ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 411 จูเอ้อร์วิพากษ์ชีวิตคู่ของพี่น้อง
บทที่ 411 จูเอ้อร์วิพากษ์ชีวิตคู่ของพี่น้อง
จูซื่อและจูอู่พยักหน้า “ที่แท้การสอบเคอจวี่ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยเพียงนี้ ข้านึกว่าแค่ต้องคร่ำเคร่งอ่านตำราอย่างเดียวเสียอีก แค่เรียนเก่งก็พอแล้ว ยังต้องพิจารณาว่าปีไหนใครเป็นคนออกข้อสอบด้วยหรือนี่”
จูซานหลุดหัวเราะ “พวกเจ้าคิดว่าบัณฑิตเหล่านั้นไม่ตั้งใจเรียนงั้นหรือ? คนตั้งใจเรียนมีมากมาย คนที่มีความสามารถโดดเด่นก็มีจำนวนมาก เพราะเหตุใดจึงมักมีคนสอบไม่ผ่าน? บางคนไม่ได้ไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะคำตอบของเขาไม่ตรงใจกรรมการสอบ ลางเนื้อชอบลางยา เจ้าจะไม่ให้คนเขามีความชอบส่วนตัวเลยหรือไร?”
“แบบนี้ไม่รังแกพวกเราไปหน่อยหรือ?” จูซื่อกล่าว “ชาวนาอย่างพวกเรา ถ้ารู้จักขุนน้ำขุนนางยังจะมานั่งอยู่ตรงนี้หรือ? ขุนนางสักคนยังไม่รู้จัก แล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่ากรรมการสอบมีความชอบโน้มเอียงไปด้านใด?”
จูซานมองอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้งแล้วกล่าวว่า “เพราะฉะนั้นการเลือกอาจารย์ที่จะมาถ่ายทอดความรู้ให้ถึงได้สำคัญมากอย่างไรเล่า เจ้าเจ็ดโชคดี แม้อาจารย์ที่ได้พบจะไม่โดดเด่น แต่สหายร่วมสำนักในอดีตของอาจารย์รู้จักคนมาก ทั้งยังให้ความสำคัญกับสหาย ให้ความช่วยเหลืออยู่ไม่มากก็น้อย เรื่องพวกนี้พวกเจ้ารับฟังอย่างเดียวก็พอแล้ว เรื่องอื่นไม่ต้องไปถามไถ่ จะได้ไม่เผลอพูดอะไรออกไป”
“พวกข้าจะไปสืบเรื่องพวกนี้จากที่ไหน? วัน ๆ ได้ไปแค่ทุ่งนานี่เอง พวกข้าจะไปรู้อะไร” จูอู่ทอดถอนใจ “คิดไม่ถึงว่าในหมู่พวกเราพี่น้อง เจ้าเจ็ดกลับเป็นคนที่โชคดีที่สุด เดิมทีท่านแม่อยากส่งเขาไปสำนักศึกษาที่ใหญ่กว่านี้ แต่คนที่นั่นไม่ต้องตาเจ้าเจ็ด จึงได้แต่เลือกสำนักศึกษาที่มีคุณสมบัติรองลงมา สุดท้ายกลับกลายเป็นวาสนาในคราเคราะห์ ได้รับความสนใจจากอาจารย์ ไม่แน่ว่าในอนาคตพวกเราพี่น้องอาจได้พึ่งพาวาสนาของเจ้าเจ็ดก็ได้”
พวกเขาพี่น้องไม่เคยคาดคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยจริง ๆ
ตั้งแต่ยังเล็ก ทุกคนก็ทราบว่าจูชีเป็น ‘คนสมองทึ่ม’ และเป็นภาระของครอบครัว
ตอนไม่รู้ประสายังเคยรังเกียจเขามาก่อน ภายหลังเมื่อค่อย ๆ เติบใหญ่ขึ้นมาก็เริ่มสงสารน้องชายผู้นี้ พวกเขายังเคยพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวว่า ในอนาคตเมื่อบิดามารดาแก่ชราแล้ว จะวางแผนให้น้องเจ็ดอย่างไร
สถานการณ์ครอบครัวเป็นอย่างไรทุกคนล้วนตระหนักดี ที่ดินเล็กน้อยเท่านี้ไม่พอให้พี่น้องแบ่งกันด้วยซ้ำ เลี้ยงภรรยาและลูกชายตัวเองยังไม่พอ ยังมีน้องชายสมองทึ่มอีกคน แล้วจะแบกรับไหวได้อย่างไร?
นี่ยังเป็นสาเหตุที่พวกเขาแต่งงานเร็ว เพราะเกรงว่าหากช้าไปกว่านี้ เมื่อฝ่ายหญิงอายุมากขึ้นก็อาจหว่านล้อมให้มาแต่งด้วยยากแล้ว
ทว่าผู้ใดจะทราบว่าหลังจากนั้นหลายปี เจ้าเจ็ดที่สมองทึ่มมานานกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้ไปเรียนหนังสือ?
สามพี่น้องสนทนาถึงตอนท้ายต่างก็พากันถอนหายใจ
“ดังนั้น เรื่องทั้งหลายในชีวิตหากยังไปไม่สุดทาง ผู้ใดก็ไม่อาจบอกได้ชัดเจน”
จูซานทอดถอนใจ ในขณะที่รัตติกาลก็เข้มข้นขึ้นมาทุกขณะ
อีกด้านหนึ่ง เมื่อหลิวซื่อทำงานเรือนเสร็จก็กลับเข้าห้อง
นางสัมผัสได้ว่าแววตาของจูเอ้อร์ไม่ค่อยถูกต้องเท่าใดนัก เอาแต่จับจ้องนางอยู่ไม่คลาย
“มีอะไรหรือ?” หลิวซื่อนึกทบทวนดูเล็กน้อยก็พบว่าพักนี้ตนเองออกจะว่าง่าย ไม่ได้ทำอะไรเลยนี่นา
จูเอ้อร์กวักมือ บอกให้นางมานั่งใกล้ ๆ
“มีเรื่องอะไรกันแน่?”
“ชู่…” จูเอ้อร์บอกให้นางลดเสียงลง
หลิวซื่องุนงงยิ่งนัก
รอจนนางก้มหน้า ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ค่อยได้ยินจูเอ้อร์กระซิบว่า “คราวก่อนเจ้าบอกว่าแม่ยายเอายาชุดหนึ่งให้เจ้ามาไม่ใช่หรือ? เจ้าได้กินหรือยัง?”
“ยัง” หลิวซื่อตกใจ รีบมองไปรอบทิศแล้วพูดว่า “บอกเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือว่าตอนที่ข้าเตรียมจะต้มยาคราวนั้นถูกท่านแม่จับได้พอดี ท่านแม่ไม่ให้กิน บอกว่าเรื่องลูกไม่อาจรีบร้อน…”
เรื่องที่ถูกเย่อวี๋หรานอบรมอย่างหนักหน่วงคราวนั้น หลิวซื่อยังจำได้ดีประหนึ่งเพิ่งเกิดขึ้น
นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแม่สามีจะถือสาเรื่องนี้ยิ่งนัก ยอมให้นางไม่ตั้งครรภ์ แต่ไม่ยอมให้นางกินยานั้นเด็ดขาด ราวกับว่าเพียงนางกินยาที่มารดาของนางแอบหามาให้ก็จะทำให้ลูกหลานสกุลจูถูกยาพิษตายอย่างนั้นแหละ
“ท่านแม่พูดแบบนั้น?” จูเอ้อร์ประหลาดใจ “ทำไมเจ้าปล่อยให้ท่านแม่เห็นเล่า? ทำไมเจ้าไม่รู้จักระวังหน่อย?”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่ได้ระวังหรือ” หลิวซื่อไม่พอใจ “ตอนนั้นยังไม่สร้างเรือนหลังใหม่ ทุกคนกินข้าวหม้อเดียวกัน ผู้ใดไปแตะต้องเตาไฟ จะไม่มีคนจับตามองได้อย่างไร? ข้าเพิ่งจะติดไฟก็มีคนไปฟ้องท่านแม่แล้ว ทำให้ข้าถูกจับได้คาหนังคาเขา…”
“ผู้ใดจะว่างปานนั้น ยังฟ้องเรื่องแบบนี้กันด้วย?” จูเอ้อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ข้องใจเสียแล้ว
ไม่ให้พวกเขากินยา นี่มันขัดขวางไม่ให้พวกเขามีลูกชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือ?
ปกติเขาไม่ได้อนาทร มีเพียงหลิวซื่อคนเดียวที่ร้อนใจ แต่วันนี้ได้เห็นพี่ใหญ่กับเจ้าสามคุยกันเรื่องลูก เขาจึงนึกอิจฉาขึ้นมา ถ้าตนเองมีลูกเหมือนกันจะดีแค่ไหนนะ?
“เรื่องนี้ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? ในเรือนก็มีกันอยู่แค่นี้ นอกจากพวกนางแล้วยังจะเป็นใครได้อีก?” หลิวซื่อหน้างองุ้ม “พูดไปพูดมาก็คือกลัวข้าขโมยกินนั่นแหละ ฮุบกินคนเดียว? เฮอะเฮอะ! คิดว่าในเรือนสกุลจูของพวกเจ้ามีของกินมากนักเรอะ กินคำเดียวก็กลายเป็นคนอ้วนไปเลยงั้นสิ?”
“นี่จะเกินไปแล้วกระมัง?”
“เมื่อก่อนตอนข้าบอกเจ้า เจ้ายังพูดว่าข้าคิดเล็กคิดน้อยอยู่เลยไม่ใช่หรือ? ตอนนี้เข้าใจแล้วใช่หรือไม่? เมียที่พี่น้องเจ้าแต่งเข้ามาไม่ใช่ธรรมดาสักคน มีแต่ข้าที่ไม่ทันคน ถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียว…” หลิวซื่อฟ้องทันที
แล้วสาธยายความน้อยเนื้อต่ำใจที่นางได้รับ รวมถึงความลำเอียงของเย่อวี๋หรานออกมาจนหมดสิ้น
ในสายตานาง เย่อวี๋หรานก็คือ ‘แม่สามีใจร้ายจอมลำเอียง’ จูต้าเป็นลูกชายคนโต ในอนาคตจะเป็นคนเลี้ยงดูบิดามารดาผู้ชรา ถึงเย่อวี๋หรานจะไม่พูด แต่พอเป็นเรื่องสำคัญ มีครั้งไหนบ้างที่ไม่ให้หลิ่วซื่อออกหน้า?
จูซานไม่มีภรรยา แต่เขาเป็นคนเก่ง ตามจูชีเข้าตำบลไปแล้ว ไม่ต้องทำงานหนักในนา ทุกเดือนยังกลับมารับเงิน แล้วจะไม่เปรมปรีดิ์ได้อย่างไร?
ครอบครัวจูซื่อมีหลี่ซื่อ ผู้หญิงคนนี้ฝีปากเป็นเลิศ ทำให้แม่สามีโปรดปราน ไม่อย่างนั้นแม่สามีจะมอบหมายให้เป็นคนดูแลการค้าขายทั้งหมดหรือ?
กระทั่งครอบครัวเจ้าห้า หลังจากหลินซื่อแต่งเข้าเรือนมาแล้วก็แท้งเด็กไปหนึ่งคน ทั้งยังไม่มีบ้านเดิมอีก แม่สามีกลับไม่ตำหนิ ทั้งยังช่วยชุบเลี้ยงเด็กสาวสกุลหลินสองคนนั้นอีกไม่ใช่หรือ?
ดูเอาเถอะ แต่ละคนล้วนได้เปรียบกันทั้งนั้น มีแค่ครอบครัวพวกนางที่ไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลย
จูเอ้อร์ “…”
ฟังจากภรรยาเขาวิเคราะห์แล้วก็ดูเหมือนจะจริงเสียด้วย!
แต่ว่ามารดาของเขาให้ความสำคัญกับครอบครัวพี่ใหญ่ก็เป็นเรื่องธรรมดา ยุคสมัยนี้มีบ้านไหนไม่ให้ความสำคัญกับลูกชายคนโตบ้าง?
พี่ใหญ่เป็นลูกชายคนโต พี่สะใภ้ก็เป็นสะใภ้ใหญ่ ให้พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ออกหน้าเมื่อมีเรื่องสำคัญก็เป็นเรื่องธรรมดามาก
น้องสามได้เข้าตำบล ก็เพราะเขาไม่มีภรรยา ไร้ภาระผูกพัน
น้องสี่ก็เป็นคนที่โชคดี ได้แต่งภรรยาที่เอาใจคนเก่ง มารดาของเขาจะโปรดปรานก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ อีกอย่างเขาก็จำต้องยอมรับว่าภรรยาของน้องชายค้าขายเก่งจริง ๆ
ต้อนรับขับสู้คนมาซื้อของมากมาย ดูจากการที่ครอบครัวเขาเริ่มค้าขายตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคนมาหาเรื่องถึงเรือนแม้แต่คนเดียว เท่านี้ก็เพียงพอจะพิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือของหลี่ซื่อแล้ว
ส่วนเจ้าห้า…
สำหรับภรรยาของน้องห้า จูเอ้อร์ไม่มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษ เพียงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นภาระเกินไป ไม่เข้าใจเลยว่าตอนนั้นเหตุใดน้องห้าจึงเลือกนางเสียได้
คนมักพูดกันว่าผู้หญิงอยู่กับความเป็นจริง แท้จริงแล้วผู้ชายอยู่กับความเป็นจริงกว่าผู้หญิง ตอนที่พวกเขาเลือกภรรยาก็จะพิจารณาบ้านเดิมของอีกฝ่าย หากเอื้อเฟื้อเกื้อกูลครอบครัวพวกเขาได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ต้องไม่เป็นตัวถ่วง
ในสายตาของจูเอ้อร์ บรรดาพี่น้องที่แต่งภรรยาแล้ว ผู้ที่ล้มเหลวด้านชีวิตคู่ที่สุดไม่ใช่จูซานที่สูญเสียภรรยาไป แต่เป็นจูอู่ แม้จูซานจะกลายเป็นพ่อม่าย แต่ไม่มีลูกเป็นอุปสรรค อายุก็ยังน้อย หากจะแต่งงานอีกครั้งย่อมไม่มีปัญหา
กลับเป็นจูอู่เสียอีกที่แต่งภรรยาที่เป็นตัวถ่วงเช่นนั้นมา ทั้งยังไม่อาจสะบัดทิ้งได้อีกต่างหาก นั่นจึงเป็นเรื่องชวนปวดหัวที่สุด
ในอนาคต ชีวิตจูอู่จะต้องไม่ราบรื่นแน่นอน