ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 418 วางแผนไว้นานแล้ว
บทที่ 418 วางแผนไว้นานแล้ว
หลิวซื่อไม่ได้ตั้งรับไว้ก่อน จึงถูกถีบเข้าโครมใหญ่ แต่ตอนนั้นนางไม่กล้าทะเลาะกับจูเอ้อร์เลยสักนิด
ตั้งแต่ได้ยินคำว่า ‘แยกเรือน’ สองคำนี้ นางก็กระสับกระส่ายว้าวุ่นใจอย่างยิ่ง
“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าโขกศีรษะขอขมาท่านแล้ว ท่านแม่ อย่าแยกเรือนเลยนะเจ้าคะ…ถ้าท่านแยกเรือนแล้วคนลือกันออกไปว่าเป็นเพราะลูกสะใภ้วิวาทกัน วันหน้าข้ายังจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไรเจ้าคะ?” นางคุกเข่าลงร่ำไห้
หลินซื่อตกตะลึง คุกเข่าตามมาด้วยคนพลางขอร้องว่า “ฮือ ๆ…ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าทะเลาะกันอีกแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านอย่าไล่ข้าออกไปเลยนะเจ้าคะ ถ้าไปจากเรือนสกุลจูแล้ว ข้ายังจะไปที่ไหนได้อีก?”
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยก็คุกเข่าตามมาเช่นกัน แต่พวกนางไม่กล้าพูดอะไรออกมา ทำได้เพียงร่ำไห้ไปด้วยกันกับหลินซื่อ
หลิ่วซื่อก็ถูกจูต้าดุด่าด้วยเช่นกัน แต่เวลานั้นนางไม่ได้สนใจเรื่องทำผิดหรือไม่ผิดแต่อย่างใด ความคิดนางขาวโพลนไปหมด นึกไม่ออกเลยว่าหากแยกเรือนออกไปแล้ว นางควรทำอย่างไร?
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ายังรอเรียนหนังสืออยู่ที่ตำบล หากแยกเรือนกันแล้ว พวกเขายังจะได้เรียนอยู่ไหม?
นางรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบถล่มลงมา
ขณะที่หลี่ซื่อกังวลว่า ถ้าแยกเรือนกันแล้ว การค้าของนางยังจะทำต่อไปได้ไหม? นางยังเฝ้าฝันว่าจะได้หาเงินต่อไป เก็บเงินเอาไว้ส่งซานเป่าและซื่อเป่าไปเรียนที่สำนักศึกษา ไปเป็นบัณฑิตเหมือนจูชีอยู่เลยนะ
ถ้าไม่สามารถค้าขายต่อไปได้แล้ว ก็คงไม่ได้เรียนไปด้วยน่ะสิ?
ความวุ่นวายในลานเรือนถูกคำว่า ‘แยกเรือน’ ทำให้สะท้านสะเทือนประหนึ่งวันโลกาวินาศมาเยือนก็ไม่ปาน
เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าทั้งน่าขันและจนปัญญา “พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเสียเปรียบ ถูกคนอื่นเอาเปรียบไม่ใช่หรือ? แยกเรือนกันได้ก็ดีเลย ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างกิน ผู้ใดก็มาเอาเปรียบเจ้าไม่ได้อีกแล้ว แล้วทำไมพวกเจ้าแต่ละคนกลับไม่อยากแยกเรือนเสียเล่า?”
หลี่ซื่อรีบเอ่ยว่า “ท่านแม่ ข้าไม่ยอมรับคำพูดนี้ของท่านหรอกนะเจ้าคะ เมื่อครู่นี้คนที่ทะเลาะกันคือพี่สะใภ้รองกับน้องสะใภ้ห้าต่างหาก ไม่ใช่พวกข้าเสียหน่อย”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งโมโห ด่าพี่สะใภ้รอง ด่าน้องสะใภ้ห้าไปเถอะ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แต่ท่านกลับทำโทษทุกคนไปด้วยเช่นนี้ ลูกน้อยใจแล้วนะ…” จูซื่อเข้ากับภรรยาได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย รีบรับไม้ต่อทันที “ข้ากับหรูตงว่าง่ายมาตลอด ท่านแม่ให้ทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่เคยอิดออด”
“ท่านแม่ ท่านอย่าโมโห ข้ารู้ว่าเหลียนฮวาทำไม่ถูก ในเมื่อนางทำไม่ถูก ท่านควรลงโทษนางอย่างไรก็ลงโทษอย่างนั้น จะต่อว่าทุบตีหรือลงโทษอย่างไรนางก็รับได้ทั้งนั้น ไม่กล้าตัดพ้อสักคำ” จูอู่ไปคุกเข่าข้างกายหลินซื่อด้วยใจเต้นรัว โขกศีรษะให้เย่อวี๋หราน “ความผิดทั้งหมดเป็นเพราะลูกไม่ดีเอง ข้าไม่ได้สั่งสอนเหลียนฮวาให้ดี ต่อไปลูกจะต้องเข้มงวดกวดขันต่อเหลียนฮวา ไม่ปล่อยให้นางทำให้ท่านแม่โกรธอีกแล้วขอรับ…”
แม้จูต้าและจูเอ้อร์จะพูดจาไม่ค่อยเป็น แต่ก็ตระหนักถึงความหนักหนาของเรื่องนี้ รีบประสานเสียงสนับสนุน “ใช่แล้ว ท่านแม่ ท่านอย่าโกรธเลยขอรับ ใครทำอะไรไม่ถูก ควรสั่งสอนอย่างไรก็สั่งสอนอย่างนั้น แต่ไม่อาจแยกเรือนได้โดยเด็ดขาด”
……
เย่อวี๋หรานทราบว่าสมัยโบราณยึดถือหลักการบิดาเมตตาบุตรกตัญญู ครอบครัวกลมเกลียว คำว่า ‘แยกเรือน’ นี้ นอกจากจะมีสาเหตุพิเศษจำเพาะ ปกติก็จะไม่ใช้กันง่าย ๆ
ตอนแรกที่เจ้าของร่างเดิมยืนกรานจะ ‘แยกเรือน’ ก็ต้องแบกรับคำปรามาสไม่น้อย
“ข้าพูดประโยคเดียว พวกเจ้าตอบกลับมาเป็นสิบประโยค ยังจะให้ข้าพูดอยู่ไหม?” เย่อวี๋หรานกุมขมับ
เรื่องที่นางอยากแยกเรือนนั้นไม่ได้เพิ่งคิดมาวันสองวันนี้ ทว่าสกุลจูไม่มีเงิน มีเรือนอยู่เพียงสองหลัง แยกเรือนออกไปก็ไม่มีที่ทางให้หยั่งเท้า ไม่อย่างนั้นนางคงแยกพวกเขาออกไปนานแล้ว
“ท่านแม่ ท่านพูด ท่านพูด ท่านพูดได้เลยขอรับ…” จูซื่อรีบบอกให้ทุกคนหยุดปาก ให้เย่อวี๋หรานเป็นคนพูด
เย่อวี๋หรานมองคนเกือบทั้งครอบครัวที่กำลังคุกเข่าอยู่แล้วก็ทอดถอนใจ “โบราณกล่าวไว้ได้ดี ต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งก้าน บุตรชายเติบใหญ่แล้วแยกเรือน นี่เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ข้าเองก็ไม่ได้จะโทษพวกเจ้า ทุกคนทำงานร่วมกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ทั้งยังอาศัยอยู่ในเรือนหลังเดียวกัน จะมากน้อยก็คงมีกระทบกระทั่งกันบ้าง เป็นเรื่องปกติมาก ข้ากลัวก็แต่ว่ากระทบกระทั่งกันมากเข้า ความขัดแย้งสั่งสม ความผูกพันระหว่างพวกเจ้าสุดท้ายแล้วก็พลอยถูกกระทบกระทั่งออกไปจนหมด”
“ท่านแม่ ไม่มีเรื่องเช่นนั้นหรอกขอรับ พวกข้ายังสนิทกันอยู่นะ” เหล่าลูกชายสกุลจูรีบโอบไหล่กันทันทีเพื่อพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของพวกเขาดีปานใด
กระทั่งหลิวซื่อและหลินซื่อยังจับมือกัน บอกว่าพวกนางแค่โกรธกันชั่วคราวเท่านั้น ทะเลาะกันเสร็จก็คืนดีกันแล้ว
“ทะเลาะก็ส่วนทะเลาะ ทะเลาะเสร็จแล้วพวกข้าก็ยังเป็นพี่น้องสะใภ้กันอยู่ดีเจ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ พวกข้าก็แค่ทะเลาะกันไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้มีอะไรเกินกว่านั้นหรอกนะเจ้าคะ”
……
เห็นทุกคนสามารถทำถึงขั้นนี้เพื่อเอาใจตนเอง เย่อวี๋หรานก็ดีใจยิ่ง เพราะนี่แสดงว่าการสั่งสอนของนางในยามปกตินั้นมีผลสัมฤทธิ์อยู่บ้าง
แม้ต่างคนต่างมีความคิดอ่านของตนเอง แต่เมื่อปฏิบัติอย่างเท่าเทียม พวกเขาก็ไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจปานนั้น ครั้นจิตใจสงบคนก็เป็นมิตรยิ่งขึ้น
“ฟังข้าพูดให้จบก่อน” เย่อวี๋หรานยกมือบอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบ “ถึงอย่างไรก็ต้องแยกเรือน แต่ไม่ใช่การแยกเรือนอย่างที่พวกเจ้าเข้าใจ ทั้งยังไม่ได้จะแยกเรือนกันตอนนี้ ข้าแค่อยากบอกพวกเจ้าเอาไว้ก่อน เรือนหลังใหม่ที่ข้าสร้างมาหลังนั้นก็เพื่อใช้เป็นสถานที่พักพิงยามแก่เฒ่าของแม่กับพ่อพวกเจ้า ส่วนพวกเจ้า…”
นางเว้นช่วงไปเล็กน้อย สายตากวาดผ่านลูกสะใภ้ไปทีละคน “ข้าให้พวกเจ้ามีเงินส่วนตัวได้ ไม่ใช่เพื่อให้พวกเจ้ามีกินดีกว่าเดิม ได้สวมเสื้อผ้าดีกว่าเดิม หรือเพื่อให้จุนเจือบ้านเดิมของพวกเจ้า ข้าให้พวกเจ้าถือเงินเอาไว้ก็เพราะหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถเก็บเงินสร้างเรือนของตัวเอง จากนั้นก็แยกออกไปจากเรือนนี้ ต่างคนต่างอยู่กับครอบครัวของตัวเอง”
การบอกกล่าวอย่างชัดเจนเช่นนี้นับว่าเป็นคราแรก
ด้วยเหตุนี้เหล่าลูกชายและลูกสะใภ้สกุลจูจึงเบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อ ไม่กระมัง ท่านแม่วางแผนไว้แบบนี้ตั้งนานแล้ว?!
จูเหล่าโถวเองก็รู้สึกเหนือความคาดหมายอย่างมาก เพราะเย่อวี๋หรานไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้กับเขามาก่อน
“เรือนหลังเดิมเป็นของส่วนกลาง ก่อนที่พวกเจ้าจะเก็บเงินจนสามารถสร้างเรือนหลังใหม่ได้ พวกเจ้าสามารถพักอยู่ในเรือนหลังใหม่ได้ตามสบาย แต่เมื่อพวกเจ้าเก็บเงินได้แล้ว สามารถสร้างเรือนหลังใหม่ ข้าก็หวังว่าพวกเจ้าจะย้ายออกไปอยู่กันเอง ออกไปอยู่ตามลำพังก็มีข้อดีอยู่ พวกเจ้าสามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้เอง อยากกินอะไรก็กิน อยากนอนหรือตื่นนอนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีผู้ใดมาเจ้ากี้เจ้าการพวกเจ้า”
“แน่นอน ถ้าวัน ๆ พวกเจ้าเอาแต่อู้ ไม่ทำงานทำการ ไม่มีใครส่งอาหารให้พวกเจ้า ต้องอดอยากก็โทษคนอื่นไม่ได้”
“ลงแรงเท่าไหร่ ได้กินเท่าไหร่ หาเงินได้มากแค่ไหน ล้วนขึ้นอยู่กับพวกเจ้าทั้งสิ้น”
“พวกเจ้าอาจพูดว่าที่นาของครอบครัวไม่พอให้จัดสรรปันกัน แต่พวกเจ้าเก็บเงินสร้างเรือนหลังใหม่ได้แล้ว ยังจะหวังให้ข้าแบ่งที่นาให้พวกเจ้าด้วยหรือ พวกเจ้าซื้อเองก็ได้นี่นา เรือนที่สร้างเองเป็นของพวกเจ้า ที่ดินที่ซื้อเองก็เป็นของพวกเจ้า มีเพียงส่วนกลางเท่านั้นที่ยังคงเป็นของส่วนกลางอยู่…”
ความคิดของเย่อวี๋หรานเรียบง่ายยิ่งนัก เพียงแยกเรือนอยู่แต่ไม่ได้แยกครอบครัว
เมื่อเงินในมือพวกเขามีมากขึ้นเรื่อย ๆ การสร้างเรือนหลังใหม่เพื่อย้ายออกไปอยู่ตามลำพังหรือเก็บเงินซื้อที่นาก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด เรื่องอื่น ๆ ก็ว่ากันตามกฎเดิม เป็นต้นว่าหลี่ซื่อยังคงดูแลเรื่องค้าขายของสกุลจูต่อไป เช่นนั้นใครที่เอาเงินมาร่วมด้วยก็ได้รับปันผล ทรัพย์สินส่วนตัวของใครก็เป็นของคนนั้น ของส่วนกลางก็ยังเป็นของส่วนกลาง ไม่อาจขาดไปแม้แต่นิดเดียว
ส่วนกลางอยู่ในความดูแลของเย่อวี๋หราน เช่นนั้นเมื่อนางใช้เงินส่วนกลางสร้างเรือน ซื้อที่ดินหรือทำกิจการอย่างอื่น เหล่านั้นก็คือ ‘ของส่วนกลาง’
สิ่งที่เป็นของส่วนกลาง ในอนาคตนางอยากยกให้ใครก็ให้คนผู้นั้น ผู้ใดจะคัดค้านก็ไม่มีประโยชน์
ทุกคน “…”
มิน่าเล่าก่อนหน้านี้ท่านแม่ถึงสนับสนุนให้พวกเขาเก็บเงินไว้ให้มาก สร้างเรือนของตนเอง ที่แท้ก็เพื่อแยกเรือนนี่เอง?!
แต่เพราะเหตุใดพวกเขาจึงรู้สึกกระเหี้ยนกระหือรือขึ้นมาเสียแล้วเล่า?