ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 425 ข้ากับนางบริสุทธิ์ใจ
บทที่ 425 ข้ากับนางบริสุทธิ์ใจ
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “ทำไมถึงพูดว่าข้าวางแผนเล่า? เป็นข้าที่อยากให้อยู่ต่อหรือ แน่นอนว่าเป็นสะใภ้ห้าของเจ้าที่ยืนยันจะให้คนอยู่ต่อ แล้วข้ายังจะมีหนทางอีกหรือ?”
จูเหล่าโถวไม่เชื่อ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้หากไม่ต้องการให้คนอยู่ต่อย่อมไม่สามารถขับไล่คนไปได้เชียวหรือ?
เขาถามว่า “เจ้าไม่มีหนทาง แล้วในสกุลเรายังจะมีใครมีหนทางอีกหรือ?”
“ถ้าเจ้าไม่เห็นด้วย ทำไมเมื่อครู่เจ้าถึงไม่พูดอะไรเลยเล่า?” เย่อวี๋หรานไม่ตอบคำถามของเขา แต่ถามกลับไปแทน
“ข้า…” จูเหล่าโถวอึกอัก “ก็ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะเห็นด้วย ข้าวในบ้าน เจ้าก็ล้วนเอาให้คนกิน แล้วยังจะให้คนทำงานอีก เช่นนั้นหลังจากนี้หากคิดจะไล่คนอีกไม่ใช่ว่ายากแล้วหรือ?”
“ข้าวบ้านข้า คนก็กินไปแล้ว ถ้าไม่ให้คนทำงาน เช่นนั้นจะไม่กลายเป็นได้กินข้าวโดยไม่มีสิ่งตอบแทนหรือ? เจ้าคิดว่าครอบครัวเราอยู่บนกองเงินกองทองถึงขั้นจะเลี้ยงดูคนที่ไม่ทำประโยชน์ได้หรือ?”
“ในเมื่อเจ้าก็รู้ เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงยังให้คนอยู่ต่อเล่า? หากเจ้าไม่ยินยอม สะใภ้ห้าจะต่อต้านเจ้าได้หรือ?” จูเหล่าโถวพึมพำ “ตัวเองใจอ่อนเองแล้วเหตุใดต้องแก้ตัวด้วยเล่า?”
แม้เสียงจะเบามาก แต่เย่อวี๋หรานก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน นางคิดว่านางจำเป็นต้องอธิบายให้จูเหล่าโถวฟังอย่างชัดเจน
นางให้เขาหยุดไปครู่หนึ่ง หาเก้าอี้มาตัวหนึ่ง ให้เขานั่งลงและค่อย ๆ พูด
อายุมากแล้วก็ควรต้องมีเวลาพักผ่อน ต้องใส่ใจเรื่องการประหยัดแรงกาย เพื่อให้สามารถใช้เวลาและพลังงานไปกับเรื่องที่มีคุณค่ามากกว่านี้ในอนาคตได้
“ข้าไม่ได้แก้ตัว ข้าถามเจ้าหน่อยว่าปีนี้พวกเราสองคนอายุเท่าไหร่แล้ว? เจ้าคิดว่าพวกเราจะสามารถทำงานอย่างเช่นตอนนี้ไปได้อีกนานเท่าใด?”
จูเหล่าโถวตกตะลึง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้าคิดว่าข้าแก่แล้วหรือ?!”
ระยะนี้ในบ้านยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง มีเรื่องให้ใช้แรงอยู่มาก ความจริงเขาก็รู้สึกว่าหากเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว ยามนี้ร่างกายเขาเริ่มอ่อนแอลง
แต่ถึงอย่างไรใจเขาก็ไม่ยอมรับ จึงกัดฟันแล้วทำงานต่อไป
เฝ้าดูพวกลูกชายในบ้านค่อย ๆ เติบโตขึ้นและทำงานได้มากขึ้นก็รู้สึกอิ่มเอมใจ แต่ก็หงุดหงิดอยู่ไม่น้อย พวกเขานับวันยิ่งโต แต่ก็กล่าวได้ว่าเขาเริ่มแก่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
บางครั้งเขาก็หวังให้เวลาหยุดเดินไปเสีย…
“ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องที่ครอบครัวเจ้าห้าแท้งลูกไปเมื่อปีก่อน ปีนี้พวกเขาก็คงเป็นพ่อแม่คนไปแล้ว จากนั้นก็ยังเหลือเจ้าเจ็ดกับปาเม่ยอยู่” เย่อวี๋หรานไม่ได้ตอบเขา และยังคงพูดต่อไปว่า “อีกไม่กี่ปีลูกคนสุดท้องก็ต้องแต่งงานออกไปและมีลูก เมื่อถึงยามนั้นพวกเราก็แก่แล้ว แน่นอนว่าคงทำงานต่อไม่ไหว ถึงครานั้นใครจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องในบ้านเล่า?”
“ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้ารับผิดชอบไปตลอดหรือ?” จูเหล่าโถวไม่คิดว่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด เขาเพียงแต่รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยเท่านั้น
ตัวเองเป็น ‘ผู้นำสกุล’ มานานถึงเพียงนี้ แต่คนในหมู่บ้านล้วนรู้ดีว่าใครเป็นผู้นำสกุลที่แท้จริง เป็นผู้ชายที่ทำหน้าที่ในฐานะของตัวเอง แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา
“เจ้าลองมองพ่อกับแม่เจ้าก็จะรู้เอง ตอนนี้ใครเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องในสกุลเล่า?” เย่อวี๋หรานเหลือบมองเขาและพูดว่า “เป็นพ่อแม่เจ้าที่เป็นคนรับผิดชอบ หรือเป็นพวกพี่ชายน้องชายทั้งสองคนของเจ้าที่เป็นคนรับผิดชอบ? เห็นพวกเขาก็รู้แล้วว่าพวกเรายังสามารถทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลสกุลไปได้อีกไม่กี่ปีเท่านั้น ไม่กี่ปีมานี้ข้ายังสามารถพึ่งพาตัวเองในฐานะของแม่สามีและคอยสนับสนุนพวกลูกสะใภ้ได้ แต่อีกไม่กี่ปีข้ายังจะสนับสนุนพวกลูกสะใภ้ได้อยู่อีกหรือ?”
จูเหล่าโถวเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาไม่ได้พูดว่ายามที่พ่อแม่ของเขายังสามารถทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องในสกุลได้ ก็ไม่เห็นจะมีใครมาทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลสกุลของนางเลย?
แต่คำพูดของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็ทำให้เขาฉุกคิดได้จริง ๆ
ใช่แล้ว เขากับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็ล้วนแก่ตัวกันแล้ว เรื่องการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลครอบครัว เกรงว่าคงทำไปได้อีกไม่กี่ปีเท่านั้น
“เจ้าคิดว่าเช่นนี้ข้ายังจะกล้าขัดพวกลูกสะใภ้อย่างเอาเป็นเอาตายอีกหรือ?”
“เช่นนั้นจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปหรือ?!” จูเหล่าโถวมีสีหน้าตกตะลึง “เจ้าจะยอมแพ้เช่นนี้หรือ? พวกเรายังไม่แก่ขนาดนั้น ไม่กี่ปีมานี้ยังปล่อยให้พวกเขาทำเช่นนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไรเล่า?! ยายเฒ่า เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?”
รู้สึกว่าทั้งหมดนี้ล้วนไม่ใช่นิสัยของนางเลย ราวกับว่าเป็นคนละคน
เย่อวี๋หรานชำเลืองมองและพูดว่า “เช่นนั้นจึงต้องคิดหาวิธี เพราะข้าไม่อาจขัดขวางพวกเขาไปจนตายได้ จึงต้องให้ทางออกที่ดีกว่า ถ้าพวกนางอยากจะรับผิดชอบตัวเอง เช่นนั้นก็ย่อมได้ ตราบใดที่ไม่ล้ำเส้น เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกนางรับผิดชอบกันเอาเอง และให้พวกนางเป็นคนแก้ปัญหาเอง แม้ข้าจะบอกให้แยกเรือนออกไป แต่ตราบใดที่พวกนางมีเงินพอที่จะสร้างเรือนใหม่ก็จะสามารถย้ายออกไปได้ในทันที ตัวเองก็จะเป็นผู้รับผิดชอบครอบครัว ข้ายอมให้เช่นนี้แล้วนางยังจะกล้าสร้างเรื่องให้ข้าอีกหรือ?”
จูเหล่าโถวเบิกตากว้าง “มิน่าเล่าเจ้าถึงได้พูดเรื่องการแยกเรือน ที่แท้ก็เพราะเหตุนี้เอง?! ข้าก็นึกไปว่า…”
“เจ้าคิดว่าข้าแก่แล้วจึงเลอะเลือนใช่หรือไม่? คนสมัยก่อนกล่าวไว้ว่าต้นไม้เติบใหญ่ย่อมแตกกิ่งก้าน คนเมื่อเติบโตย่อมต้องแยกเรือน แทนที่จะรอจนพวกเราทำอะไรไม่ไหวแล้วมาทะเลาะกันจนเสียหน้า ไม่สู้เราพูดคำที่ไม่น่าฟังไว้ก่อน เช่นนี้เมื่อเกิดเรื่องพวกเราก็ยังรักษาหน้าไว้ได้”
“เช่นนั้น…เช่นนั้นถ้าแยกเรือนไปแล้วจริง ๆ พวกเราจะทำอย่างไรเล่า?” จูเหล่าโถวถาม “เจ้าวางแผนว่าจะอยู่กับลูกชายคนไหนหรือ?”
“ไม่อยู่กับใครทั้งนั้น” เย่อวี๋หรานตอบอย่างใจเย็นและหนักแน่น “ไม่ว่าพวกเขาจะหาเงินได้มากเพียงใด ทุกปีก็ต้องแบ่งส่วนหนึ่งจ่ายเป็นเงินกองกลาง เงินก้อนนี้นำมาเลี้ยงดูพวกเราคนเฒ่าคนแก่ก่อนซึ่งมีมากพอ จากนั้นถึงจะมอบให้คนรุ่นหลัง แต่หากเงินเลี้ยงดูคนเฒ่าคนแก่ไม่เพียงพอ แค่เลี้ยงคนเฒ่าอย่างเรายังจะไม่พอ แล้วยังคิดว่าข้าจะไปเลี้ยงลูกพวกเขาให้แทนอีกหรือ? จะมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้วกระมัง”
เมื่อนึกได้ว่าหญิงเฒ่าก็สร้างเรือนใหม่ด้วยเงินกองกลาง เขาก็ตื่นเต้นและชูนิ้วโป้งขึ้นมาอย่างชื่นชมจากใจจริง “ยอดเยี่ยม! สมกับที่เป็นยายเฒ่าจริง ๆ ที่แท้เจ้าก็วางแผนไว้เช่นนี้ตั้งแต่ต้นแล้ว….”
ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองมีที่ยืนสำหรับชีวิตครึ่งหลังที่เหลืออยู่
ไม่ว่าพวกลูกชายและลูกสะใภ้จะดิ้นรนอย่างไร ตราบใดที่ทำตามกฎเกณฑ์ของหญิงเฒ่า ชีวิตบั้นปลายของพวกเขาจะไม่เลวร้ายอย่างแน่นอน
“เจ้าอย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไปนัก ถึงพวกเขาจะต้องให้เงินกองกลาง แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาต้องหาเงินให้ได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นใครจะยอมให้เงินเจ้าเล่า?” เย่อวี๋หรานกล่าว “นอกเสียจากว่าพวกเราจะคิดหาวิธี ก่อนอื่นต้องให้พวกเขาหาเงินให้ได้ เมื่อในมือพวกเขามีเงินถึงจะยินยอมแบ่งให้พวกเรา และเมื่อแบ่งให้พวกเราแล้วพวกเราใช้ไม่หมด ก็ยังเหลือแบ่งไว้ให้คนรุ่นหลังได้…ก่อนแบ่งพวกเขามีเงิน หลังแบ่งพวกเขาก็ยังมีเงิน ครั้นเห็นประโยชน์เช่นนี้แล้วพวกเขาก็จะยอมจ่ายเงินให้อย่างเต็มใจ แต่ก็คงแย่หากเงินกองกลางติดลบหรือเป็นหนี้ พวกเขาก็จะไม่คิดอยากดูแลคนเฒ่าคนแก่อีก”
จูเหล่าโถวได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ซับซ้อนอยู่บ้าง จึงถอยออกไปทันที “เรื่องนี้ไม่ใช่ว่ามีเจ้าอยู่หรือ? เรื่องเลี้ยงดูคนเฒ่าคนแก่อย่างพวกเราก็ปล่อยให้เจ้าจัดการ ตราบใดที่มีเจ้าอยู่ก็จะไม่มีปัญหาแน่นอน”
เย่อวี๋หรานพูดไม่ออกอยู่บ้าง แม้จะรู้อยู่แล้วว่าหลายปีมานี้เขาเป็นพวก ‘นั่งเสวยสุขบนความสำเร็จของคนอื่น’ แต่เมื่อใดก็ตามที่พบปัญหาก็จะผลักภาระไปให้ผู้อื่น เช่นนี้มันจะไม่มากไปหน่อยหรือ?
“เช่นนั้นหลังจากนี้ก็อย่าพูดมากนัก แค่มีข้าวให้กิน มีเสื้อผ้าให้ใส่ ส่วนเรื่องอื่นก็แล้วไปเถอะ ถึงอย่างไรผ่านมาหลายปีพวกเราสองคนก็เริ่มแก่ตัวลงแล้ว ไม่รู้ว่าจะยังนั่งในฐานะนี้ได้อีกกี่ปี ในยามนี้หากเจ้าคิดอยากจะพูดเรื่องศักดิ์ศรีในฐานะผู้ชายก็สายไปแล้ว มันไม่มีความหมายแล้ว”
จูเหล่าโถวมีสีหน้าปั้นยาก
“คราวก่อนข้าบอกเจ้าไปแล้วว่ารอให้ในบ้านมีสถานะที่ดีแล้ว ก็จะให้เจ้าได้เสพสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องนี้ข้าไม่ได้หลอกเจ้า เจ้าดูไปก่อน รอให้พวกลูกชายของเจ้าสร้างเรือนใหม่ได้แล้ว ก็จะมีเงินกองกลาง ถึงยามนั้นก็ซื้อสาวใช้สวย ๆ ให้เจ้าสักคน แล้วจะอย่างไรก็ตามใจเจ้า…”
“เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วยเล่า?” จูเหล่าโถวรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ไม่ใช่ว่าข้าเคยบอกแล้วหรือว่าระหว่างข้ากับแม่ม่ายฉินไม่ได้มีเรื่องอะไรกัน ข้ากับนางบริสุทธิ์ใจ”