ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 412 จรรยาของวิญญูชน
บทที่ 412 จรรยาของวิญญูชน
จูเอ้อร์และหลิวซื่อวิจารณ์เรื่องคนอื่นในครอบครัวอยู่เป็นนาน หัวข้อสนทนาเบี่ยงเบนไปจากตอนแรกโดยสิ้นเชิง
จนถึงตอนเข้านอน จูเอ้อร์ค่อยนึกขึ้นมาได้
เดี๋ยวก่อน! ข้าตั้งใจว่าจะพูดเรื่องลูกเมียข้าไม่ใช่หรือ?
ช่างเถอะ ต้องเข้านอนแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ก็แล้วกัน
ข้าต้องพูดกับนางให้ชัด ๆ ว่าถ้ามีลูกไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องรีบกินยา ข้ากับนางอายุไม่น้อยแล้ว ถ้าพี่น้องคนอื่นมีลูกกันหมด มีเพียงข้ากับนางที่ยังไม่มีลูก แบบนั้นก็แย่กันพอดี
เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องจูชี เย่อวี๋หรานจึงไม่ได้ให้จูซานรั้งอยู่ที่เรือนนานนัก แต่จัดแจงข้าวของแล้วตามเขาเข้าตำบล
คราวนี้ไม่ได้ให้หลิ่วซื่อตามมาด้วย ใกล้จะถึงวันหยุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว ถึงตอนนั้นต้าเป่าและเอ้อร์เป่าจะได้กลับบ้าน นางอยากมองอย่างไรก็มองให้พอ มองเสียให้หายคิดถึง
“ท่านย่า…” ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเห็นเย่อวี๋หรานตามมาด้วยก็วิ่งเข้ามากอดขานางด้วยความดีใจ
ตอนนี้พวกเขาอยู่ในวัยกำลังโต ไม่เจอกันเดือนเดียวก็ราวกับโตขึ้นทุกครั้งที่พบหน้าอย่างไรอย่างนั้น ตัวสูงขึ้นไม่น้อย
เย่อวี๋หรานลูบใบหน้าเล็ก ๆ ของพวกเขา ถามไถ่ความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างใส่ใจ ทั้งยังเตือนพวกเขาว่าอย่าเอาแต่ห่วงเรียนอย่างเดียว เวลาว่างก็ต้องเคลื่อนไหวร่างกายด้วย ไม่ว่าจะเรียนเก่งแค่ไหน ถ้าสุขภาพไม่ดีก็คงไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน
จากนั้นก็มองไปทางจูชี หลังจากอยู่ในสำนักศึกษามาพักใหญ่ ไม่รู้ว่าลักษณะโง่งมทึ่มทื่อบนร่างเขากลายเป็นความซื่อ ๆ ที่แฝงกลิ่นอายบัณฑิตไปตั้งแต่เมื่อใด เพียงเห็นก็ทราบว่าเป็นหนอนตำราผู้หนึ่ง
ท่าทางคงแก่เรียนทว่าอ่อนแอขลาดเขลา รูปโฉมหรือก็ถอดแบบมาจากเจ้าของร่างเดิม หน้าตาดียิ่งนัก กล่าวได้ว่าเป็นคนที่มีรูปโฉมโดดเด่นที่สุดในหมู่พี่น้อง
อาศัยเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเช่นนี้ กอปรกับความสำเร็จในการสอบเคอจวี่ เย่อวี๋หรานสามารถจินตนาการได้เลยว่าชีวิตของเขาในอนาคตคงไม่แย่เกินไปแน่นอน
หลังจากได้รับการอบรมจากอาจารย์เสิน จูชีก็แสดงคารวะต่อเย่อวี๋หรานด้วยความเคารพนอบน้อม ทั้งยังตอบคำถามโดยติดจะสำบัดสำนวนอยู่บ้าง
หาก ‘ความสำบัดสำนวน’ นี้ไปปรากฏในตัวผู้อื่นอาจชวนให้คนหมั่นไส้ แต่เมื่อนึกถึงว่าก่อนหน้านี้จูชียังเป็นคนสมองทึ่มผู้หนึ่ง เย่อวี๋หรานก็ไม่เพียงไม่รังเกียจ แต่กลับยินดีอย่างมาก “ไม่เลว ๆ ตอนนี้เสี่ยวชีดูเหมือนบัณฑิตขึ้นทุกวัน วันหน้าก็ต้องเชื่อฟังอาจารย์ ฟังให้มากพูดให้น้อย ตั้งใจเรียนหนังสือ หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจก็ขอคำชี้แนะจากอาจารย์ให้มาก…”
เย่อวี๋หรานกำชับเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปพอสมควร
จูซานเข้ามาถ่ายทอดคำพูด บอกว่าอาจารย์เสินเชิญไปพบ
เย่อวี๋หรานทราบว่าจูซานคงแจ้งเอาไว้ล่วงหน้า เตรียมการไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
“คารวะอาจารย์เสิน!” เมื่อได้พบอาจารย์เสิน เย่อวี๋หรานก็แสดงคารวะอย่างมีมารยาท “มารบกวนอาจารย์อีกแล้ว หวังว่าท่านคงไม่ถือสา คนเป็นแม่ก็เป็นเสียเช่นนี้ ลูกชายออกมาร่ำเรียนข้างนอกก็ย่อมคิดถึงห่วงหาอยู่ไม่วาย”
อาจารย์เสินคารวะตอบอย่างเกรงใจ “จูต้าเหนียงเกรงใจเกินไปแล้ว เชิญนั่ง จูต้าเหนียงมาครานี้คงเป็นเพราะเรื่องการสอบถงซื่อในปีหน้ากระมัง?”
เย่อวี๋หรานผงกศีรษะแล้วชี้แจงสาเหตุการมาเยือนของตนเอง
“จูต้าเหนียงไม่ต้องกังวล ข้าใคร่ครวญเรื่องนี้มาอย่างรอบคอบแล้ว” อาจารย์เสินบอกแผนการของเขาให้นางฟังอย่างใจเย็น
เมื่อนานมาแล้ว เขาเคยปรึกษาเย่อวี๋หรานเรื่องแนวทางการสอนจูชีมาแล้ว
เดิมทีเขาก็คิดเช่นเดียวกับเย่อวี๋หราน ให้จูชีเรียนไปก่อนสักปี จากนั้นค่อยเตรียมตัวสอบเคอจวี่ ทว่าภายหลังเขาก็เปลี่ยนใจเพราะได้ประจักษ์ต่อความสามารถด้านการเรียนที่โดดเด่นอย่างมากของจูชี
“จูต้าเหนียง ซุ่นเต๋อฉลาดยิ่งนัก แท้จริงแล้วเขาไม่เพียงมีความจำเป็นเลิศ แต่ยังเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนจึงยังปรับตัวไม่ได้ในทันที เขาขาดไหวพริบปฏิภาณ ทั้งยังไม่เชี่ยวชาญกลอนกวี และคงไม่มีผลสำเร็จที่น่าทึ่งนักบนเส้นทางเคอจวี่ แต่หากใช้ความวิริยอุตสาหะมาชดเชยก็นับว่าพรสวรรค์ที่มีไม่สูญเปล่า…”
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงเลยว่าภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่เดือน อาจารย์เสินกลับเปลี่ยนความคิดที่มีต่อจูชีไปมากขนาดนี้
เขาถึงขั้นนำกระดาษฝึกคัดลายมือของจูชีออกมาแสดงให้ดู เนื่องจากจูชีความจำดีเหนือใคร ปัญหาของเขาจึงไม่ได้อยู่ที่ ‘การเรียน’ แต่คือ ‘การเขียน’
ตอนแรกเขายังกังวลอยู่เลยว่าจูชีคงไม่อาจคัดลายมือให้ดีได้เร็วปานนั้น ทั้งยังไม่คิดจะให้จูชีฝึกคัดลายมือแบบที่ต้องใช้ทักษะมาก เพียงหาแผ่นหินและแบบคัดอักษรให้เขาฝึกฝน
คิดไม่ถึงเลยว่าความสามารถในการลอกเลียนแบบของจูชีจะเหนือล้ำเช่นนี้ หากต้องการให้เขาเขียนตัวอักษรแบบเรียบร้อยก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
แน่นอนว่าจูชีอาจคัดอักษรประเภทที่กอปรด้วยวรรณศิลป์และมีเอกลักษณ์ไม่ได้ไปชั่วชีวิตเลยก็เป็นได้
“นี่คือลายมือของเขา จูต้าเหนียงลองพิจารณาดู” อาจารย์เสินส่งกระดาษคัดลายมือทั้งปึกของจูชีมาตรงหน้าเย่อวี๋หราน แล้วกล่าวชมเชยว่า “บนเส้นทางบัณฑิต การคัดลายมือประกอบด้วยความเรียบร้อยและกฎเกณฑ์ ลายมือของซุ่นเต๋ออาจไม่เลิศล้ำ แต่ได้เปรียบตรงความเรียบร้อย”
พวกเขาไม่ได้ต้องการให้จูชี ‘เลิศล้ำ’ เพียงคัดให้ถูกต้องได้ก็พอแล้ว
“นี่คือลายมือของซุ่นเต๋อ?” เย่อวี๋หรานมองกระดาษคัดลายมือเหล่านั้นด้วยความพิศวง
เพราะนางคิดไม่ถึงเลยว่าระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่เดือน จูชีจะก้าวหน้าไปได้ขนาดนี้
นางนึกถึงตัวเองในชาติที่แล้ว นับแต่เริ่มหัดอ่านหัดเขียนก็ใช้เวลาไปหลายปี
นางเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกว่า จูซุ่นเต๋อเป็นคนสมองทึ่มผู้หนึ่งจริงหรือ?
ก่อนหน้านี้ที่นางพูดว่าจูซุ่นเต๋อไม่ใช่คนสมองทึ่ม แต่เป็นอัจฉริยะที่ยากจะพบพาน ความจริงก็คือ ‘โกหก’ คนอื่น นางเพียงไม่หวังให้จูซุ่นเต๋อต้องแบกรับคำปรามาสนี้ไปชั่วชีวิต แต่ตอนนี้…
บนโลกย่อมมีอัจฉริยะจำนวนหนึ่ง พวกเขาแตกต่างจากคนทั่วไป บ้างดูคล้ายคนทึ่ม บ้างดูคล้ายคนบ้า
หากปราศจากการฟูมฟักที่เหมาะสม พวกเขาก็คงกลายเป็นคนทึ่มหรือคนบ้าไปตลอดชีวิต แต่หากได้รับการฟูมฟักที่เหมาะสม พวกเขาก็จะกลายเป็นความน่าอัศจรรย์ของโลกใบนี้
“จูต้าเหนียง?” อาจารย์เสินเห็นเย่อวี๋หรานใจลอยจึงเรียกอยู่หลายครั้งหลายครา
เย่อวี๋หรานได้สติคืนมา เช็ดคราบน้ำตรงหางตาอย่างเปิดเผย นางลุกขึ้นแล้วโค้งกายคำนับอาจารย์เสินอย่างจริงจัง “อาจารย์เสิน ขอบคุณท่าน ซุ่นเต๋อโชคดียิ่งนักที่ได้พบอาจารย์เช่นท่านตั้งแต่ช่วงแรกของการศึกษา ขอบคุณ!”
อาจารย์เสินตกตะลึง แต่ในไม่ช้าเขาก็เข้าใจว่าเย่อวี๋หรานหมายความว่าอย่างไร เขาเอื้อมมือมาประคองเย่อวี๋หราน “เปล่าเลย คนที่สมควรกล่าวคำขอบคุณคือข้าต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะซุ่นเต๋อ ข้าคงไม่ได้รู้ว่าที่แท้ข้าเองก็เคยปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม มหาปราชญ์ขงจื่อกล่าวไว้ว่าการศึกษาไม่มีแบ่งแยก เดิมทีข้าคิดว่าตนเองทำได้ดีมาตลอด จนกระทั่งได้มาพบซุ่นเต๋อ ข้าจึงได้รู้ว่าข้ายังทำได้ไม่ดีพอ”
เขาลุกขึ้น เดินไปข้าง ๆ แล้วโค้งคำนับให้เย่อวี๋หรานอย่างจริงจัง
“ขอบคุณ!”
คำกล่าวขอบคุณนี้ทำให้เย่อวี๋หรานสัมผัสได้ถึง ‘จรรยาของวิญญูชน’ ได้ในขณะนั้นเอง
ฟ้ากอปรด้วยวัฏจักรที่ดำรงอยู่ตลอดกาล วิญญูชนพึงเอาอย่างฟ้า บากบั่นศึกษาโดยไม่เหนื่อยหน่าย แผ่นดินกว้างใหญ่โอบรับสรรพชีวิต วิญญูชนพึงเอาอย่างดิน สั่งสมคุญธรรมอยู่เป็นนิจจึงจะสามารถสำเร็จการใหญ่
วิญญูชนไม่สอพลอผู้มีอำนาจ ไม่อิงอาศัยผู้ทรงอิทธิพล ไม่เยินยอโฉมงาม ไม่เดียดฉันท์คนพิกลพิการ ไม่ครั่นคร้ามผู้แข็งแกร่ง ไม่รังแกคนอ่อนแอ คบหากัลยาณมิตร ชิงชังคนพาล เคารพผู้อาวุโส คุ้มครองผู้เยาว์ ปวงประชาร่มเย็น ขุนนางปฏิบัติราชการในหน้าที่ ยามลำบากไม่ลืมปณิธาน ยามรุ่งโรจน์ไม่สูญเสียคุณธรรม เหล่านี้คือจรรยาของวิญญูชน
เมิ่งจื่อ[1] กล่าวไว้ว่ายามไร้ชื่อให้ขัดเกลาศีลธรรมจรรยาของตน ยามมีชื่อให้สร้างคุณูปการแก่ใต้หล้า
มีวิญญูชนเช่นนี้เป็น ‘อาจารย์’ เย่อวี๋หรานเชื่อว่า วันหน้าต่อให้จูชีไม่อาจกลายเป็นบุคคลที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคม ก็ต้องเป็นผู้มีคุณธรรมความประพฤติดีงามแน่นอน
การมาเยือนครานี้ เย่อวี๋หรานได้อะไรกลับไปมากมายนัก
นางยังนำเส้นมันเทศมาฝากเสินต้าเหนียง เพื่อเป็นการขอบคุณที่อีกฝ่ายช่วยดูแลจูชี ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูซานตลอดมา
ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือสำนักศึกษา นางใช้เรื่องการเรียนของจูชีเป็นข้ออ้าง ทำให้ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าได้เรียนไปด้วยโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ผู้อื่นไม่ว่าอะไรสักคำ จึงนึกเกรงใจอยู่ครามครัน ถ้าถึงขั้นนี้แล้วยังไม่รู้จักสำนึกตอบแทนบุญคุณ เช่นนั้นก็หน้าไม่อายเกินไปแล้ว
“โธ่เอ๊ย เจ้าคนนี้นี่ มากี่ครั้งก็ยังเกรงใจกันอยู่นั่นแหละ ข้าไม่รู้แล้วว่าคราวหน้าควรให้เจ้ามาอีกไหม” เสินต้าเหนียงกุมมือเย่อวี๋หรานพลางกล่าวอย่างทั้งโมโหทั้งนึกขัน “ข้ารู้ว่าเจ้ายุ่งมาก ยากนักกว่าเจ้าจะมาหาสักครั้ง แต่พอเจ้ามาก็หอบข้าวของมาด้วย ต่อไปถ้ายังทำเช่นนี้อีก เจ้าก็ไม่ต้องมาแล้ว คนไม่รู้เรื่องคงคิดว่าข้าอยากได้ของกำนัลจากเจ้าน่ะสิ”
[1] เมิ่งจื่อ 孟子 มีชีวิตอยู่ราว 372 – 289 ปี ก่อน ค.ศ. เป็นนักคิดสายหรูเจีย (สำนักของขงจื่อ) นักการเมืองและนักการทหารสมัยจ้านกว๋อ (ยุครณรัฐ) แนวคิดของเขาถูกรวบรวมเอาไว้ในคัมภีร์เมิ่งจื่อ《孟子》