ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 410 การเตรียมการของอาจารย์เสิน
บทที่ 410 การเตรียมการของอาจารย์เสิน
“อุ๊บ…” หลี่ซื่อนึกขำ พลันเอ่ยปนยิ้มว่า “แล้วเจ้าชอบเผ็ดตายหรืออยากกินจนใจจะขาดตายมากกว่ากันเล่า?”
“ข้าเลือกเผ็ดตายดีกว่า อย่างมากก็กินกับข้าวเยอะ ๆ กินพริกน้อย ๆ เอา” จูซื่อยิ่งพูดก็ยิ่งอยากกิน เร่งให้หลี่ซื่อไปช่วยงานในครัว
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเป็นผู้ชาย เข้าไปแออัดในครัวกับภรรยาของพี่น้องคงไม่ค่อยเหมาะสมนัก เขาก็อยากจะลงครัวด้วยตัวเองเลยทีเดียว
จะว่าไปแล้วก็แปลก พี่น้องของเขาไม่มีใครเข้าไปยุ่งในห้องครัวเลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้แต่งภรรยา พวกเขายังเดินตามหลังเจ้าของร่างเดิมต้อย ๆ เข้าไปช่วยงานในครัวอยู่บ่อย ๆ
ทว่าเมื่อแต่งลูกสะใภ้เข้ามาแล้ว โอกาสที่จะได้เข้าครัวก็น้อยลง แต่กลับไม่มีใครอยากเข้าครัวลงมือทำอาหารด้วยตนเองเหมือนจูซื่อเลยสักคน
หลี่ซื่อมีสีหน้าเดียดฉันท์ “เจ้าก็ห่วงแต่เรื่องกินนั่นแหละ นอกจากเรื่องกินแล้ว เจ้ายังสนใจอะไรอีก?”
“ไอ้หยา คนเรามีชีวิตอยู่บนโลกยังมีเรื่องอะไรสำคัญกว่าเรื่องกินอีกหรือ? ไปช่วยหน่อยเถอะ ขอร้องล่ะ…”
หลี่ซื่อปากพูดเป็นเชิงรังเกียจ แต่สีหน้ากลับเต็มอกเต็มใจ ฝากเขาดูแลลูก ๆ แล้วเดินไปช่วยงานในครัว
จูอู่ผลักจูซื่อเบา ๆ แล้วกระซิบว่า “พี่สี่ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับพี่สะใภ้สี่ไม่เลวเลยนี่ ดูสิ พี่สะใภ้สี่เอาใจท่านปานไหน”
“ทำราวกับว่าน้องสะใภ้ห้าไม่เอาใจเจ้าอย่างนั้นแหละ เจ้าอยากกินอะไร น้องสะใภ้ห้ายังจะไม่ทำให้เจ้าอีกหรือ?” เขาแต่งภรรยามานานแล้ว หนังหน้าไม่ได้บางอย่างที่อีกฝ่ายคิด จึงโต้ตอบกลับไป
สองพี่น้องต่างคนต่างหยอกล้อกันเอง
ส่วนจูซานกำลังดูแลซานเป่าและซื่อเป่าอยู่อีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เล่าความเป็นไปในตำบลให้จูต้าฟัง ประเด็นสำคัญคือเรื่องของต้าเป่าและเอ้อร์เป่า เมื่อเขาได้เป็นพ่อคนแล้วจึงค่อยเข้าใจ ‘หัวอกคนเป็นพ่อ’ ของพี่ใหญ่
คนเป็นพ่อไม่มีใครไม่ห่วงใยลูกตัวเอง แต่บางคนปากหนัก ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร บางคนพูดเก่งจึงทำให้คนอื่นสัมผัสได้ถึงความห่วงใยนี้ได้ง่ายกว่า
ถึงจูต้าจะไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มมุมปากก็อธิบายทุกอย่างได้แล้ว
พี่น้องที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าใดนักในยามปกติคล้ายจะเข้ากันได้ดีอย่างมากในชั่วเวลานี้เอง
เห็นพี่ใหญ่ได้ฟังข่าวคราวของต้าเป่าและเอ้อร์เป่ามากมายเช่นนั้น จูเอ้อร์ก็พลอยดีใจไปกับเขาด้วย แต่เมื่อเขามองไปทางจูซานที่กำลังดูแลลูกน้อย ในใจกลับบังเกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาดขึ้นมา พวกเขามีลูกกันหมดแล้ว ข้าเล่า? ลูกข้าอยู่ที่ไหน?
เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารมื้อเย็น จูซานจึงได้กินก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศเป็นครั้งแรก
เมื่อเขาเห็นสิ่งที่เป็นเส้น ๆ ในถ้วย ก็ใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาพินิจอยู่เป็นนาน “เหตุใดจึงใสเช่นนี้เล่า? เจ้านี่ใช้มันเทศทำจริงหรือ? เนื้อมันเทศมีสีขาวนี่นา”
เส้นบะหมี่ที่ทำมาจากแป้งข้าวก็มีสีขาว
แต่แป้งมันเทศมีสีขาว เส้นที่ทำมาจากแป้งมันเทศกลับเป็นสีเทา ๆ ทั้งยังค่อนข้างใส เป็นเพราะอะไรกัน?
“ฮ่า ๆๆ…แปลกใจละสิ? พี่สาม ท่านลองชิมดูสักคำ ข้ารับรองว่ายังมีเรื่องน่าประหลาดใจกว่านั้นอีกนะ” จูซื่อยิ้มจนเห็นฟัน รบเร้าให้จูซานลิ้มรสเส้นมันเทศ
อีกทั้งก๋วยเตี๋ยวของจูซานถ้วยนี้ เขายังช่วยปรุงให้อีกด้วย
พี่น้องทั้งหลายเติบโตมาด้วยกัน จูซื่อย่อมรู้ว่าพี่สามของตนเองโปรดปรานรสชาติแบบไหน
ไม่รู้เช่นกันว่าเพราะเหตุใด ใช้เครื่องปรุงเหมือนกันแท้ ๆ แต่รสชาติที่จูซื่อปรุงออกมากลับต่างออกไปจากคนอื่น ๆ
จูอู่ลองชิมดูแล้วก็บอกให้จูซื่อช่วยปรุงให้เขาด้วยโดยไม่ลังเล
“พวกเจ้าให้เจ้าสี่ปรุงให้หมดเลย?” จูเอ้อร์เห็นแล้วก็สงสัย
“พี่สี่ปรุงอร่อยขอรับ” จูอู่ว่า “พี่รอง ท่านก็ลองด้วยสิ ให้พี่สี่ปรุงให้ อร่อยจริง ๆ นะ”
เขาคีบเส้นในถ้วยตัวเองขึ้นมาให้จูเอ้อร์ลองชิม
จูเอ้อร์ชิมแล้วก็พบว่าอร่อยกว่าถ้วยของตัวเองจริง ๆ “เจ้าสี่ เดี๋ยวข้ากินถ้วยนี้เสร็จแล้ว เจ้าช่วยปรุงให้ข้าทีนะ”
“ขอรับ พี่รอง ท่านกินหมดถ้วยนี้แล้วค่อยบอกข้า” จูซื่อตอบรับ
ผู้ชายทั้งหลายอยู่ฝั่งหนึ่ง ผู้หญิงอยู่อีกฝั่งหนึ่ง พูดคุยเรื่องลูกพลางกินก๋วยเตี๋ยวในถ้วย บรรยากาศสนิทสนมกลมเกลียว
ความอบอุ่นปกคลุมไปทั่วเรือนสกุลจู
เมื่อกินข้าวเสร็จ จูซานก็อ้างว่าไปเดินเล่นแล้วพาจูซื่อและจูอู่ออกไปด้วยเพื่อสอบถามความเป็นไปในครอบครัว
นาน ๆ ทีเขาถึงจะได้กลับบ้าน ถ้าต้องการทราบสถานการณ์ของครอบครัวก็มีแต่ต้องถามจากน้องชายทั้งสอง
โชคดีที่ทั้งคู่หัวไว คอยจับตามองความเป็นไปในครอบครัว หากคนไหนตกหล่นอะไรไป อีกคนก็จะคอยเสริมให้
ในไม่ช้า จูซานก็ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างที่เขาไม่อยู่
“พวกเจ้าจับตามองซื่อหู่ให้ดี อย่าปล่อยให้เขาถูกหลิวไป๋ฮวาผู้นั้นตามพัวพันได้อีก” จูซานได้ฟังเรื่องของจูซื่อหู่แล้วก็ขมวดคิ้ว เขากล่าวว่า “หลิวไป๋ฮวาผู้นี้ไม่อาจแต่งเข้าสกุลจูของพวกเราเด็ดขาด ถ้านางแต่งเข้ามาก็คงมีแต่ความวุ่นวาย ทั้งครอบครัวไม่อาจอยู่อย่างสงบ ถึงพวกเราจะแยกเรือนออกมาจากบ้านนั้นแล้ว แต่ตัดกระดูกแล้วก็ยังเหลือเส้นเอ็น ครอบครัวเรายังมีคนที่จะสอบรับราชการ ต่อให้เป็นเรื่องของเครือญาติก็ยังมีผลกระทบต่อพวกเรามากอยู่ดี”
จูอู่พยักหน้า “อืม! ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน พี่สาม พักนี้ข้าพาพวกพี่ใหญ่พี่รองไปเรียกซานจ้วงกับซื่อหู่มาทำงานด้วยบ่อย ๆ ถ้าใช้คำพูดของท่านแม่มาอธิบายก็คือปรับทัศนคติ”
“ดีมาก ทำแบบนี้ต่อไป พวกเจ้าคอยจับตามองความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ในครอบครัวเอาไว้ด้วย เรื่องในหมู่บ้านก็อย่าได้มองข้าม” จูซานกล่าวอย่างจริงจังยิ่งนัก “เมื่อครู่คนเยอะ ข้าไม่ได้พูดละเอียดมาก ตอนนี้ข้ามีอะไรจะบอกพวกเจ้า…”
กล่าวถึงตอนท้าย เขาให้น้องชายทั้งสองขยับเข้ามาใกล้ ๆ น้ำเสียงที่ใช้ก็เบาลงกว่าเดิม
“ปีหน้า โอกาสที่น้องเจ็ดจะสอบผ่านมีสูงมาก”
จากนั้นก็เล่าเรื่องที่อาจารย์เสินสอนเสริมให้จูชีเป็นการส่วนตัวโดยคร่าว ๆ แนวข้อสอบที่อาจารย์นำมาให้จูชีได้มาจากที่ไหน ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ขอเพียงข้อสอบไม่แหวกแนวจนเกินไป ยังคงปรับตามแนวทางที่ผ่านมาในอดีต แค่ถงเซิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง สำหรับจูชีแล้วไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
“ความทะเยอทะยานของอาจารย์เสินต้องไม่หยุดอยู่เพียงถงเซิงแน่นอน ถ้าผ่านการสอบเสี้ยนซื่อ ไม่แน่ว่าการสอบฝู่ซื่อที่จะจัดขึ้นในเดือนสี่ปีหน้าก็คงจะลงสนามด้วยเช่นกัน”
จูซื่อและจูอู่เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ “จะสอบฝู่ซื่อด้วย? ถ้าสอบผ่านก็ได้เป็นซิ่วไฉกระมัง?”
จูซานส่ายหน้า “ไม่ใช่ หลังการสอบฝู่ซื่อยังมีการสอบเยวี่ยนซื่อ ต้องสอบให้ผ่านทั้งเสี้ยนซื่อ ฝู่ซื่อ และเยวี่ยนซื่อ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นซิ่วไฉ อาจารย์วางแผนไว้สองแบบ แบบแรกคือเพียงเข้าร่วมการสอบเสี้ยนซื่อ คว้าชื่อถงเซิงมาให้ได้เสียก่อน แบบที่สอง สอบทั้งฝู่ซื่อและเยวี่ยนซื่อไปด้วยเลย ทดสอบว่าจะเป็นซิ่วไฉได้หรือไม่”
“อาจารย์เสินจะให้ความสำคัญกับน้องเจ็ดมากไปแล้วกระมัง?!” จูอู่ตะลึง “น้องเจ็ดเพิ่งเข้าสำนักศึกษา ได้เรียนไปเท่าไหร่เอง? ถงเซิงยังพอเป็นไปได้ แต่ซิ่วไฉ…ข้าคิดว่าคงยาก”
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” จูซานกล่าว “ตอนนี้อาจารย์เสินให้น้องเจ็ดฝึกทำแนวข้อสอบของการสอบเสี้ยนซื่อ ฝู่ซื่อ และเยวี่ยนซื่อ น้องเจ็ดความจำดี โดยพื้นฐานแล้วอ่านรอบเดียวก็ทำได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด ต่อให้มีข้อสอบมากกว่านี้ เขาก็ท่องจำได้หมด ปัญหาตอนนี้จึงมีอยู่เพียงสองเรื่อง”
“เรื่องอะไร?” จูซื่อถาม
“เรื่องแรก แนวข้อสอบเก่าที่อาจารย์เตรียมไว้จะปรากฏในการสอบเสี้ยนซื่อ ฝู่ซื่อ และเยวี่ยนซื่อหรือไม่ สาเหตุที่อาจารย์เตรียมไว้สองแผนก็เพราะยังไม่มีการกำหนดตัวกรรมการคุมสอบและผู้ออกข้อสอบ อาจารย์จึงยังไม่แน่ใจ นอกจากดูผลสอบเสี้ยนซื่อของน้องเจ็ดแล้ว ยังต้องดูว่าใครเป็นกรรมการคุมสอบและใครเป็นผู้ออกข้อสอบอีกด้วย แต่ละคนต่างมีความเคยชินในการออกข้อสอบของตนเอง ถ้าไม่ใช่คนที่อาจารย์คุ้นเคย เช่นนั้นก็ยากแล้ว น้องเจ็ดไม่ต้องสอบสนามถัดไปอีก แต่กลับมาทันทีหลังการสอบเสี้ยนซื่อ แต่ถึงอย่างไรนั่นก็คือโอกาส”