ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 433 ขู่คนได้
บทที่ 433 ขู่คนได้
เมื่อถึงช่วงเย็น เงาของหลินซื่อ หลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาก็ปรากฏขึ้นที่หน้าเรือนสกุลจู
นางไม่ได้โง่ ยังรู้จักหลบหลีกผู้คนในยามที่กลับมา
แน่นอนว่าก็เป็นเพราะพวกนางสภาพ ‘จนตรอก’ เกินไป นางจึงรู้สึกไม่มีหน้าจะไปพบใคร ดังนั้นถึงได้พยายามหลีกเลี่ยงผู้คนตอนที่กลับมา
หลี่ซื่อเป็นคนแรกที่พบว่าพวกนางกลับมา เมื่อเห็นสภาพที่ดูไม่จืดของทั้งสี่คนก็ตกใจ “น้องสะใภ้ห้า เกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้า? ทำไมสภาพถึงกลายเป็นเช่นนี้เล่า?! ไม่ใช่ว่าไปหาคนที่เรือนมาหรือ ทำไมถึงมีสภาพอย่างกับโดนใครตีมาเช่นนี้?”
นอกจากเสียงของนางที่ดังขึ้นมา คนอื่นที่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวก็พากันรีบออกมาด้วย
หลินซื่อรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง รีบปกป้องหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาไว้ข้างหลัง
“ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน…”
ยามที่หลิวซื่อรีบเข้ามา ก็ทันเห็นเพียงด้านหลังของคนแล้ว
นางวิ่งไปเบื้องหน้าของหลี่ซื่อแล้วถามเสียงเบา “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าใครถูกคนตีนะ คงไม่ใช่น้องสะใภ้ห้ากระมัง?”
แม้ว่าจะเป็นน้ำเสียงที่ตั้งคำถาม แต่หลิวซื่อก็คิดว่าหากไม่ใช่ก็ใกล้เคียง
แม้จะไม่แน่ใจว่าหลี่ว์ต้าซุ่นเป็นคนเช่นไร แต่แม่ของอีกฝ่ายร้ายกาจเพียงใด ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินพวกเขาพูดกันมาแล้ว
หากแม่สามีไปจัดการเอง นางยังรู้สึกว่า ‘มีหวัง’ แต่หากหลินซื่อไปเองเล่า?
เช่นนั้นก็พูดยากแล้ว
หลี่ซื่อเห็นนางมีท่าทีเหมือนคนอยากนินทา ในใจก็รู้สึกอารมณ์ไม่ดี “เจ้าคงไม่ได้หวังให้นางถูกตีกระมัง? ถึงอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของน้องห้าเช่นกัน เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร?”
หลิวซื่อมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “ข้าก็ไม่ได้หมายความเช่นนั้น ก็แค่ลองถาม ลองถามดู…”
ด้วยความขัดแย้งของทั้งสองคน คงเป็นเรื่องแปลกหากหลิวซื่อจะมา ‘ดี’ คงเฝ้าภาวนาอย่างใจจดใจจ่อ หวังให้อีกฝ่ายทุกข์ใจสักหน่อย ถึงครานั้นจะได้รู้จัก ‘ยอมถอย’ เสียบ้าง
หลี่ซื่อไม่สนใจอีกฝ่าย นางมองไปยังหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย เรียกทั้งสองคนมาคุยด้วยครู่หนึ่ง
ทั้งสองคนพยักหน้า และเข้าห้องไปดูพวกหลินซื่อ
จูปาเม่ยไม่ได้ไปด้วย นางรั้งท้ายพลางถามว่า “พี่สะใภ้สี่ พี่สะใภ้ห้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“ไม่เป็นไร แค่เนื้อตัวสกปรกนิดหน่อย อย่างอื่นก็ดูปกติดี เจ้าไปเชิญท่านแม่มากินข้าวเย็นเถอะ แล้วบอกเรื่องของน้องสะใภ้ห้าด้วย”
“อื้อ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เลย” แน่นอนว่าจูปาเม่ยไม่ลืมเรื่องที่พี่ห้าของนางบอกไว้ และอยากรู้ว่าที่พี่ห้าของนางพูดนั้นถูกต้องหรือไม่
ก่อนหน้านี้มีอะไรก็คิดจะไปถามพวกพี่ใหญ่ พี่รอง เพราะพวกเขามีความสามารถในเรื่องทำไร่ทำนา มายามนี้ถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วความสามารถของคนนั้นไม่ใช่ดูแค่เรื่องของการ ‘ทำไร่ทำนา’ เท่านั้น
อย่างพี่สามของนางก็ยังเข้าเมืองไป
และพี่เจ็ดที่เคยถูกนางดูแคลนก็ยังกลายเป็นบัณฑิตที่น่านับถือ
ดังนั้นจึงพูดได้ว่าในโลกนี้หากยังไม่ถึงท้ายที่สุด ก็ไม่อาจจะประเมินคนต่ำเกินไปได้
เย่อวี๋หรานนั่งอยู่ในลานบ้านของเรือนใหม่ มองพวกซานเป่าและซื่อเป่า เมื่อได้ยินจูปาเม่ยเรียกก็พาทั้งสองคนไปที่เรือนข้าง ๆ
หลินซื่อพาหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยามาด้วย ซึ่งพวกนางเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านเรียบร้อยแล้ว
หลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาเข้าตระกูลมาตัวเปล่า เป็นธรรมดาที่จะไม่มีเสื้อผ้าที่สะอาดไว้ผลัดเปลี่ยน เป็นหลิ่วซื่อที่ยังเก็บเสื้อผ้าของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าไว้ จึงฝืนใจเอาออกมาให้ทั้งสามคนใส่
อย่ามองว่าหลี่ว์ต้ายาแก่กว่าต้าเป่าสองปี แต่เพราะนางผอมมากเนื่องจากขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน เสื้อผ้าของต้าเป่าที่นางสวมจึงดูหลวมอยู่บ้าง
หลี่ว์เอ้อร์ยาสวมเสื้อผ้าสมัยเด็กของต้าเป่า ส่วนหลี่ว์ซานยาสวมเสื้อผ้าของเอ้อร์เป่า
เย่อวี๋หรานเห็นพวกนางก็ไม่แม้แต่จะชายตาแล ให้ทุกคนจัดโต๊ะอาหารกันไป
ยามปกติหลินซื่อกับหลี่ว์ต้ายา หลี่เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาจะเร่งรีบไปยังโต๊ะเล็ก
โดยส่วนแบ่งที่ได้ยังคงเป็นข้าวต้มชามใหญ่ ความจริงแล้วเป็นข้าวต้มชามใหญ่ที่ถูกเติมน้ำอุ่น และแช่ไว้พักหนึ่ง
ยามที่พวกนางออกจากบ้านไปก็ยังเป็นตอนเช้า เพราะหิวมาก จึงกอดชามไว้และเริ่มดื่มเข้าไปคำโตโดยไม่สนใจว่ามันจะร้อนหรือไม่
รวมกับผักสดและผักดองบนโต๊ะ ทำให้รสชาติอร่อยเป็นพิเศษ
แน่นอนว่าส่วนแบ่งไม่ได้เพียงพอขนาดนั้น เช่นนั้นจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ จึงทำได้เพียงดื่มไม่กี่อึกเท่านั้นในมื้ออาหาร
หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็ให้พวกเขาเก็บกวาดโต๊ะอาหาร
“ท่านแม่” หลินซื่อเห็นท่าทีไม่แยแสของแม่สามีก็ลนลานอยู่ไม่น้อย นางรีบหยุดเย่อวี๋หรานที่กำลังจะแยกตัวจากไป ก่อนจะเปิดปากพูดว่า “วันนี้ข้าไปที่หมู่บ้านสกุลหลี่ว์มาเจ้าค่ะ เจ้าหน้าที่หลี่ว์บอกว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการสืบสวน เขาให้ข้ากลับมารอฟังข่าวคราวเจ้าค่ะ…”
“เขาพูดว่าอย่างไร?” เย่อวี๋หรานนั่งลงและถาม
หลินซื่อไม่พลาดแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยจึงพูดออกมาทั้งหมด แม้กระทั่งเรื่องที่นางพาหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาตรงไปที่เรือนของเจ้าหน้าที่หลี่ว์ก็ยังพูดออกมา
“คนทั้งหมู่บ้านก็มาด้วยหรือ?”
“เจ้าค่ะ เดิมทีพอเข้าไปในหมู่บ้าน ข้าก็พูดเสียงดังเป็นพิเศษ ทุกคนจึงล้วนได้ยินเจ้าค่ะ…”
“หลี่ว์ต้าซุ่นกับแม่ของเขาไม่ได้ทำให้เจ้าลำบากหรือ?”
“จะว่าลำบากก็ลำบากเจ้าค่ะ แต่เจ้าหน้าที่หลี่ว์ให้คนจับตัวหลี่ว์ต้าซุ่นไว้เพราะความดุร้ายของเขาเจ้าค่ะ”
……
หลินซื่อราวกับว่ากลัวเย่อวี๋หรานจะ ‘ฟังไม่เข้าใจ’ ดังนั้นจึงพูดอย่างละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ไม่ว่าจะถามอะไรก็ล้วนแต่พูดเพิ่มอีกสองสามประโยค
พวกหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อที่กำลังเก็บโต๊ะก็เคลื่อนไหวช้าลง ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
ส่วนพวกผู้ชายสกุลจูก็ไม่ได้ลุกไปไหน ยังคงนั่งฟังอยู่ที่โต๊ะเช่นนั้น
และเย่อวี๋หรานก็ไม่ได้หยุด ‘ถาม’ ต่อหน้าพวกเขาด้วย
เทียบกับยามที่ออกไปเมื่อเช้าแล้ว หลินซื่อในตอนนี้ ‘เซื่องซึม’ อย่างเห็นได้ชัด
ก่อนหน้านี้นางยังมีท่าทีดุร้าย คิดว่าตัวเองจะต้องจัดการได้ แต่เมื่อไปถึงหมู่บ้านสกุลหลี่ว์จริง ๆ แล้วถูกเจ้าหน้าที่หลี่ว์จัดการมาเช่นนี้ ในใจนางก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา
“ท่านแม่ ท่านว่าเรื่องนี้จะจัดการได้หรือไม่เจ้าคะ?” สุดท้ายนางก็ยังคงถามความเห็นของเย่อวี๋หรานอย่างระมัดระวัง
เย่อวี๋หรานถามว่า “เจ้าได้ทำสัญญากับเจ้าหน้าที่หลี่ว์หรือไม่?”
“อา สัญญาหรือเจ้าคะ?” หลินซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง
“ยามที่ออกจากบ้านไป ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกไว้หรือว่าเจ้าไปครั้งนี้ ที่สำคัญคือไม่ได้ไปหาเรื่องหลี่ว์ต้าซุ่น แต่ต้องการได้รับสิทธิการเลี้ยงดูของหลานสาวทั้งสามคนเมื่อมารดาของพวกนางถึงแก่กรรม ข้าก็ไปขอสิทธิการเลี้ยงดูซานเม่ยและซื่อเม่ยมาโดยตรง ครั้งนี้เจ้าไปหมู่บ้านสกุลหลี่ว์ แต่ไม่ได้มาด้วยหรือ?” หากไม่มีสายตาที่มุ่งมั่น เย่อวี๋หรานก็ไม่คิดจะ ‘ช่วยเหลือ’
หลินซื่อรีบหยักหน้า “มีเจ้าค่ะท่านแม่ มีเจ้าค่ะ เจ้าหน้าที่หลี่ว์ให้ข้ามา…”
นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้
จูอู่วิ่งเข้ามา หยิบกระดาษส่งให้เย่อวี๋หราน
ยามที่ส่งให้เขาก็ยังลอบมองเล็กน้อย
แม้ว่าความจำของเขาจะไม่ดีเท่าจูชี แต่ในบ้านก็มีการเรียนอยู่ตลอด จะกี่มากน้อยเขาก็พอจะรู้อยู่บ้าง อย่างชื่อของหลินซื่อและคำว่า ‘สัญญา’ สองพยางค์นี้เขาล้วนรู้จัก
เย่อวี๋หรานหยิบมันขึ้นมาดูครู่หนึ่ง แม้ว่าสัญญาจะไม่สมบูรณ์ แต่ยามที่หลินซื่อออกไป เรื่องที่บอกไปหลินซื่อล้วนจัดการเรียบร้อย
“อืม! ในเมื่อได้มาแล้ว เช่นนั้นก็ต้องเก็บไว้ให้ดี หลังจากนี้เจ้าจะสามารถดูแลหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาไว้ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสัญญานี้แล้ว” เย่อวี๋หรานวางมันลงบนมือของจูอู่ ให้เขาส่งมันกลับไปให้หลินซื่อและพูดต่อ “วันนี้เจ้าไปอย่างกะทันหัน พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวอยู่บ้าง รอไปอีกสักหน่อย จะต้องมีคนตอบโต้อย่างแน่นอน ถึงครานั้นคงมีคนคิดจะพาตัวเด็กกลับไป แต่ถ้ามีสัญญานี้อยู่ แม้ว่าครอบครัวของหลี่ว์ต้าซุ่นจะอยากชิงตัวเด็กกลับไปก็ไม่ง่ายแล้ว เมื่อเจ้ายืนหยัดได้อย่างมั่นคง เสียงของเจ้าก็จะเป็นที่รับฟังมากขึ้นจนสามารถขู่คนได้”