ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 414 ได้ผลผลิตมากกว่าเดิม
บทที่ 414 ได้ผลผลิตมากกว่าเดิม
หากเป็นเมื่อก่อน พวกเขาคงไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่เรื่องมันเทศหน้าหนาวทำให้พวกเขามองเห็นความหวัง และตระหนักถึงความสามารถของคนสกุลจู
“เห็นหรือยัง ต้นข้าวของพวกเขาใหญ่กว่าปกติอีกแน่ะ”
“ไม่เพียงใหญ่กว่าเท่านั้น พวกเจ้าดูยอดรวงสิ รวงข้าวโค้งต่ำกว่านาผืนข้าง ๆ เสียอีก พวกเจ้าลองนับดู แต่ละต้นจะต้องได้เมล็ดข้าวเยอะกว่านาผืนข้าง ๆ แน่นอน”
“แต่จะได้ผลเก็บเกี่ยวเท่าไหร่ เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วถึงจะรู้ได้ เพราะนาผืนข้าง ๆ มีต้นข้าวจำนวนมากกว่า แต่ของสกุลจูค่อนข้างบางตา…”
นาผืนข้าง ๆ ก็มีคนกำลังเกี่ยวข้าวอยู่พอดี
สองฝั่งเกี่ยวข้าวพร้อมกัน ในไม่ช้าความแตกต่างก็เผยออกมาให้เห็น
สกุลจูมีแรงงานมาก ที่นาก็มีเพียงไม่กี่หมู่ ผู้ชายหลายคนช่วยกันทำงาน ครึ่งค่อนวันผ่านไปก็เก็บเกี่ยวได้ไม่น้อยแล้ว
ไม่ต้องรอจนเกี่ยวข้าวเสร็จทั้งผืนนา เพียงเก็บเกี่ยวจนนาข้าวว่างไปแถบหนึ่ง แล้วลองเปรียบเทียบปริมาณข้าวในฟางโต่วของสองฝ่ายก็ได้คำตอบแล้ว
“เอ๋? ทำไมข้ารู้สึกว่านาของจูเหล่าโถวเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าเล่า?”
“บ้านจูเหล่าโถวคนเยอะ ไม่เห็นแปลกตรงไหน”
“ไม่ใช่สิ เจ้าดูต้นข้าวในนาพวกเขา แล้วสังเกตพื้นที่ที่ว่างลงดูสิ”
……
เมื่อทักท้วงเช่นนี้ก็มีคนสังเกตเห็น พื้นที่ว่างขนาดเท่ากัน กองต้นข้าวในนาผืนข้าง ๆ สูงกว่าเล็กน้อย แต่ระดับข้าวเปลือกในฟางโต่วกลับไม่เท่ากัน
ระดับข้าวเปลือกในฟางโต่วของบ้านจูเหล่าโถวสูงกว่าของอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด หรือก็คือครอบครัวจูเหล่าโถวเก็บเกี่ยวได้ผลดีกว่า
จูจยาก็สังเกตเห็นจุดนี้ เขาเดินเข้าไปกอบเอาข้าวเปลือกขึ้นมากำหนึ่งเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน
“ต้าเป่า เอ้อร์เป่า พวกเจ้ามาทางนี้ที ช่วยปู่นับดูซิว่าแต่ละฝั่งมีข้าวเปลือกกี่เมล็ด”
จูจยาไม่มั่นใจว่าตนเองจะนับได้ถูกต้องจึงเรียกต้าเป่าและเอ้อร์เป่ามาช่วยนับ
เย่อวี๋หรานเห็นคนมามุงดูเยอะเพียงนี้ก็ทราบว่าผลเก็บเกี่ยววันนี้ของครอบครัวตนเองคงปิดเอาไว้ไม่ได้ จึงคร้านจะไปสนใจ ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจชอบ
อย่างไรเสียเมื่อนางเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ดูจากตอนนี้ ปีหน้าคงยากที่พวกเขาจะไม่ทำตาม
ขอเพียงอยากปลูกตามก็ต้องมาพบนาง ตอนนั้นก็ถึงคราวนางพูดแล้ว
“หนึ่ง สอง สาม สี่…”
“หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก…”
ในไม่ช้าเสียงใสเจื้อยแจ้วของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็ดังกังวานไปทั่ว
สุดท้ายก็ได้ผลสรุป ข้าวเปลือกหนึ่งกำเหมือนกัน ของสกุลจูมีเพียงสองร้อยสิบหกเมล็ด ของผู้อื่นกลับมีมากกว่าถึงหนึ่งในสามส่วน
หรือก็หมายความว่า เพราะข้าวเปลือกของสกุลจูอวบอ้วนกว่า ค่อนข้างกินพื้นที่ ข้าวเปลือกของสกุลจูหนึ่งเมล็ดมีขนาดเท่าข้าวเปลือกของผู้อื่นสามเมล็ด
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
“ไม่หรอกมั้ง ต่างกันขนาดนั้นเชียว?!”
“ข้าดูด้วย ข้าขอดูด้วย ให้ข้าดูหน่อย”
“เอาข้าวเปลือกสองฝั่งมาเปรียบเทียบกันก็ทราบความต่างแล้ว”
“เอาต้นข้าวของสองฝ่ายมาเทียบกันก็ได้เหมือนกัน”
……
ต่างคนต่างเสนอความคิด ทุกคนทั้งตื่นเต้นและกระรือรือร้น ต้องการทราบคำตอบโดยเร็ว
พวกเขาถกเถียงกันว่า สรุปแล้ววิธีปลูกข้าวแบบใหม่ของสกุลจูหรือวิธีปลูกข้าวแบบดั้งเดิมดีกว่ากัน หากไม่ใช่เพราะตนเองยังต้องไปเกี่ยวข้าว พวกเขายังอยากปักหลักอยู่ในนาของสกุลจูดูคนเขาเกี่ยวข้าวตั้งแต่ต้นจนจบเลยทีเดียว
เย่อวี๋หรานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ไม่ต้องดูแล้ว พวกเจ้ายังจะเกี่ยวข้าวในนาตัวเองอยู่ไหม? รีบกลับไปเถอะ เก็บเกี่ยวได้เท่าไหร่ ตอนนี้พวกเจ้าก็ดูออกกันแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ดูออกที่ไหนกัน? พวกเจ้ายังเกี่ยวข้าวไม่เสร็จ จูต้าเหนียง พวกข้าช่วยเจ้าเกี่ยวข้าวนะ” เมื่อคำกล่าวนี้ดังขึ้น คนที่อยากมาช่วยก็มีไม่น้อย
ถึงอย่างไรก็แค่ที่นาหนึ่งหมู่ ทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ รับรองว่าวันเดียวก็ช่วยเจ้าเกี่ยวข้าวได้จนเสร็จ
รอจนถึงตอนที่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว พวกเขาก็ต้องยอมศิโรราบ ไม่ต้องรอให้นาผืนข้าง ๆ เกี่ยวข้าวจนเสร็จ ที่นาตัวเองหนึ่งหมู่เกี่ยวข้าวได้เท่าไหร่ในปีที่แล้ว พวกเขาจะจำไม่ได้เชียวหรือ?
สกุลจูได้ผลผลิตมากกว่าราวหนึ่งถึงสองตะกร้าไม้ไผ่ ยังมีอะไรให้ต้องพูดกันอีก?
จูจยาตัดสินใจทันที “ปีหน้า ข้าจะปลูกตามพวกท่าน”
ถึงจะได้ผลผลิตมากกว่าเดิมเพียงหนึ่งตะกร้าไม้ไผ่ ก็ยังถือว่าได้มากกว่าเดิมอยู่ดี หากกินอย่างประหยัด หนึ่งตะกร้าก็พอให้คนทั้งครอบครัวกินได้นานโข
ไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวที่ตาร้อน คนอื่นก็ตาร้อนด้วยเช่นกัน ต่างแย่งกันพูดว่า “จูต้าเหนียง ปีหน้าข้าก็จะปลูกตามท่าน”
“ใช่แล้ว ๆๆ จูต้าเหนียง ปีหน้าตอนท่านจะปลูกอย่าลืมบอกพวกข้าด้วยนะ”
“จูต้าเหนียง ท่านสบายใจได้ ท่านบอกอย่างไร พวกข้าก็จะทำเช่นนั้น ไม่คัดค้านแม้แต่นิดเดียว”
……
เลือดในกายเดือดพล่าน คนไม่น้อยหวังว่าเวลาจะสามารถไหลย้อนกลับ เช่นนี้ผู้ที่เกี่ยวข้าวได้มากกว่าเดิมหนึ่งตะกร้าสองตะกร้าก็เป็นครอบครัวตนเองแล้ว
หลี่ซื่อและหลินซื่อมาส่งน้ำถึงครึ่งทาง เห็นว่ามีคนจำนวนมากกำลังล้อมที่นาของครอบครัวตนเองอยู่ก็ต้องตกใจ
เมื่อพวกนางได้ยินว่าคนทั้งหลายมาทำอะไรกันก็พลันหัวเราะ “ฮ่า ๆๆๆ…แม่สามีข้าเป็นใครกัน เป็นคนธรรมดาเสียที่ไหน? ในอดีตท่านแม่เคยเป็นสาวใช้ในบ้านสกุลใหญ่มาก่อนเชียวนะ ได้ความรู้ติดตัวมาไม่น้อย เรื่องนี้จะสักแค่ไหนเชียว?”
“พวกเจ้ารอก่อน ปีหน้าจะต้องพาพวกเจ้าปลูกด้วยแน่นอน”
“แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะ เรื่องแบบนี้ก็เหมือนการเลี้ยงลูกนั่นแหละ กินข้าวเหมือนกันแต่กลับโตมาไม่เหมือนกัน ครอบครัวพวกข้าไม่อาจรับประกันได้ว่าพวกเจ้าปลูกออกมาแล้วจะได้ผลผลิตดีเท่าพวกข้า”
……
หลี่ซื่อฝีปากเป็นเลิศ ชั่วพริบตาก็ทำให้คนรอบข้างอารมณ์ดีได้แล้ว ขณะเดียวกันก็บอกชัดว่า พวกเราปลูกด้วยกันได้ ไม่เป็นไรเลย แต่ถ้าปลูกแล้วเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็อย่ามาโทษครอบครัวของข้าล่ะ
ถ้าถึงตอนนั้น สกุลจูปลูกได้สำเร็จ คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีปัญหา มีเพียงคนส่วนน้อยที่ปลูกแล้วเกิดปัญหา เช่นนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาของครอบครัวนางแล้ว แต่เป็นปัญหาของคนส่วนน้อยกลุ่มนั้น
นางยังเกลี้ยกล่อมว่า วิธีปลูกข้าวแนวทางใหม่นี้ดูแล้วเหมือนช่วยเพิ่มผลผลิต แต่รอบคอบไว้ก่อนจะดีกว่า เหมือนครอบครัวนางในปีนี้ก็เพียงทดลองปลูกบนที่นาผืนเล็ก ๆ
ทางที่ดีทุกคนก็ควรทำแบบนี้เช่นกัน แบ่งที่นาส่วนน้อยมาทดลองปลูกไปก่อน เมื่อชำนาญแล้วค่อยขยายพื้นที่เพาะปลูก
“ทำเรื่องพวกนี้ ไม่กลัวอับจนหนทาง กลัวก็แต่หลับหูหลับตาทำตามโดยขาดความเข้าใจ หลักการก็เหมือนการสร้างเรือนนั่นแหละ เมื่อจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาสร้างเรือน ใครบ้างไม่อยากเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากหน่อย เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะคนมีประสบการณ์ย่อมรู้ว่าจะรับมือปัญหาอย่างไร หากเป็นมือใหม่ก็คงต้องลองผิดลองถูกเอาใช่หรือไม่?”
เรื่องที่ปีนี้คนสกุลจูทำนาน้ำได้ผลผลิตมากกว่าเดิม ไม่ถึงยามฟ้ามืดก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านสกุลจู ทั้งยังกระจายไปสู่หมู่บ้านอื่น ๆ
ครอบครัวที่ทราบข่าวต่างก็อาศัยช่วงรับประทานมื้อเย็นมารวมตัวกันเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ครอบครัวจูเหล่าโถวคงอยู่ในช่วงขาขึ้นจริง ๆ สินะ ดูสิ ปลูกข้าวเหมือนกันแท้ ๆ พอพวกเขาเปลี่ยนวิธีปลูกก็ได้ผลเก็บเกี่ยวมากกว่าพวกเราถึงสองตะกร้า น่าอิจฉาจริง ๆ”
“ปีหน้า พวกเราก็ลองดูด้วยดีกว่า”
“ใช่ ต้องลองทำดู แต่สะใภ้สี่ของพวกเขาพูดว่า คนกินข้าวเหมือนกันแต่กลับโตมาไม่เหมือนกัน ให้แบ่งที่นาส่วนน้อยมาทดลองปลูกเสียก่อน อย่าปลูกขนานใหญ่โดยที่ยังไม่เข้าใจ อาจารย์ถ่ายทอดวิชาความรู้ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียน ทุกคนปลูกตามแนวทางเดียวกัน แต่จะปลูกได้ผลอย่างไรยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน”
“ที่พูดมาก็ถูก ถึงตอนนั้นต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน”
“ข้าคิดว่าเรื่องนี้ควรไปปรึกษาเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส พวกเขาน่าจะมีแผนการเกี่ยวกับเรื่องนี้” ภายในเรือนอีกหลัง ภรรยากล่าวกับคนเป็นสามีว่า “เจ้าลองคิดดู เรื่องมันเทศหน้าหนาว เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสยังจับตามองเสียขนาดนั้น เรื่องที่ครอบครัวจูเหล่าโถวเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมากกว่าเดิม เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสยังจะอยู่เฉยได้อย่างไร? เรื่องปากท้องเป็นเรื่องใหญ่นะ”
สามีพยักหน้า “อืม! ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็รอดูว่าเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสจะพูดอย่างไร อย่างไรเสียถึงตอนนั้น ทำตามเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสแล้วย่อมไม่ผิดพลาดแน่นอน”
“ข้าเองก็คิดแบบนี้”
……