ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 408 ชี้แนะ
บทที่ 408 ชี้แนะ
จูซื่อหู่ไม่ได้ถามออกมา แต่จูซื่อและจูอู่ก็มอบคำตอบให้เขาแล้ว
“ผู้หญิงที่มาหาถึงที่ง่าย ๆ เช่นนั้นจะไปชอบง่าย ๆ ได้อย่างไร? เจ้าต้องเช็ดตาให้สะอาด พิจารณาให้ชัด ๆ ว่านางชอบเจ้าที่ตัวเจ้า หรือพุ่งเป้ามาที่ครอบครัวเจ้ากันแน่?”
“เจ้าคิดว่านางน่าสงสาร ไม่แน่ว่าคนเขาอาจเห็นเจ้าเป็นไอ้โง่ เข้าหาเจ้าเพราะเห็นว่าครอบครัวเจ้ากำลังได้ดีต่างหาก”
……
นอกจากจูซานแล้ว จูอู่เป็นคนที่มีไหวพริบที่สุดแล้วในบรรดาพี่น้องสกุลจู เขาพูดได้ตรงจุดที่สุดแล้ว
เขาวิเคราะห์สถานการณ์ของสกุลจูให้ทุกคนฟัง ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อน ครอบครัวพวกเขายากจนข้นแค้น ไม่มีผู้หญิงคนไหนเต็มใจแต่งให้พวกเขา แต่ปีนี้ต่างออกไป ถึงจะเป็นครอบครัวของจูเหล่าซานจูเหล่าซื่อก็ตาม ทั้งสร้างเรือนหลังใหม่ ทั้งยังปลูกมันเทศหน้าหนาว ใครบ้างไม่จับจ้องสกุลจูของพวกเขาตาเป็นมัน?
แม้แต่จูปาเม่ย มารดาของเขาถึงขั้นลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะไม่ดูตัวก่อนถึงเวลาอันเหมาะสม ก็ยังมีคนมาเลียบเคียงถามเรื่องน้องสาวของพวกเขา อยากไปโผล่หน้าให้ปาเม่ยเห็น ถ้าไม่อยากได้ผลประโยชน์จากสกุลจูแล้วยังจะเป็นอะไรได้อีก?
ก่อนนี้ไร้คนถามไถ่ แต่ตอนนี้กลับมีคนมากมายเข้าหา ย่อมต้องมีสาเหตุแน่นอน
“แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องดี จำเป็นต้องเช็ดตาให้สะอาด ดูให้ดีว่านั่นคือเสือสิงห์กระทิงแรดจากที่ใด อย่าถูกดอกบัวขาวหลอกเอาได้ง่าย ๆ”
จูอู่ยกประสบการณ์พิเคราะห์คนของเขามาบอกเล่าให้ทุกคนฟัง
หลังจากจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นทราบเรื่องก็ไม่ชักช้ารีรอ สนับสนุนให้ลูกชายตนเองไปมาหาสู่กับญาติลูกพี่ลูกน้องอย่างกระตือรือร้น ลูกชายของพี่สะใภ้แต่ละคนดูไปแล้วมีอนาคตทั้งนั้น ไปคลุกคลีกับพวกเขาไม่จำเป็นต้องเรียนรู้มาได้ทั้งหมด เพียงได้เรียนรู้มาสักอย่างสองอย่างก็พอให้ใช้งานได้แล้ว
จูซานจ้วงและจูซื่อหู่ “…”
เหตุใดจึงรู้สึกเหมือนพวกเขาถูกมารดาตนเอง ‘ขายทิ้ง’ เลยเล่า?
พวกเขาสองคนย่อมไม่ทราบว่าเรื่องหลิวไป๋ฮวาทำให้จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเสียขวัญเพียงใด
หลังจากเกิดเรื่อง พวกนางยังตั้งใจนำของกำนัลมาขอคำชี้แนะจากเย่อวี๋หรานถึงเรือนโดยเฉพาะ
เย่อวี๋หรานรับรองพวกนาง แล้วหลีกเลี่ยงเหล่าลูกสะใภ้ไปสนทนากับพวกนางตามลำพัง นางไม่ได้กล่าวถึงเรื่องอื่น แต่กล่าวตามความเป็นจริง บอกพวกนางว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าได้ตั้งป้อมเป็นอริกับลูกชายตนเองเป็นอันขาด
ต่อให้ขัดแย้งกันก็ต้องว่ากันด้วยเหตุผล ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องจริง ๆ ค่อยขอกำลังหนุน
เมื่อลูกสะใภ้แต่งเข้าเรือนมาแล้วต้องตั้งกฎระเบียบ อธิบายกฎระเบียบให้ชัดเจน ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎระเบียบและหลักการที่ตั้งไว้ เรื่องระหว่างลูกชายและลูกสะใภ้ก็ให้หลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งเสีย ให้พวกเขาสองคนจัดการกันเอง
เย่อวี๋หรานพบว่าปัญหาของครอบครัวจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อนั้น ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ลูกชายสองคน แต่เป็นมารดาทั้งสองที่มองลูกชายเป็นดั่ง ‘แก้วตาดวงใจ’ ไม่ว่าอะไรก็ทำแทนลูกชายไปเสียทุกอย่าง
เช่นนี้ก็ดีเลยน่ะสิ อะไร ๆ เจ้าก็จัดการให้ลูกชายไปเสียหมด แล้วพวกเขาจะ ‘เติบใหญ่’ ได้อย่างไร?
ตอนยังเล็กก็ทำอาหาร ทำความสะอาดให้พวกเขา ป้อนข้าว ใส่เสื้อผ้า ทำให้พวกเขาไปเสียทุกอย่าง พวกเขาเพียงต้องใช้ชีวิตไปตามขั้นตอนของพวกนางก็พอแล้ว กระทั่งเรื่องทำนายังมีจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อคอยชี้นำ
แต่พวกนางคล้ายจะลืมไปว่า สักวันหนึ่งจูซานจ้วงและจูซื่อหู่ก็ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้
ระหว่างขั้นตอนของการเติบโตกลับรวบอำนาจรับผิดชอบทั้งหมดเอาไว้ ไม่ได้มอบพื้นที่สำหรับการเติบโตให้จูซานจ้วงและจูซื่อหู่อย่างเหมาะสม พวกเขาย่อมประสบปัญหามากมายเป็นธรรมดา
ยามนี้เย่อวี๋หรานนึกปีติยินดียิ่งนัก โชคดีที่เจ้าของร่างเดิม ‘ให้ความสำคัญกับลูกสาวมากกว่าลูกชาย’ ปล่อยให้ลูกชายหลายคนของตนเองเติบโตมาอย่างตามมีตามเกิด ล้มลุกคลุกคลาน ให้พวกเขาได้คลำทางเติบใหญ่มาด้วยตนเอง ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มาไม่น้อย
หากเลี้ยงทุกคนมาแบบเดียวกับจูปาเม่ย ถูกเจ้าของร่างเดิมประคบประหงมจนไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง นางคงต้องหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดแล้ว
จูปาเม่ยอายุยังน้อย ยังมีเวลาให้อบรมบ่มเพาะ แต่ลูกชายสกุลจูส่วนใหญ่แต่งงานมีภรรยาแล้ว บางคนยังเป็นพ่อคนแล้วด้วยซ้ำ นางจะไปขัดเกลาอย่างไร?
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปแล้ว จูซานจึงกลับมาจากตำบลเหมือนเคย
เมื่อเขากลับมาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนทั้งครอบครัว กระทั่งจูเหล่าโถวก็ยังยินดีอยู่หลายส่วน
เพราะเขามักจะนำข่าวดีมาด้วย เป็นต้นว่าจูชีได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง อาจารย์ชมเขาว่าอย่างไร ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าได้เรียนรู้อะไรจากจูชี พวกเด็ก ๆ โตขึ้นเท่าไหร่แล้ว…
“ท่านลุง…” ซานเป่าและซื่อเป่าก็ยินดีปรีดาเช่นกัน เพราะพวกเขาจำได้ว่าทุกครั้งที่ท่านลุงกลับมา พวกเขาก็มักจะได้รับของกินอร่อย ๆ ไปเสียทุกครา
จูซานใช้เงินที่เขาได้มาจากการไปใช้แรงงานในยามว่างหรือหารายได้ด้วยวิธีอื่นไปซื้อของกินเหล่านี้ ถึงจะไม่ได้มากมาย แต่ก็มีคุณค่าความหมาย สามารถซื้อของกินเล่นมาฝากครอบครัวได้ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน
ขนมหวานและถังหูลู่หนึ่งไม้ชุดละไม่กี่เหรียญ ของพวกนี้สามารถทำให้เด็ก ๆ ดีอกดีใจได้ทั้งนั้น
“อืม!” แม้จะไม่ได้เรียกว่าพ่อ แต่จูซานเห็นซานเป่าและซื่อเป่าเติบโตมาอย่างสมบูรณ์แข็งแรงดี ในใจก็มีความสุขมากแล้ว
เด็กทั้งสองเกิดห่างกันไม่กี่วัน ตอนที่ซื่อเป่าคลอดใหม่ ๆ ยังตัวเล็กกว่าซานเป่าอย่างเห็นได้ชัด บัดนี้ดูแล้วกลับไม่ได้ต่างกันถึงเพียงนั้น แสดงให้เห็นว่าหลี่ซื่อใส่ใจเพียงใด เลี้ยงเด็กสองคนนี้มาอย่างดียิ่ง
เขาอุ้มเด็กน้อยทั้งสองพลางนึกซาบซึ้งในใจ ไม่อาจตัดใจปล่อยมือได้เลย
หลิ่วซื่อเดินเข้ามาถามอย่างเกรงอกเกรงใจ “เจ้าสาม ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“พี่สะใภ้ใหญ่ สูงขึ้นอีกแล้วขอรับ” จูซานแสดงท่าทีประกอบ “ตอนนี้พวกเขาตัวโตทีเดียว รอพวกเขากลับมาคราวหน้า ท่านได้เห็นแล้วก็รู้เอง สบายดีนักขอรับ ทั้งยังขยันหมั่นเพียร ตั้งใจเรียนยิ่ง ได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ จากจูชีไม่น้อย เสินกวงจี้ก็สอนเพิ่มเติมให้พวกเขาอยู่บ่อย ๆ…”
“อ๋า จะกลับมาแล้วหรือ?” หลิ่วซื่อประหลาดใจ “ยังไม่ถึงวันหยุดช่วงข้ามปีนี่นา? ช่วงนี้อากาศยังร้อนอยู่เลย”
นับตั้งแต่ลูกชายไปร่ำเรียนในตำบล นางแทบจะใช้ชีวิตแต่ละวันไปโดยนับวันเวลาไปด้วย
ต้นปีถึงท้ายปีแทบจะไม่มีวันหยุด นอกจากหลังช่วงเก็บเกี่ยว อากาศเย็นลง กลัวว่าหิมะจะปิดกั้นเส้นทาง ถึงได้ปล่อยให้หยุดกลับมาฉลองวันข้ามปีล่วงหน้าหลายวัน
เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิของปีถัดไป อากาศอบอุ่นขึ้นแล้ว ก็ต้องกลับไปเรียนที่สำนักศึกษา
รวมทั้งหมดก็มีวันหยุดราวสิบวันเศษเท่านั้น
“พี่สะใภ้ใหญ่ สำนักศึกษาของอาจารย์เสินให้หยุดช่วงเก็บเกี่ยวขอรับ” จูซานยิ้ม “คราวก่อนท่านแม่เตือนข้าไว้ ให้ข้าบอกอาจารย์ล่วงหน้าว่าจะลากลับมาช่วงเก็บเกี่ยวไม่ใช่หรือ? อาจารย์บอกว่าไม่ต้องลา เพราะเดิมทีก็ให้หยุดกันอยู่แล้ว”
เขาอธิบายวันหยุดของสำนักศึกษาของอาจารย์เสินอย่างละเอียด ได้แก่ วันหยุดเดือนเก้า และวันหยุดกสิกรรม
เดิมทีควรให้หยุดทุกสิบวัน แต่เนื่องจากลูกศิษย์ของอาจารย์เสินส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชาวนายากจนที่อาศัยอยู่นอกตำบล บ้านอยู่ไกลจากสำนักศึกษา หยุดเพียงวันเดียวไม่ค่อยเหมาะสมนัก จึงไม่ได้ให้หยุด
‘วันหยุดกสิกรรม’ เป็นวันหยุดช่วงฤดูกาลทำนา เรียกอีกอย่างว่า ‘วันหยุดฤดูกาลทำนา’ เพื่อให้ลูกศิษย์บางส่วนได้ลาหยุดกลับไปช่วยงานในไร่นาของครอบครัว เพราะอย่างไรเสียใช่ว่าทุกครอบครัวจะมีพี่น้องมาก มีแรงงานเยอะเหมือนครอบครัวสกุลจู
บางครอบครัวอาจมีลูกชายคนเดียวด้วยซ้ำ
วันหยุดเดือนเก้าค่อนข้างสั้น ‘เดือนเจ็ดดาวลูกไฟยักษ์คล้อยสู่ประจิม เดือนเก้าเตรียมอาภรณ์รับเหมันต์’[1] ช่วงเวลานี้อากาศจะเริ่มเย็นลง สำนักศึกษาจึงให้หยุดหลายวันเพื่อให้ลูกศิษย์กลับเรือนมาเตรียมเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาว
หลิ่วซื่อก็เพิ่งได้รู้ว่าสำนักศึกษามีวันหยุดมากมายปานนี้ หากเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงท้ายปี นางก็มีโอกาสได้พบต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไม่น้อยเลยน่ะสิ?
ครั้นใคร่ครวญเล็กน้อยแล้วก็คล้ายจะเป็นเช่นนั้น ช่วงฤดูกาลทำนา จูชีได้กลับมาพร้อมต้าเป่าและเอ้อร์เป่าแล้วรอบหนึ่ง แต่ตอนนั้นนางไม่ได้ถามละเอียด เข้าใจว่าแม่สามีช่วยลาหยุดให้เสียอีก
“คราวนี้จะอยู่นานกี่วันหรือ?” นางรีบถามทันที
[1] ‘เดือนเจ็ดดาวลูกไฟยักษ์คล้อยสู่ประจิม เดือนเก้าเตรียมอาภรณ์รับเหมันต์’ มาจากสำนวนต้นฉบับ “七月流火,九月授衣” ซึ่งนับเดือนตามปฏิทินการเกษตร (农历) ของจีน เมื่อถึงเดือนเจ็ด ตอนพลบค่ำจะสามารถมองเห็นดาวลูกไฟยักษ์ 大火星 (ดาวแอนทาเรสในกลุ่มดาวแมงป่อง) กำลังจะตกไปทางทิศตะวันตก เมื่อถึงเดือนเก้า คนจีนโบราณก็จะเตรียมเสื้อผ้าสำหรับใส่ในฤดูหนาว