ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 438 อยากร่ำรวย
บทที่ 438 อยากร่ำรวย
นอกจากนี้นางยังไม่อยากให้ชีวิตบั้นปลายยามแก่ตัวของนางจะต้องดิ้นรนอยู่กับความยากจน และพบกับจุดจบที่ไม่ดี
ดังนั้นนางจึงคิดวิธีหนึ่งขึ้นมา ในเมื่อการขายส่งไม่สามารถทำเงินได้มากนัก เช่นนั้นคว้าพ่อค้าคนกลางและผู้ค้าปลีกที่อยู่เบื้องหลังไว้ได้หรือไม่?
เย่อวี๋หรานมุ่งความสนใจไปที่พี่เป้าซึ่งเคยมาเข้าร่วมงานมงคลของครอบครัวนาง ทั้งยังรู้จักกับนางแล้ว
“เรื่องทำการค้า แน่นอนว่าครอบครัวเราไม่สามารถลงมือทำด้วยตัวเองได้ เช่นนั้นก็ต้องหาคนที่ไว้ใจได้ และน่าเชื่อถือมาสักคน เจ้ายังจำเจี่ยงโหย่วเซิงผู้นั้นได้หรือไม่?”
จูซานพยักหน้า เขามีความประทับใจในตัวเด็กหนุ่มผู้นี้อยู่
“ช่วงที่เขาอยู่บ้านของพวกเรา ข้าก็สังเกตเขาอยู่เหมือนกัน แม้จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ไม่ได้เสียทีเดียว ข้าคิดจะจ่ายค่าแรงให้เขาทำงานให้ครอบครัวพวกเรา” เย่อวี๋หรานพูด “เช่นนี้ แม้ว่าพวกพี่น้องของเจ้าจะไม่ออกหน้า ผู้หญิงในบ้านก็จัดการเรื่องการติดต่อกับคนภายนอกได้อย่างสะดวก คู่ค้าคนแรกที่ข้ามองไว้คือพี่เป้า เขาเป็นคนซื่อสัตย์ อีกทั้งข้ายังเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตลูกชายบุญธรรมของเขาเอาไว้ ดังนั้นเรื่องการส่งมอบการค้ากับภายนอกให้เขาดูแลจึงไม่น่ามีปัญหามากนัก”
“พี่เป้าหรือขอรับ?” จูซานลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “แม้ยามที่ข้าอยู่ในตำบล เขาจะดูแลข้าเพราะเห็นแก่หน้าท่านแม่ แต่ท่านแม่ขอรับ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นอันธพาล ครอบครัวเราไปเกี่ยวข้องกับเขาเช่นนี้คงไม่ค่อยดีกระมัง?”
เย่อวี๋หรานมองเขาและพูดว่า “อันธพาลแล้วอย่างไร? อันธพาลจะไม่สามารถ ‘กลับตัวกลับใจ’ ‘เปลี่ยนเป็นคนใหม่’ ได้หรือ? เจ้าลองไปถามพี่เป้าดู ถามว่าอันธพาลเช่นเขาหากมีวิธีที่สามารถหาเงินได้อย่างมั่นคง พวกเขาจะยอมมาเป็นอันธพาลหรือ? เช่นนั้นคงไม่มีทาง หากอยากเอาตัวรอดก็มีเพียงแต่ต้องก้าวอยู่บนเส้นทางของอันธพาลเท่านั้น ลองมองไปยังเจี่ยงโหย่วเซิงก็รู้แล้ว เขาดูเหมือนอยากเป็นอันธพาลหรือ?”
จูซานนึกถึงเด็กหนุ่มผู้นั้น ในช่วงที่อยู่บ้านของพวกเขาก็ดูซื่อสัตย์เป็นอย่างยิ่ง
แม้แต่ตอนนี้ หากพบเขาในเมือง เด็กหนุ่มคนนั้นก็จะเรียกเขาว่า ‘พี่สาม’ และสุภาพกับเขามาก
เมื่อถือของบางสิ่งก็จะมีคนเข้ามาเต็มใจช่วยถือให้
ในโลกนี้มีเรื่องบังเอิญเช่นนั้นเสียที่ไหน เมื่อใดก็ตามที่ออกไปทำธุระ ก็จะพบกับเจี่ยงโหย่วเซิงหรือคนของพี่เป้าเสมอเลยนี่? แน่นอนว่าต้องมีคนจับตาดูเขาและแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน
“ก็ใช่ขอรับ เด็กหนุ่มผู้นี้ยามที่พบข้ามักจะบอกว่านึกถึงวันเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านพวกเรา ช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุดในชีวิต คือช่วงไม่กี่วันนั้นขอรับ”
“ดังนั้นข้าจึงคิดอยากจะให้เขามาช่วยดูแลการค้า” เย่อวี๋หรานกล่าว “เขาคุ้นเคยกับพวกเรา กับพี่เป้าก็เป็นคนคุ้นเคยเช่นกัน ยามที่ส่งข่าวคราวหรือทำเรื่องอะไรก็สะดวก”
ความกังวลของจูซานลดลงไปบ้าง
เย่อวี๋หรานเห็นเขายังไม่สบายใจก็พูดต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลเรื่องสถานะอันธพาลของพวกเขา ว่าจะทำให้ครอบครัวของเราโดนติฉินนินทาใช่หรือไม่?”
“ขอรับ”
“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลไป เมื่อพวกเขาเริ่มทำการค้าแล้ว ความรู้สึกที่ว่าพวกเขาเป็นอันธพาลก็จะถูกกำจัดออกไปเอง นอกจากนี้เจ้าคิดว่าหากทำการค้า ทั้งขาวและดำจะไม่ต้องติดต่อกันเลยหรือ?” ดวงตาของเย่อวี๋หรานฉายแววลึกล้ำขณะพูด “มีเรื่องมากมายให้เรียนรู้ ไม่ใช่ว่าหากของเจ้าดีการค้าของเจ้าก็จะเป็นไปได้ด้วยดีแน่นอน หากเจ้าไม่จัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างด้านขาวและด้านดำ อาจทำให้แผงขายของของเจ้าถูกจัดการและหายไป ต้องยอมเสียเงินบางส่วนหากต้องการกำไรจริง ๆ หากทำให้ใครมาจับตามองแม้แต่ชีวิตก็อาจจะตกอยู่ในอันตราย บางครั้งด้วยสถานะของพวกพี่เป้าก็สามารถช่วยให้เลี่ยงปัญหาได้”
จูซานนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินเรื่องบางอย่างตอนที่เขาเดินไปรอบตำบล ร้านไหนที่เพิ่งตั้งใหม่แต่ไม่ได้จ่ายค่าคุ้มครอง ก็จะเลิกขายไปในไม่กี่วัน
และหากร้านไหนที่ไปทำให้คนไม่พอใจ
ก็จะถูกคน ‘ลงโทษ’ ตอนนี้แม้แต่การค้าก็ไม่ได้ทำแล้ว
“ตอนนี้พวกเรายังหาเงินได้น้อย ไม่สามารถหยุดมือได้ เงินที่หาได้ของพวกเราก็เพื่อให้คนในบ้านเรียนหนังสือ และเพื่อทำให้ชีวิตของคนในครอบครัวเป็นไปด้วยดี ไม่ใช่สักแต่จะทำเพื่อหาเงิน ดังนั้นจึงไม่อาจสร้างปัญหาให้ครอบครัวเพราะต้องการหาเงินได้” เย่อวี๋หรานยังเตือนจูซานต่อ หากเขาออกไปข้างนอกต้องห้ามลืมเรื่องนี้เด็ดขาด
บางครั้งหากสามารถตกลงกันได้ด้วยเงินหรือผลประโยชน์ เช่นนั้นก็ควรปล่อยวางไปบ้าง
อาจดูเหมือน ‘ขาดทุน’ แต่หากมองในระยะยาว ไม่แน่ว่าจะสามารถกลายเป็นผลดีได้
จูซานพยักหน้า
“เรื่องนี้ที่บอกเจ้าไว้ เพื่อให้เจ้าคิดคำนวณในใจยามที่เจ้าอยู่ในตำบล ตราบใดที่รู้ไว้ก็ไม่เป็นไรแล้ว เรื่องอื่นก็อย่าสอดมือเข้าไปยุ่ง เรื่องนี้เมื่อถึงเวลาข้าจะไปพูดคุยเรื่องการค้ากับพี่เป้าและเจี่ยงโหย่วเซิงด้วยตัวเอง” เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าข้าคิดมาแค่วันสองวัน ส่วนใหญ่เป็นเพราะก่อนหน้านี้ในบ้านมีเรื่องมากมาย ทั้งยังไม่ค่อยมั่นใจ จึงรอดูสถานการณ์ไปก่อน ตอนนี้การเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงก็กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว เรื่องงานในหมู่บ้านก็เสร็จแล้ว มันเทศที่สะสมไว้ในบ้านก็ควรจะเอาไปโยนทิ้งได้แล้ว…”
ความหมายของนางคือ เมื่อเริ่มการค้านั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำเสียใหญ่โต เริ่มจากตั้งแผงลอยเล็ก ๆ เพื่อดูเชิงตลาดก่อน
ถ้าผลลัพธ์ดีเช่นนั้นก็ทำต่อไป แต่หากไม่ดีเช่นนั้นก็ถอยออกมาชั่วคราวก่อน
นอกจากแป้งมันเทศแล้ว นางยังเตรียมสิ่งอื่นได้อีกเล็กน้อย เมื่อถึงเวลาก็ตั้ง ‘ร้านหลู่เว่ย[1]’ ตั้งหม้อขายในตรอก
ต้องการกินอะไรก็แค่บอกมา จากนั้นจะนำไปต้มในหม้อ หากอยากเอากลับไปกินที่บ้าน ก็ให้นำชามกับตะเกียบมาเอง หากอยากกินทันทีก็ให้มากินที่โต๊ะข้างทางได้
เมื่ออากาศเริ่มเย็นขึ้น เช่นนั้นชามอุ่น ๆ สักชามจะทำให้รู้สึกสดชื่นแน่นอน
แม้ว่าธุรกิจนี้จะไม่ได้เริ่มทำในทันที แต่เมื่อได้ยินว่าแม่ของเขามีแผนในใจ จูซานก็โล่งอกจริง ๆ
หลังจากธุรกิจค้าชาดเลิกไป เขาก็กังวลใจมากจริง ๆ
แม้ว่าหลี่ซื่อจะมีการค้าอยู่ตลอด แต่รายได้ก็ค่อนข้างน้อย ไม่มีที่ไหนที่รายได้มากเท่าร้านขายชาด ค่าใช้จ่ายเรื่องการศึกษาของจูชีกลับเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งหมดจึงไม่มีหนทางเลย
อย่ามองว่าตอนนี้จูชีมีเพียงแค่ค่าเล่าเรียน เสื้อผ้าที่บ้านก็ทำเอง อาหารก็นำไปเอง แต่ที่จริงแล้วพวกพู่กันและหมึกล้วนมีค่าใช้จ่าย
จูชีคนเดียวก็ใช้เงินไปเกือบสิบตำลึงแล้ว
ในปีก่อนครอบครัวพวกเขาต้องเก็บเงินอยู่นานเท่าไรถึงจะได้เงินมากถึงเพียงนั้น?
ไม่เรียนหนังสือก็คงไม่รู้ แต่พอเรียนหนังสือแล้วจูซานก็รู้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนล้วน ‘เคารพ’ บัณฑิต ไม่เคารพก็ไม่ได้เพราะคนล้วนใช้เงินผลักดัน
คนที่ทำงานในไร่นาจะมีสักกี่คนที่ยอมจ่ายเงินจำนวนขนาดนี้?
หลังจากผ่านไปไม่กี่ปี หากสามารถผลักดันให้ผ่านการสอบขุนนางได้ เช่นนั้นก็ดี แต่หากผลักดันไม่ได้ เช่นนั้นทั้งสกุลคงพังทลายแล้ว
สิ่งที่จูซานกลัวที่สุดคือเงินในบ้านถูกใช้จ่ายไป แล้วเมื่อถึงเวลาหนังสือก็ไม่ได้เรียน ทั้งครอบครัวมีกินไม่อิ่มท้อง เช่นนั้นต้องไม่คุ้มอย่างแน่นอน
เมื่อในบ้านปลูกมันเทศ จูซานก็กลับไปที่ตำบลกับจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าอีกครั้ง งานในบ้านจึงไม่ได้ช่วย เขาจึงไปขอพี่เป้าทำงานหาเงินในตำบล
ไม่ใช่งานที่ใช้แรงอะไร แต่เป็นงานที่ทำธุระให้ครอบครัวที่ร่ำรวยอย่างซื้อของหรือส่งจดหมาย
ได้เงินน้อยกว่างานที่มีความเสี่ยง
ในใจพี่เป้าคิดคำนวณแล้ว งานที่จัดให้จูซานล้วนเป็นงานที่คนไม่ชอบเพราะ ‘เงินน้อย’ และไม่เต็มใจที่จะ ‘รับจ้างทำธุระแทนคนอื่น’
เรื่องนี้จูซานทำโดยที่ปิดบังเย่อวี๋หรานไว้ เขาเกรงว่าหากตัวเองบอกไป เย่อวี๋หรานจะไม่เห็นด้วย แต่เขาก็เป็นผู้ชายคนหนึ่ง หากไม่สามารถช่วยงานที่บ้านได้ ทั้งยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับที่บ้านได้ ก็ไม่ต่างกับการได้ ‘มีกินโดยไม่ต้องทำอะไร’ ซึ่งเขาทนไม่ได้
จูชีมีกินโดยที่ไม่ต้องทำอะไรได้เพราะคนต้องไปเรียนหนังสือ ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็มีกินได้โดยไม่ต้องทำอะไรเพราะพวกเขายังเด็กอยู่ แต่เขาเป็นผู้ชายที่แต่งงานแล้ว ทั้งยังเป็นพ่อคนแล้ว ถ้ายังจะให้ที่บ้านมา ‘เลี้ยงดู’ อีกเช่นนั้นจะต่างอะไรกับเศษสวะเล่า?
[1] ร้านหลู่เว่ย หมายถึง สตรีตฟู้ดจีนที่เป็นที่นิยมมากในไต้หวัน เป็นเมนูตุ๋นโดยลูกค้าสามารถเลือกของที่อยากกินที่หน้าร้านได้ตามใจ และคนขายจะเอาทั้งหมดไปตุ๋นในหม้อให้