ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 422 พี่น้องร่วมใจ
บทที่ 422 พี่น้องร่วมใจ
“ไม่ได้ พวกเจ้าสองคนยังต้องสะสมสินเดิมอยู่” หลินซื่อปฏิเสธทันที “โดยเฉพาะเจ้า ซานเม่ย เจ้าโตกว่าปาเม่ย อีกสองสามปีก็ต้องดูตัวแล้ว ถ้าพวกเจ้าไม่เก็บสินเดิมเอาไว้มากหน่อย อีกทั้งยังเป็นลูกสาวกำพร้าแม่ ไม่มีบ้านเดิมคอยสนับสนุน คงไม่มีใครเต็มใจแต่งกับเจ้าแล้ว”
นางคิดถึงตอนที่ตนเองดูตัวในปีนั้น
ตอนนั้นพี่สาวคนโตของนางออกเรือนไปแล้ว แม่เฒ่าหลินเป็นคนเลือกสามีให้พี่สาวนาง สินสอดของสกุลหลี่ว์และสินเดิมของเจ้าสาวถูกแม่เฒ่าหลินฮุบเอาไว้ทั้งหมด
แน่นอนว่าคนสกุลหลี่ว์ไม่พอใจอย่างมาก การปฏิบัติต่อพี่สาวของนางเมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนสกุลหลี่ว์แล้วย่อมไม่มีทางดีไปได้
เมื่อต้ายาและเอ้อร์ยาคลอดออกมาแล้ว การปฏิบัตินั้นก็มีแต่จะยิ่งแย่ลง กระทั่งหลี่ว์ต้าซุ่นที่เดิมทียังเห็นแก่รูปโฉมของนางก็พลอยหมดใจ
ข่าวที่ถูกฮุบสินสอดและสินเดิมเอาไว้แพร่ออกมาก่อน ตามด้วยข่าวร้ายเรื่องหลินต้าเม่ยคลอดเพียงลูกสาว ไม่คลอดลูกชาย กอปรกับเรื่องที่หลินหมู่ไม่ได้คลอดลูกชายให้สกุลหลิน ทำให้การดูตัวของหลินซื่อเป็นไปอย่างยากลำบาก
ถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ก็แล้วไปเถอะ กระทั่งแต่งให้พ่อม่ายก็ยังไม่มีใครต้องการ
หลินซื่อที่ถูกสถานการณ์บีบคั้นจำต้องคิดหาวิธีการ นางตัดสินใจพุ่งเป้าไปที่ครอบครัวสกุลจูที่มีมารดาร้ายกาจ ให้ความสำคัญกับลูกสาวมากกว่าลูกชาย
ประจวบเหมาะยิ่งนัก ลูกชายคนที่ห้าของสกุลจูอยู่ในวัยเหมาะสมกันพอดี
ตอนนั้นนางเองนับว่าลำบากมากแล้ว คิดไม่ถึงว่ามาถึงรอบของหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย สถานการณ์ยังลำบากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
โบราณกล่าวไว้ สตรีห้าลักษณะนี้ไม่พึงแต่ง หนึ่งคือบุตรสาวคนโตที่มารดาล่วงลับไปก่อนกาลอันควร สองคือสตรีที่คนในครอบครัวเป็นโรคร้ายถ่ายทอดถึงกันได้ สามคือสตรีที่คนในครอบครัวต้องโทษ สี่คือสตรีที่ครอบครัววุ่นวาย และห้าคือสตรีดื้อรั้นอกตัญญู
แม้หลินซานเม่ยจะเป็นลูกสาวคนที่สาม แต่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ลูกสาวกำพร้าแม่’ ย่อมชวนให้คนไม่ชมชอบอยู่ไม่มากก็น้อย
บ้านเดิมปราศจากพี่น้องผู้ชายสนับสนุน ตอนออกเรือนก็เป็นไปได้ว่าจะไม่มีสินเดิม มารดาและพี่สาวล้วนไม่อาจให้กำเนิดลูกชาย ทั้งยังมีแม่เฒ่าหลินที่รับมือได้ยากเป็น ‘บ้านแม่ยาย’ อีกต่างหาก…
ปัจจัยเหล่านี้เมื่อหยิบขึ้นมาพิจารณาแล้ว มีข้อไหนไม่ชวนให้หักคะแนนบ้าง?
หลินซื่อจะกังวลเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
“แต่ว่าพี่รอง ท่านเองก็ลำบากเหมือนกันนี่เจ้าคะ” หลินซานเม่ยตาแดงก่ำ “ตอนแรกท่านตั้งครรภ์ให้สกุลจูแล้ว แต่กลับต้องแท้ง ฐานะของท่านในสกุลจูยังไม่มั่นคงก็มีข้ากับน้องสี่มาเป็นภาระเสียแล้ว ตอนนี้ยังต้องเลี้ยงอีกสามคน…ไม่แปลกที่จูต้าเหนียงจะโกรธ จูต้าเหนียงไม่ไล่ท่านออกไปจากสกุลจูก็นับว่าดีต่อสกุลหลินของพวกเรามากแล้วนะเจ้าคะ”
“พี่รอง พี่สาม พวกท่านไม่ต้องแย่งกันแล้ว ให้ข้าเลี้ยงเถอะเจ้าค่ะ ข้าอายุยังน้อย ออกเรือนช้าสักหน่อยก็ได้ แค่สะสมสินเดิมได้ช้าลงสักนิด ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ…” หลินซื่อเม่ยกล่าวขึ้น ขอบตาแดงเรื่อ
ครั้นเห็นน้องสาวสองคนรู้ความเช่นนี้ หลินซื่อก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก นางโอบน้องสาวเข้ามาในอ้อมอก “ไม่ต้องแย่งกันแล้ว พวกเราเลี้ยงด้วยกันเถอะ ถึงตอนนั้นถ้าน้องสามจะออกเรือน พวกเราก็ช่วยกันออกสินเดิมให้ พอถึงคราวน้องสี่ พวกเราค่อยหามาใหม่…จะลำบากแค่ไหน ขอเพียงพวกเราพี่น้องร่วมใจ จะต้องแก้ไขได้แน่นอน”
“อื้ม!” หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยพยักหน้าทั้งน้ำตา
แต่เพียงพยักหน้าเสร็จ พวกนางก็ต้องหนักใจกับอีกเรื่องเสียแล้ว
“พี่รอง ท่านจะไปเจรจากับสกุลหลี่ว์อย่างไรหรือเจ้าคะ? คราวนี้จูต้าเหนียงโกรธแล้ว ไม่อยากยุ่งเรื่องนี้ ท่านไปคนเดียว ท่านคิดไว้หรือยังว่าจะพูดอย่างไร?”
“ข้าไม่รู้ ข้ายังไม่ได้คิดเลย…”
“พี่รอง ข้ามีวิธีการเจ้าค่ะ แต่อาจต้องลำบากท่านสักหน่อยแล้ว” หลินซื่อเม่ยชะงักไปเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “แล้วก็ไม่รู้ว่าท่านกล้าพอจะทำหรือไม่”
“เจ้ามีวิธีการอะไร?” หลินซื่อรีบถาม
หลินซื่อเม่ยมองไปทางหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยา ให้พวกนางไปยืนใกล้กำแพงอีกนิด ไม่ให้มาแอบฟังนางพูด
ถึงอย่างไรทั้งสามคนก็ยังเล็ก เรื่องแบบนี้ไม่ให้พวกนางเข้ามามีส่วนร่วมด้วยจะดีที่สุด
จากนั้นหลินซื่อเม่ยก็บอกให้หลินซื่อเอาหูเข้ามาใกล้ ๆ แล้วกระซิบบอกอีกฝ่าย
หลินซื่อฟังแล้วก็เบิกตากว้าง “ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?”
“ข้าคิดว่าทำได้เจ้าค่ะ” หลินซานเม่ยได้ยินแล้วเช่นกัน “ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้ ใช้วิธีการของน้องสี่จะดีกว่า มันคงแย่ไปกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ”
หลินซื่อครุ่นคิด ‘จริงด้วย ตอนนี้มาถึงขั้นนี้แล้ว มันยังจะแย่ได้อีกสักแค่ไหนเชียว?’
ภายในเรือนสกุลจู เย่อวี๋หรานให้หลี่ซื่อยกกาน้ำชามาให้
ขณะนั้นจูอู่เดินเข้ามาจากข้างนอก เขาทักทายหลี่ซื่ออยู่หลายคำ
เย่อวี๋หรานกลับไม่ประหลาดใจ นางกล่าวว่า “มีเจ้าคนเดียว? คนอื่น ๆ เล่า?”
“ข้าให้แยกย้ายแล้วขอรับ มีแค่พี่สี่อยู่ข้างนอก คอยดูให้ข้า” จูอู่หาที่ทางนั่งลง
บริเวณท้ายเรือนนี้เทียบกับเมื่อหลายเดือนก่อน บนเก้าอี้ที่เดิมว่างเปล่ากลับปูอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่มเอาไว้ชั้นหนึ่ง ตรงพนักยังมี ‘หมอนรองเอว’ ที่เย่อวี๋หรานสั่งให้ทำวางอยู่หลายใบ
เนื่องจากอากาศร้อน ทั้งยังไม่มีฝ้ายสำหรับใช้งานมากปานนั้น เย่อวี๋หรานจึงให้ลูกชายไปตัดหญ้ามาไม่น้อย นำมาผสมกับหญ้าไล่ยุง หลังจากตากแล้วก็สับให้มีขนาดเท่าเมล็ดข้าว
จากนั้นก็ให้เหล่าลูกสะใภ้ รวมถึงจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยช่วยกันใช้เชือกป่านมาสานเป็นถุงสี่เหลี่ยมที่ตาค่อนข้างถี่ ยัดไส้เสร็จแล้วก็นำมาวางไว้บนเก้าอี้
ถุงที่ใช้เชือกป่านถักมักเก็บไส้เอาไว้ไม่อยู่ จึงปูเสื่อที่ทำมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะทับไว้อีกที
เช่นนี้แล้วเวลานั่งก็จะไม่แข็ง ไม่เจ็บบั้นท้าย ทั้งยังเย็นสบายอีกด้วย
เสียก็แต่ค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าไม่ใช่เพราะสกุลจูมีคนมาก และคนที่สั่งให้ทำยังเป็นเย่อวี๋หราน เกรงว่าคงไม่มีใครยอมไปทำ
“ท่านแม่ เรื่องของเหลียนฮวา ท่านจะไม่ยุ่งจริง ๆ หรือขอรับ?” จูอู่ไม่เชื่อว่าด้วยนิสัยมารดาของเขาจะปล่อยมือง่ายดายปานนี้
ตอนนี้ให้หลินซื่อไปจัดการ หากตอนท้ายไม่อาจลงเอยด้วยดี คนที่ต้องไปเก็บกวาดก็ยังคงเป็นมารดาของเขาอยู่ดี ทั้งยังยุ่งยากกว่าเดิมอีกต่างหาก
“แล้วเจ้าคิดว่าจะทำอย่างไร?” เย่อวี๋หรานตวัดสายตาขึ้นมอง “พอนางเจอเรื่องบ้านเดิมทีไรก็มักสมองเลอะเลือนทุกที นี่ไม่ใช่ครั้งสองครั้งแล้ว นี่แค่เรื่องของหลินต้าเม่ย หลังจากนี้ยังมีเรื่องของหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยอีก”
“ข้ายังจะทำอย่างไรได้? ข้าก็ต้องเชื่อฟังท่านแม่อยู่แล้ว ถ้าให้ข้าพูด ในเมื่อเหลียนฮวาปัญหาเยอะแบบนี้ ท่านแม่บอกให้ข้าปลดนางไปเสียเลยก็ได้ ถึงอย่างไรสกุลจูของพวกเราก็ไม่ขาดแคลนลูกสะใภ้ ถึงตอนนั้นข้าค่อยหาลูกสะใภ้คนใหม่ให้ท่านก็ได้”
เย่อวี๋หรานมองเขา “โม้จริงเชียว ให้เจ้าปลด เจ้าทำใจได้จริง ๆ? สะใภ้ที่เอาสินสอดไปสู่ขอกลับมาแล้วกลับจะปลดง่าย ๆ แบบนี้ ข้าค่อยหาเงินให้เจ้าไปสู่ขอคนใหม่กลับมา? เจ้าจะออกค่าสินสอดให้ไหมเล่า?”
“แหะ ๆๆ…ให้สินสอดไปแล้ว แต่ผู้อื่นก็ยังมีสินเดิมนี่ขอรับ? อีกอย่าง ให้ท่านแม่ออกหน้า ใครจะกล้าฮุบสินเดิมกับสินสอดของลูกสะใภ้ของท่านอีก คนเขาไม่ได้โง่กันเสียหน่อย”
“ข้าเป็นแม่เสือร้ายหรือไร แค่โผล่หน้าไปก็ทำให้คนตกใจกลัว? เอาล่ะ ไม่ต้องหยั่งเชิงแล้ว เรื่องหลินซื่อคราวนี้จำเป็นต้องสั่งสอนนางเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นปล่อยไปครั้งแล้วครั้งเล่าแบบนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้าคงได้จืดจางไปหมดไม่ช้าก็เร็ว” ซึ่งความจริงแล้ว เย่อวี๋หรานไม่ได้ทำไปเพื่อสร้างความลำบากให้หลินซื่อ แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายล้ำเส้นเกินไปจริง ๆ
สกุลจูไม่ได้มีหลินซื่อเป็นลูกสะใภ้คนเดียว ถ้าเย่อวี๋หรานไม่อาจปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม และมีกรณีตัวอย่างให้เห็น หลังจากนี้ก็คงจัดการไม่ง่ายแล้ว
ตอนนี้เย่อวี๋หรานยังสุขภาพแข็งแรง สามารถควบคุมได้ แต่หากวันไหนนางแก่ไป ทำอะไรไม่ไหวแล้วเล่า?
ต่อให้เป็นการใคร่ครวญเพื่อบั้นปลายของตัวเอง นางก็จำเป็นต้องสั่งสอนให้หลาบจำ
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านแม่ต้องคิดเช่นนี้” จูอู่ยิ้ม “ก็เพราะแบบนี้ เมื่อครู่ท่านแม่พูดอย่างไรข้าก็ทำอย่างนั้น ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งนัก ข้ายังบอกพวกพี่สี่แล้วด้วยว่าให้พวกเขาร่วมแสดงละคร…ท่านแม่ ทักษะการแสดงของพวกข้าไม่เลวกระมัง?”