ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 416 เก็บเด็กน้อยได้ที่หน้าประตูเรือน
บทที่ 416 เก็บเด็กน้อยได้ที่หน้าประตูเรือน
แต่เรื่องน่ายินดีก็ไม่ได้ดำรงอยู่นานนัก
เพราะในไม่ช้า คนที่ถูกลืมไปนานแล้วผู้นั้นก็กระโดดเข้ามาทำลายความน่ายินดีที่หาได้ยากนี้ไป
รุ่งสางวันนั้น ฟ้าเพิ่งสว่างรำไร เหล่าลูกสะใภ้สกุลจูตื่นแต่เช้าตรู่ขึ้นมาเตรียมอาหารเช้า ทำความสะอาดเรือนอย่างขมีขมัน
หลี่ซื่อเปิดประตูเรือนตั้งใจว่าจะออกไปเทน้ำ กลับพบเด็กหญิงสามคนนั่งอยู่หน้าประตูเรือน ทำให้นางตกใจไม่เบา
“หา?!”
“มีอะไรหรือ พี่สะใภ้สี่?” หลินซื่อเพิ่งปูเสื่อเสร็จ ได้ยินเสียงจึงร้องถาม
ไม่รู้ว่าเด็กหญิงผอมแห้งแต่งกายซอมซ่อสามคนอยู่ตรงนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว บนร่างถึงกับมีน้ำค้างจับ
เมื่อพวกนางเห็นว่ามีคนออกมาก็เงยหน้าขึ้นมอง ทว่าสายตาเหล่านั้นมองอย่างไรก็แฝงความขลาดเขลาอ่อนแออยู่หลายส่วน
หลี่ซื่อพินิจอยู่นาน แล้วก็ต้องร้อนใจขึ้นมา “เมียเจ้าห้า เจ้ารีบมาดูหน่อย ข้าดูอย่างไรก็รู้สึกว่าเด็กสามคนนี้คุ้นตาอยู่นะ?”
นางไม่ใคร่แน่ใจนัก เพราะครั้งล่าสุดที่เห็นหน้าก็ผ่านมานานแล้ว
อีกอย่างตอนนั้นมีแขกเหรื่อมาก นางเพียงเห็นแวบเดียวจึงไม่แน่ใจ
“เด็กอะไรกัน?” หลินซื่อเดินออกมาด้วยความสงสัย
ครั้นเด็กหญิงสามคนนั้นเห็นนางก็เอ่ยขึ้นอย่างขลาด ๆ “น้ารอง…”
“ต้ายา เอ้อร์ยา ซานยา พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?!” หลินซื่อตะลึงพรึงเพริด เพราะเด็กสามคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่คือลูกสาวสามคนของหลินต้าเม่ยพี่สาวของนางนั่นเอง
นางรีบเหลียวซ้ายแลขวา “แม่พวกเจ้าเล่า?”
เด็กหญิงทั้งสามผลักกันไปผลักกันมา แต่ไม่มีใครกล้าพูด
“แม่พวกเจ้าเล่า?” หลินซื่อคาดคั้น
สุดท้ายต้ายาจึงเป็นคนกล่าวขึ้นอย่างขลาด ๆ “ท่านแม่…ท่านแม่พาพวกข้ามาส่งที่นี่แล้วก็จากไป”
“ไปแล้ว?!” หลินซื่อตกใจ “มาส่งแล้วก็จากไป หมายความว่าอย่างไร?”
“คงไม่ใช่ว่าแม่พวกนางไม่ต้องการพวกนางแล้วหรอกนะ?” หลี่ซื่อได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวขึ้นจากข้าง ๆ
“เป็นไปไม่ได้ พี่สาวข้าจะใช้ไม่ได้แค่ไหนก็ไม่มีทางทำแบบนี้ ทิ้งลูกสาวตัวเองไปไม่ไยดี นี่เป็นเรื่องที่คนทำออกมาได้ด้วยหรือ?” หลินซื่อปฏิเสธทันควัน
หลี่ซื่อเลิกคิ้วกล่าวว่า “ผู้ใดจะไปรู้? พี่สาวคนโตของเจ้าเป็นคนแบบนั้น พูดยาก”
หลินซื่ออยากจะเชื่อ แต่ในไม่ช้านางก็ได้รับคำตอบที่ไม่อยากจะได้รับจากปากของเด็กทั้งสามคน พวกนางถูกหลินต้าเม่ยทอดทิ้งแล้วจริง ๆ
“ท่านแม่ให้พวกข้าเลือกระหว่างกลับเรือนท่านย่ากับมาที่นี่”
“ท่านแม่จะไปกับผู้ชายคนนั้น ไม่ต้องการพวกเราอีกแล้ว”
“น้ารอง ขอร้องท่านแล้ว อย่าส่งพวกข้ากลับไปเลยนะ ท่านย่ามีหลานชายแล้ว ท่านย่าไม่ต้องการพวกข้าอีกแล้ว ถ้าท่านส่งพวกข้ากลับไป พวกข้าก็คงถูกขายออกไปแน่นอน”
“ฮือ ๆๆ…น้ารอง พวกข้ากินน้อย ทำงานได้ ท่านรับพวกข้าไว้เถอะนะเจ้าคะ”
……
ไม่รู้เหมือนกันว่าความกล้านั้นมาจากที่ใด เด็กสามคนนั้นคุกเข่าลงตรงหน้าหลินซื่อ ขอร้องให้อีกฝ่ายรับพวกนางไว้
พวกนางทราบว่านั่นเป็นทางรอดเดียวของตนเอง
หลินต้าเม่ยไม่ต้องการพวกนางอีกแล้ว กระทั่งห่อผ้ายังไม่เตรียมให้ มาส่งไว้ที่นี่แล้วคนก็หายตัวไป
หลังจากหลี่ว์ต้าซุ่นแต่งงานกับหม่าซานเหนียง หม่าซานเหนียงก็คลอดลูกชายตัวอวบอ้วนให้เขาคนหนึ่ง
คราวนี้ดีนัก เมื่อมีลูกชายแล้ว ต้ายา เอ้อร์ยา และซานยาที่เดิมทีก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในครอบครัวอยู่แล้วยิ่งไร้ตัวตนเข้าไปใหญ่ ถูกด่าว่าเป็นของไร้ค่าที่เลี้ยงเสียข้าวสุก
ทว่าในความจริงแล้ว ตั้งแต่เดินได้ พวกนางก็ต้องตักน้ำ กวาดพื้น ตัดหญ้าเลี้ยงหมู ทำงานหนักตัวเป็นเกลียว
แต่อายุยังน้อย จะยังทำได้ไม่เรียบร้อยก็เป็นเรื่องปกติ
ทว่ามารดาของหลี่ว์ต้าซุ่นไม่คิดเช่นนั้น คว้าไม้เรียวมาได้ก็ฟาดใส่เด็กน้อยทั้งสามคน ตีไปด่าไป “นังเด็กผีทวงหนี้ที่สมควรตาย งานแค่นี้ก็ทำให้ดีไม่ได้ ข้าจะเลี้ยงเจ้าไปเพื่ออะไร? รู้จักแต่กินข้าว ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย…”
ถูกตีจนร่างเขียวม่วงเป็นจ้ำ ๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ ถ้ายังมีข้าวให้กิน พวกนางก็จะอดทนเอาไว้
ทว่าคนทำงานหนักที่สุด แต่ได้กินน้อยที่สุดกลับเป็นพวกนาง
โจ๊กถ้วยเดียวที่ใสจนเห็นก้นถ้วย พวกนางพี่น้องสามคนแบ่งกันกิน เพิ่งลงท้องไปได้ไม่เท่าไหร่ เข้าห้องสุขาไปรอบเดียวก็หิวอีกแล้ว พวกนางไร้ทางเลือก ได้แต่อาศัยช่วงที่ออกไปทำงานข้างนอกเก็บผักป่าผลไม้ป่ามาประทังชีพ ขอเพียงเป็นสิ่งที่สามารถกินโดยไม่ต้องปรุงสุกได้ พวกนางก็จะยัดเข้าปากทันที
นอกจากกินเองแล้ว ยังรู้จักแบ่งให้พี่น้องอีกสองคนกินด้วย
“หมายความว่าอย่างไร พี่สาวเจ้าไม่ต้องการพวกนางแล้วก็เอามาทิ้งไว้ที่นี่ ครอบครัวพวกเรายังต้องใช้ชีวิตต่อไปอีกไหม?” ครั้นหลิวซื่อได้ยินว่าในเรือนจะมีปากท้องเพิ่มขึ้นมาอีกสามคนก็โมโหทันที “อาศัยอะไร?! เป็นสะใภ้สกุลจูเหมือนกัน พวกเจ้าคนสกุลหลินทำไมถึงมีอภิสิทธิ์กว่าคนอื่น? น้องสาวสองคนนั้นก็เอามาให้สกุลจูเลี้ยง หลานสาวที่พี่ใหญ่เจ้าไม่เอาแล้วยังจะกระเตงมาให้สกุลจูเลี้ยงอีก เจ้าเห็นสกุลจูเป็นอะไรงั้นหรือ?!”
ต้ายา เอ้อร์ยา และซานยาเพิ่งเข้ามาในเรือนก็ถูกทำให้ตกใจจนหลบไปอยู่หลังหลินซื่อ กลัวว่าจะถูกตี “อย่าตีข้า อย่าตีข้า…”
หลินซื่อรีบปลอบพวกนาง “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร ไม่มีใครตีพวกเจ้าหรอก ไม่ต้องกลัว”
แล้วหันกลับมาโต้คารมกับหลิวซื่อ
“ท่านหมายความว่าอย่างไร? น้องสาวข้ามาอาศัยสกุลจูก็จริง แต่พวกนางไม่ได้ทำงานงั้นหรือ? งานแต่ละอย่างที่ท่านทำ พวกนางไม่เคยช่วยเลย?”
“ทำชาด ย้อมผ้า ซักผ้า กวาดพื้น…ตอนที่เจ้าทำไม่ไหว พวกนางก็ช่วยเจ้าด้วยไม่ใช่หรือไร?”
……
เป็นจริงดังนั้น หลังจากหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยเข้ามาอาศัยในสกุลจู ภาพที่เห็นก็คืออยู่ด้วยกันกับจูปาเม่ย
สำหรับเด็กสาวทั้งสามคน หากเย่อวี๋หรานสามารถปฏิบัติอย่างเท่าเทียมได้ก็จะพยายามให้เท่าเทียมกันให้ได้มากที่สุด อาหารที่ได้กิน เสื้อผ้าที่สวมใส่ ไม่เคยจะปฏิบัติต่อพวกนางอย่างไม่เป็นธรรม
หากใช้คำพูดของหลินซื่อมาอธิบายก็คือ “ท่านแม่ ท่านช่างดีต่อพวกนางจริง ๆ เจ้าค่ะ พอพวกนางเติบใหญ่ขึ้นแล้วจะต้องกตัญญูต่อท่านแน่นอน เมื่อก่อนตอนอยู่เรือนสกุลหลินยังมีชีวิตไม่สุขสบายเท่าตอนอยู่เรือนสกุลจูด้วยซ้ำ พวกนางเรียกท่านว่าท่านป้า แต่ความจริงก็คือเห็นท่านเป็นแม่แล้ว…”
แน่นอนว่าถึงอย่างไรหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยก็ไม่ใช่คนสกุลจู ย่อมไม่อาจทำเหมือนจูปาเม่ยไปเสียทุกอย่าง
เป็นต้นว่าปกติแล้วตอนที่จูปาเม่ยทำงานเรือน นึกอยากแอบอู้ตอนไหนก็ทำ คนอื่นบ่นให้นาง นางก็กล้าสวนกลับ แต่เมื่อเป็นหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยกลับไม่เหมือนกัน ขอเพียงเป็นงานที่พวกนางสามารถทำได้ ส่วนใหญ่แล้วใครเรียกให้ไปทำอะไรก็จะทำให้โดยไม่อิดออด
เมื่อเรือนหลังใหม่ของสกุลจูสร้างเสร็จแล้ว จูปาเม่ยก็สามารถเข้าไปอยู่ในเรือนหลังใหม่ แต่หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยทำไม่ได้ พวกนางทำได้เพียงแออัดกันอยู่ในเรือนหลังเก่า ถูกจัดสรรให้อยู่ในห้องที่เล็กที่สุด
ทว่าพวกนางสองคนรู้จักซาบซึ้งบุญคุณ รู้จักทะนุถนอมชีวิตที่ได้มาอย่างไม่ง่ายดายนี้ จึงไม่เคยจะตัดพ้อน้อยใจ พึงทราบว่าหากไม่อยู่ที่เรือนสกุลจู ถ้ายังอยู่ที่เรือนสกุลหลิน ความเป็นอยู่คงจะเทียบกับตอนนี้ไม่ได้เลยสักนิด
หลินซื่อก็ตระหนักถึงจุดนี้ดี ปกติยามหลิวซื่ออาศัยว่าตนเองเป็นผู้อาวุโส เรียกใช้งานน้องสาวสองคนของนาง ขอเพียงไม่ทำจนเกินไป นางก็จะลืมตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่ง
แต่ตอนนี้หลิวซื่อกลับยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเนี่ยนะ?!
หลินซื่อย่อมอยู่เฉยไม่ไหว แต่ยกเรื่องที่ไม่เคยเอ่ยถึงในยามปกติขึ้นมาพูดเสียเดี๋ยวนั้น “ท่านคิดว่าท่านมีสิทธิ์พูดงั้นเรอะ? ท่านแม่ให้ท่านกวาดพื้น ตัวท่านเองคร้านจะทำ ก็หันมาเรียกน้องสาวสองคนของข้าไปทำ ข้าได้พูดอะไรไหม? น้อง ๆ ข้าเคยพูดอะไรด้วยหรือ? พวกข้าไม่พูดอะไรสักคำ พวกนางทำงานให้ท่านแล้ว ยังจะกินข้าวกับท่านไม่ได้เชียวหรือ? ท่านเคยแบ่งให้ไหม? ท่านเคยกินน้อยลงด้วยหรือ?”
“ผู้ใดพูด? ตาข้างไหนของเจ้าที่เห็นงั้นหรือ? ข้าเคยเอางานตัวเองให้น้องสามน้องสี่ของเจ้าทำตอนไหนกัน? ข้าไม่เคยหรอกนะ” คำพูดนั้นกล่าวขึ้นมาต่อหน้าเย่อวี๋หราน หลิวซื่อย่อมไม่กล้ายอมรับ จึงปฏิเสธไปทันที
พูดเป็นเล่นไป ถ้ายอมรับแล้ว นางจะไม่กลายเป็น ‘สะใภ้จอมเกียจคร้าน’ ในสายตาแม่สามีไปหรอกหรือ?
สะใภ้จอมเกียจคร้านยังจะมีจุดจบที่ดีได้หรือ?
ตอนนี้นางยังไม่มีลูก ถ้ายังได้ชื่อว่าเป็น ‘สะใภ้จอมเกียจคร้าน’ อีก นางยังจะมีชีวิตต่อไปอยู่ไหม?