ต้องทำไปทีละก้าว ตระหนักว่าตัวเองกำลังทำอะไร…”
จูต้ายกตัวเองเป็นตัวอย่าง บอกว่าปีนั้นเขาและหลิ่วซื่อก็มีแม่สื่อแนะนำ ผ่านการดูตัวกันตามประเพณี
เขาแต่งภรรยา นอกจากตนเองจะชอบอีกฝ่ายแล้ว อีกประการก็คือมารดาของเขาต้องชอบลูกสะใภ้คนนี้ด้วยเช่นกัน เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพื่อให้ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวอย่างไรเล่า
ตอนเขาทำนาอยู่ข้างนอก ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดมาทั้งวัน ผู้ใดไม่หวังว่าเมื่อกลับเรือนไปแล้วจะได้มีอาหารร้อน ๆ กิน?
หากแม่สามีกับลูกสะใภ้เอาแต่ทะเลาะกัน เขาทำงานทั้งวันกลับไปแล้วก็ยังต้องไปเห็นสีหน้างอง้ำของทั้งสองฝ่าย เขายังจะมีแก่ใจทำนาอีกหรือ?
ลูกชายสกุลจูคนแล้วคนเล่าผลัดเวียนกันมา ‘ล้างสมอง’ จูซานจ้วงและจูซื่อหู่ บอกพวกเขาว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถเป็นผู้ชายที่ดีที่มีความรับผิดชอบ
จูซานจ้วงรับฟังจนเลอะเลือนสงสัย ไม่เข้าใจเลยว่าญาติผู้พี่ของตนต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ แต่ไม่ว่าจะฟังรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่อง ในฐานะ ‘ญาติผู้น้อง’ เขาจำเป็นต้องฟัง
จูซื่อหู่ที่รู้ความจริงกลับร้อนตัวและสุดจะรับได้
ท่าทางของท่านป้าเมื่อวานนี้ทำให้เขาตระหนักได้แล้วว่าตนเอง ‘ทำผิด’ อะไร แต่คิดไม่ถึงว่าวันนี้ยังจะถูกญาติผู้พี่ของเขามาสั่งสอนต่ออีก
ที่แท้ความผิดที่เขาทำมันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?