ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 423 ช่วยคนอื่นก็ต้องดูความสามารถของตัวเอง
บทที่ 423 ช่วยคนอื่นก็ต้องดูความสามารถของตัวเอง
“มีคนคอยดูหลินซื่อเอาไว้แล้วใช่ไหม?” มุมปากเย่อวี๋หรานเหยียดยิ้มหมั่นไส้ ไม่ตอบรับถ้อยคำของจูอู่
จูอู่พยักหน้า “ข้าให้ปาเม่ยช่วยจับตามองไว้แล้วขอรับ”
“อืม!” เย่อวี๋หรานพยักหน้า “เจ้าคอยจับตาดูหลินซื่อ ถ้ามีอะไรไม่ถูกต้อง เจ้าก็ช่วยไกล่เกลี่ยให้นาง ถึงจะพูดอย่างไรนางก็เป็นเมียเจ้า วันหน้าพวกเจ้ายังต้องใช้ชีวิตไปด้วยกัน อาศัยว่าอายุยังน้อย สามารถแก้ไขได้ ตรงไหนที่ปรับเข้าหากันได้ก็พยายามปรับเข้าหากัน วันหน้าพอมีลูกด้วยกันแล้ว จะได้ไม่ต้องมีปัญหากันอีก ถ้าเป็นอย่างนั้นคงน่าเหนื่อยหน่ายกันพอดี…”
“ข้าเข้าใจความหมายของท่านแม่ขอรับ ท่านสบายใจได้ ต่อไปข้าจะระวังเรื่องวิธีการให้มากกว่าเดิม คุยกันให้มาก ใช้วิธีรุนแรงให้น้อยลง” จูอู่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาเคยลงไม้ลงมือกับหลินซื่อไม่กี่ครั้ง แต่กลับถูกมารดามาเห็นเข้าเสียอย่างนั้น
ในทางแจ้ง มารดาของเขาไม่ได้พูดอะไร แต่ตอนที่อยู่ด้วยกันตามลำพังเคยเอ่ยเตือนเขาอยู่หลายคำ ‘ตอนนี้นางเป็นเมียเจ้า ต่อไปยังจะเป็นแม่ของลูกเจ้า เจ้าคิดว่าลูกเจ้าจะยินดีเมื่อเห็นพ่อตัวเองลงไม้ลงมือกับแม่ตัวเองงั้นหรือ?’
เย่อวี๋หรานบอกให้เขาลองจินตนาการภาพที่จูเหล่าโถวลงไม้ลงมือกับนาง
จูอู่ “…”
เขาคิดไม่ออกเลย เพราะบิดาเขาไม่มีความกล้าทำเช่นนั้นเด็ดขาด
หรือต่อให้มีความกล้า ถ้าบิดาเขากล้าลงมือจริง พวกเขาที่เป็นลูกชายหลายคนนี้ก็พร้อมจะเล่นงานบิดาของตัวเองอย่างลับ ๆ
จูต้าและจูเอ้อร์อาจมีข้อกริ่งเกรงเรื่องความกตัญญูเพราะเห็นแก่ที่จูเหล่าโถวเป็นบิดาบังเกิดเกล้า จึงค่อนข้างเคารพจูเหล่าโถว แต่หลังจากที่จูอู่และจูซื่อรู้ว่าจูเหล่าโถว ‘มีใจเป็นอื่น’ ก็ไม่อาจเคารพอีกฝ่ายได้ลงอีกต่อไป
ครอบครัวมีสมาชิกมากมาย หลายปีที่ผ่านมาล้วนพึ่งพามารดาของเขา ไม่ง่ายเลยกว่าความเป็นอยู่จะดีขึ้นมาได้ บิดาของเขากลับไปมีคนอื่นอยู่ข้างนอก นี่ไม่เท่ากับว่าลืมบุญคุณและทำผิดต่อมารดาของเขาหรอกหรือ?
บิดาเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับพวกไร้ประโยชน์ ทั้งยังขยันสร้างปัญหามาให้อีก ไม่มีก็ไม่เห็นจะเป็นไร!
“ความจริงปัญหาของหลินซื่อไม่ใช่เรื่องที่นางชอบไปยุ่งเรื่องบ้านเดิม แต่เป็นเรื่องที่นางพึ่งพาคนอื่นมากเกินไปต่างหาก ในอนาคตข้าต้องแก่ตัวลง เจ้าเองก็คงยุ่งอยู่ข้างนอก ถ้านางอยากยุ่งเรื่องบ้านเดิมก็ไม่เป็นไร แต่นางต้องมีความสามารถจะทำเช่นนั้นด้วย สามารถรับมือได้ทั้งเรื่องในเรือนนอกเรือน แบกรับเอาไว้ได้ทั้งหมด ช่วยจัดการให้เจ้าได้อย่างหมดจด อย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา” เย่อวี๋หรานบอกความคิดของตัวเองออกมา “ขอเพียงสามารถประคองครอบครัวได้ นั่นก็คือความสามารถของนาง แต่ถ้าไม่มีความสามารถนี้ สักแต่จะเข้าไปยุ่ง เช่นนั้นก็ไม่ถูกต้องแล้ว”
นางยกตัวอย่างมาเล่าให้ฟัง หนึ่งในนั้นคือเรื่องเล่าของคนแก่ใจดีผู้หนึ่ง
กาลครั้งหนึ่งมีคนผู้หนึ่งเป็นมือปราบประจำที่ว่าการ เมื่อเก็บออมเบี้ยหวัดได้แล้วก็ไปสู่ขอภรรยาตามประเพณี ให้กำเนิดลูกน้อย ชีวิตน่าจะผ่านไปด้วยดีกระมัง?
ทว่าเขาเพิ่งได้รับเบี้ยหวัดมา กุมไว้ในมือยังไม่ทันร้อนก็ให้คนอื่นยืมไปเสียแล้ว
เขาเป็นคนมากน้ำใจโดยแท้จริง เมื่อไหร่ก็ตามที่เพื่อนบ้านเรียกหา เขาก็จะไปช่วยคนอื่นทันที บางครั้งยุ่งจนไม่มีเวลาสนใจคนในครอบครัวเสียอีก
“เจ้าคิดว่าคนเช่นนี้เป็นคนดีหรือไม่? เขาสมควรได้รับผลตอบแทนที่ดีใช่ไหม?”
จูอู่ลูบจมูก เขาไม่คิดว่ามารดาตัวเองยกตัวอย่างนี้ขึ้นมาพูดเพราะต้องการจะเกลี้ยกล่อมให้เขาเป็นคนดีหรอกนะ เขากล่าวว่า “ถึงจะไม่รู้ว่ามีตรงไหนไม่ถูกต้อง แต่ในเมื่อท่านแม่พูดขึ้นมาตอนนี้แสดงว่าคงมีปัญหาสักอย่าง”
“ต้องมีปัญหาอยู่แล้วสิ” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “เขามากน้ำใจ ทำเรื่องดีงาม เงินเดือนก็เอาไปให้คนนอก มีเวลาก็ให้คนนอก แล้วคนในครอบครัวของเขาเล่า?”
นางบอกให้จูอู่ลองขบคิดดู ตอนที่เรือนของเขาหลังคารั่ว จำเป็นต้องมีคนไปซ่อม เขากลับไปช่วยเหลือคนอื่นอยู่ข้างนอก หรือตอนที่น้ำในเรือนใช้หมดแล้ว จำต้องมีคนไปหาบมาใหม่ เขาก็ยังไปช่วยคนอื่นอยู่ข้างนอก หรือตอนที่ภรรยาเขาพบว่าข้าวสารหมดแล้ว ต้องใช้เงินซื้อ แต่เขากลับเอาเงินไปให้คนอื่นยืมแล้ว หรือตอนที่ลูกของเขาป่วย ตัวเขาเองกลับไม่อยู่ เงินก็ไม่มี…
“ทั้ง ๆ ที่ได้แต่งให้มือปราบ แต่กลับเหมือนไม่มีสามี แล้วชีวิตจะต่างจากแม่ม่ายตรงไหนกัน? ไม่เลย เกรงว่ายังสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างน้อยเป็นแม่ม่ายก็ไม่มีใครเอาสิ่งของในเรือนตัวเองไปจุนเจือคนอื่น แต่ผู้หญิงที่แต่งให้มือปราบผู้นี้กลับต้องป้องกันสามีตัวเองเอาสิ่งของในเรือนไปจุนเจือคนนอกราวกับป้องกันโจรร้ายอย่างไรอย่างนั้น ชีวิตแบบนี้ใครจะทนได้?”
“…ท่านแม่ นี่ออกจะเกินจริงไปหน่อยไหม?”
จูอู่มีสีหน้าปั้นยาก
คนปกติที่ไหนจะทำแบบนี้กัน?
คนอื่นมีแต่จะเอาของจากข้างนอกมาจุนเจือครอบครัว แต่จากตัวอย่างที่มารดาของเขายกมา มือปราบผู้นี้กลับเอาของในเรือนตนเองไปให้คนนอก ‘มีแต่ออก ไม่มีรายรับ’ ยังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปได้ก็แปลกแล้ว
“เกินจริงไปบ้าง แต่เจ้าไม่คิดว่าหลินซื่อก็เป็นแบบนี้บ้างหรือ? เรื่องอื่น นางยังคิดได้ชัดเจน แต่พอเป็นเรื่องบ้านเดิมก็ไม่สนอะไรทั้งนั้น ทั้งยังไม่ครุ่นคิดถึงสถานการณ์ของตัวเอง คิดแต่จะช่วยอย่างเดียว…นางคิดแค่ว่า นั่นคือคนจากบ้านเดิมของนาง เป็นคนในครอบครัว คนอื่นมีชีวิตแย่กว่านาง นางต้องช่วยเหลือ ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เจ้าจะไม่กลายเป็นแบบเดียวกับผู้หญิงที่แต่งให้มือปราบผู้นั้นไปหรือ?”
“ไม่มีทาง” จูอู่ปฏิเสธทันควัน “ท่านแม่ ข้าไม่ได้โง่สักหน่อย ถ้าหลินซื่อกล้าเอาของในเรือนไปช่วยคนนอกตลอดเวลาแบบนั้น ข้าจะต้องจัดการนางแน่นอน”
“หัวใจคนก็คือก้อนเนื้อ ทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก การช่วยเหลือกันและกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ช่วยคนอื่นก็ต้องดูความสามารถของตัวเองด้วย ตนเองมีกำลังช่วยได้ค่อยไปช่วยเหลือคนอื่น แต่ถ้าต้องเสียสละตัวเอง หรือกระทั่งผลประโยชน์ของคนในครอบครัว เช่นนั้นก็ไม่ได้แล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว “ในใจเจ้าต้องมีตาชั่งอันหนึ่ง ไม่เพียงแต่เจ้าเท่านั้น เจ้าต้องให้หลินซื่อมีตาชั่งแบบนั้นด้วยเช่นกัน สอนให้นางรู้จักแยกแยะคนนอกคนใน”
เรื่องนี้เย่อวี๋หรานตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเดี่ยวโดยตรง ให้หลินซื่อรับมือด้วยตัวเอง
นางเพียงจับตามองจากหลังม่าน ทั้งยังมีจูอู่คอยจับตามองจากข้าง ๆ เพื่อให้หลินซื่อได้ตระหนักถึงความลำบากของการช่วยเหลือผู้อื่น ขณะเดียวกันก็พยายามสะสางเรื่องนี้ลงอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ใจจริงแล้ว เย่อวี๋หรานเห็นใจหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยามากทีเดียว แต่นางจำเป็นต้องเป็นด่านแรกของเรื่องนี้
นอกจากเพื่อความยุติธรรมสำหรับคนในครอบครัวแล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้หลินซื่อรวมถึงคนสกุลหลินคนอื่น ๆ ตระหนักได้ว่า สกุลจูยินดีช่วยเหลือเจ้า นั่นคือน้ำใจ หากไม่ยินดีช่วย นั่นก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมเช่นกัน
ยิ่งต้องให้พวกนางตระหนักว่าเพื่อพวกนางแล้ว หลินซื่อต้อง ‘เสียสละ’ อะไรไปบ้าง
ในโลกนี้ไม่มีสิ่งที่ได้มาง่าย ๆ มากมายปานนั้น มีเพียงสิ่งที่ได้มาอย่างยากลำบาก จึงจะทำให้คนตระหนักถึงคุณค่า
แม่ลูกสองคนสนทนากันอยู่ในห้องครู่ใหญ่
หลี่ซื่อเดินเข้าเดินออกมาส่งน้ำสองรอบแล้ว ทางนี้จึงคุยกันเสร็จในที่สุด
วันนี้นางว่าง่ายเป็นพิเศษ พินิจใบหน้าปราศจากอารมณ์ความรู้สึกของเย่อวี๋หราน กลัวยิ่งนักว่าตนเองอาจถูกลูกหลงเข้า
ในฐานะ ‘คนสนิท’ ของแม่สามีก็ต้องแบกรับความเสี่ยงอันใหญ่หลวงไปด้วยในเวลาเดียวกัน
เมื่อหลี่ซื่อออกมา หลิ่วซื่อและหลิวซื่อก็เข้ามาหา “เป็นอย่างไรบ้าง ท่านแม่มีท่าทีอย่างไร?”
หลี่ซื่อส่ายหน้า “ข้าว่าคราวนี้ น้องสะใภ้ห้าซวยแน่ นางทำให้ท่านแม่โกรธจริง ๆ แล้ว ข้าเข้าไปสองหน สีหน้าของท่านแม่ล้วนไม่ดี ไม่อยากพบใครทั้งนั้น”
“กับเจ้าก็ยังไม่ยิ้มให้?” หลิวซื่อถามอย่างไม่ใคร่เชื่อถือนัก