ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 439 คนที่คิดค้นน้ำมันดอกกุ้ย
บทที่ 439 คนที่คิดค้นน้ำมันดอกกุ้ย
จูซานรู้ถึง ‘ความกังวล’ ของเย่อวี๋หราน ทั้งยังรู้ว่าตัวเองไม่สามารถทำงานที่เสี่ยงอันตรายได้ ไม่เช่นนั้นมันจะส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัวด้วย ดังนั้นจึงทำได้เพียงทำงานที่ได้เงินไม่มาก อย่างมากก็ได้ทำงานที่ ‘รับจ้างทำธุระแทนคนอื่น’
ต้องกล่าวว่าอันธพาลที่ใช้จ่ายเกินตัวจนเคยชินล้วนไม่อยากทำ จึงให้เขาทำได้พอดี
แท้จริงแล้ว ‘งาน’ เช่นนี้จะต้องมีประกาศรับสมัครคนจนเป็นที่แย่งชิงอย่างมาก คนที่ทำงานในไร่นาเช่นเขาส่วนมากเป็นคนที่เต็มใจจะทำงาน อย่างไรก็ตามจะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้เจอกับพวกพี่เป้า ทั้งยังสามารถบากหน้าไปขอรับงานเช่นนี้ได้?
อันธพาลก็มีลู่ทางของอันธพาล แต่หากไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันในระดับหนึ่ง คนก็ไม่เต็มใจจะแนะนำให้เขา แม้จะเป็นสถานที่ที่ไม่เป็นระเบียบก็ไม่ให้
เมื่อสกุลจูทำการเพาะปลูกเสร็จแล้ว พวกลูกชายและลูกสะใภ้สกุลจูก็เริ่มเดินไปรอบหมู่บ้านเพื่อสอนวิธี ‘ปลูก’ มันเทศให้พวกเขา
หลังจากยุ่งอยู่กับงานหลายวัน ก็มีคนส่งของมาที่บ้านอยู่เสมอ ถือเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อรักษาคำพูดกับเย่อวี๋หราน ทั้งหมดล้วนรับของมาและในวันถัดมาก็ส่งของขวัญกลับไปอย่างหนึ่ง
ช่วงเวลานั้นเรียกได้ว่าสกุลจูและสกุลอื่นในหมู่บ้านต่อสู้กันอย่างดุเดือด
“ไอ้หยา กุ้ยฮวาเสิ่น ท่านมีอะไรหรือ?” หลี่ซื่อที่เพิ่งกล่อมให้ซานเป่าและซื่อเป่านอนเสร็จ เห็นว่ามีคนถือตะกร้ายืนอยู่หน้าประตูเรือน
เมื่อเปิดประตูก็เห็นว่า นี่คือกุ้ยฮวาเสิ่นที่เพิ่งมาเมื่อวันก่อนไม่ใช่หรือ?
สาเหตุที่เรียกว่ากุ้ยฮวาเสิ่นเพราะที่บ้านของนางมีผู้หญิงเกิดในช่วงที่ดอกกุ้ยกำลังบานสะพรั่งพอดี เป็นเรื่องบังเอิญเช่นกันที่ในยามนั้นสามีของนางกำลังยืนรอข่าวอยู่ที่ลานบ้าน เมื่อดอกกุ้ยดอกหนึ่งหล่นใส่หัวของเขา ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กทันที
จากนั้นหมอตำแยก็ออกมา “ยินดีด้วย เป็นเด็กผู้หญิง!”
สามีของนางตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง “เด็กผู้หญิง เด็กผู้หญิงก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรก็มีลูกชายแล้ว จะได้มีทั้งลูกชายลูกสาวพอดี รวมกันก็เป็นคำที่ดี”
ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าคำว่า ‘ดี’ เขียนอย่างไร แต่จะกี่มากน้อยก็ยังพอรู้ว่า ตัวอักษรซีกหนึ่งนั้นแทนลูกชาย และตัวอักษรอีกซีกหนึ่งแทนลูกสาว ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งอยากพูด
ดังนั้นชื่อของลูกสาวคนที่สองในสกุลจึงตั้งเป็น จูกุ้ยฮวา
จูกุ้ยฮวาแก่กว่าจูปาเม่ย และแต่งงานไปเมื่อปีที่แล้ว แต่งออกไปแล้วก็กลายเป็นคนของบ้านสามี ปกติแล้วจะพบนางแค่ครั้งเดียวช่วงตรุษจีน
ไม่ต้องพูดให้มากความ แต่ระยะนี้ผู้คนล้วนเห็นว่าหมู่บ้านสกุลจูนั้นสภาพดีขึ้น ถือเป็นเรื่องดีสำหรับนาง นางจึงถูกผลักดันให้กลับมาบ้านเดิมบ่อยครั้งเมื่อไม่มีอะไรทำ
ด้วยเหตุนี้ กุ้ยฮวาเสิ่นจึงรู้สึกขอบคุณสกุลจูมากเป็นพิเศษ นางใช้ประโยชน์จากเรื่องต้นกล้ามันเทศเพื่อไปที่บ้านสกุลจูอีกสองสามครั้ง
“นี่ไม่ใช่ของจากกุ้ยฮวาหรอก เมื่อวานก็กลับมาแล้ว นี่ก็ไม่ใช่ของหายากอะไร เป็นเพียงดอกกุ้ย ข้าแค่เอาไปตากแห้งแล้วเอามาให้อีกครั้ง” กุ้ยฮวาเสิ่นเปิดผ้าคลุมบนตะกร้าให้หลี่ซื่อดู
“ในหมู่บ้านของพวกเขามีกุ้ยฮวาเยอะมาก ไม่เหมือนหมู่บ้านพวกเราที่มีเพียงสองสามต้น พอเก็บไปหมดก็ไม่มีแล้ว ภูเขาด้านหลังหมู่บ้านของพวกเขามีต้นใหญ่มากต้นหนึ่ง ใหญ่จนเก็บดอกกุ้ยไม่หมด”
“นั่นเป็นเรื่องที่ดี ดอกกุ้ยตากแห้งแล้ว ผสมดื่มกับชากลิ่นดอกไม้จะมีกลิ่นหอมมากทีเดียว” หลี่ซื่อรับไป และยิ้มตอบ “มากถึงเพียงนี้ ถึงเวลาจะให้พวกปาเม่ยเอาไปทำเครื่องประทินผิว หากใส่ไว้ในเครื่องประทินผิวก็จะมีกลิ่นหอมด้วย”
ปกติแล้วสกุลจูจะรับดอกไม้จากบ้านอื่นแต่พวกเขาจะจ่ายเงิน ทว่ากุ้ยฮวาเสิ่นผู้นี้เอามาส่งด้วยตัวเอง เช่นนั้นจึงเป็น ‘ของขวัญ’ ไม่สามารถจ่ายเงินได้
หลี่ซื่อให้กุ้ยฮวาเสิ่นนั่งลงก่อน นางเทของออกมาและคืนตะกร้าให้อีกฝ่ายไป
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่หลี่ซื่อจะคืนตะกร้าเปล่า ข้างในยังวางขนมเปี๊ยะมันเทศสองชิ้นที่เพิ่งทอดเมื่อเช้าไว้ด้วย
วิธีการทำสิ่งนี้ก็ง่าย ๆ เอาแป้งมันเทศที่ผสมกับน้ำเติมเกลือเล็กน้อย จากนั้นค่อยเอาลงไปทอดในกระทะทีละแผ่น จนได้ที่ทีละแผ่น ไม่ว่าจะนำไปใช้ทำกับข้าวหรือนำไปเป็นอาหารว่างก็ล้วนดีทั้งนั้น
ในการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา สิ่งที่สกุลจูขายได้มากที่สุดนอกจากแป้งมันเทศ ก็ยังมีขนมเปี๊ยะมันเทศด้วย
กุ้ยฮวาเสิ่นไม่จำเป็นต้องมอง เมื่อเอามาถือไว้ในมือก็รู้ว่ามีบางอย่างในตะกร้า นางปฏิเสธอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้านี่จริง ๆ เลย ข้ามาเพื่อมอบดอกกุ้ยให้ เจ้ายัดของมาให้ข้าแบบนี้ ไม่รู้คิดว่าข้าโลภอยากได้ของบ้านเจ้าหรืออย่างไร ถ้าครั้งหน้าทำเช่นนี้อีกข้าจะไม่มาแล้วนะ”
หลี่ซื่อไม่กลัว นางยิ้มและตอบว่า “ท่านส่งของให้ข้า แต่ข้าส่งของให้ท่านไม่ได้หรือ? เกรงว่าจะไม่ได้ หากแม่สามีของข้ารู้ว่ารับของมาเปล่า ๆ จะต้องดุข้าทั้งคืนเป็นแน่ กุ้ยฮวาเสิ่น ท่านก็เป็นคนอ่อนโยนคนหนึ่ง แน่นอนว่าคงไม่อยากให้ข้าโดนแม่สามีต่อว่าใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินชื่อของเย่อวี๋หราน ก็เป็นธรรมดาที่กุ้ยฮวาเสิ่นจะไม่สามารถตอบกลับไปได้ว่า ‘เช่นนั้นก็ให้นางดุไปเถอะ ถึงอย่างไรก็ดุว่าไม่กี่ประโยค ไม่เจ็บไม่คันนักหรอก’
แม่สามีคนอื่นจะดุด่าไม่กี่ประโยคก็คงใช่ แต่เย่อวี๋หรานเป็นคนเช่นไรเล่า?
เป็นความจริงที่ชื่อเสียงของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นั้นใช้สร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนได้ไม่ใช่หรือ?
“ก็ถูก แม่สามีของเจ้านิสัยเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ” กุ้ยฮวาเสิ่นพยักหน้าเล็กน้อยด้วยสีหน้าลำบากใจ “คนธรรมดาเห็นแม่สามีเจ้าก็หวาดหวั่นจนไม่กล้าแม้แต่จะพูดสักคำ ก่อนหน้านี้หลายครั้งที่ข้าเจอนางบนถนนก็ล้วนหลบหน้านาง เพราะกลัวว่าจะถูกนางเจอเข้าแล้วด่าข้าทั้งที่ไม่ได้ทำ
อะไร”
หลี่ซื่อ ‘ชำเลือง’ มองและยิ้มออกมา “ข้าเข้าใจ คนที่มาบ้านข้ามีใครบ้างที่ไม่กลัวแม่สามีของข้าเล่า? บางครั้งยังมีคนมาชะเง้อคอดูว่าแม่สามีของข้าอยู่หรือไม่ เมื่อเห็นว่าแม่สามีไม่อยู่ก็จะพูดอะไรอีกสักสองสามประโยค เมื่อพูดจบแล้วก็จะรีบจากไปโดยเร็ว วางใจเถอะ แม่สามีของข้าปกติแล้วเป็นคนที่ยุ่งมาก ไม่ค่อยได้ออกมาเดินเล่นนัก หากบังเอิญเจอจริง ๆ ก็แค่ทักทายไปก็ได้”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ไม่กล้าพอ…เดิมทีข้ามีเรื่องจะถามแม่สามีของเจ้า แต่เพราะเหตุนี้ข้าจึงไม่กล้าพูดกับแม่สามีของเจ้ามาตลอด”
“หืม กุ้ยฮวาเสิ่นมีธุระอยากพูดกับแม่สามีของข้าหรือ? เรื่องอะไรหรือ?” หลี่ซื่อประหลาดใจ ปกติแล้วทุกคนจะมาหานางหรือไม่ก็มาหาคนอื่นในบ้าน แต่คนที่จะมาหาแม่สามีของนางมีไม่มากนัก
แม้แต่ซานเสิ่นเหนียง และซื่อเสิ่นเหนียงที่ทั้งสองครอบครัวอยู่ใกล้กันจนสามารถเดินไปมาหาสู่กันได้ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะมีเรื่องให้พบกับจูซานจ้วงและจูซื่อหู่ตั้งแต่แรก พวกนางสองคนก็คงไม่กล้ามาหาแม่สามีของนางเช่นกัน
แต่ก็ต้องขอบคุณความไร้ยางอายของพวกนางที่มาหาถึงบ้าน ไม่เช่นนั้นจูซื่อหู่คงต้องถูก ‘หญิงผู้ใสซื่อราวดอกไม้’ จับเข้าให้แล้ว
ถึงตอนนี้ เรื่องนั้นก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ แต่ได้ยินมาว่าหญิงผู้ใสซื่อราวดอกไม้ผู้นั้นกำลัง ‘ดูตัว’ อยู่คาดว่าเรื่องนี้คงใกล้จะจบแล้ว
“นี่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของลูกสาวข้า…” กุ้ยฮวาเสิ่นมีท่าทีลำบากใจ ขณะที่เล่าเรื่องราวออกไป
เดิมทีหลังจากที่กุ้ยฮวาของบ้านนางแต่งออกไปแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ดีถึงเพียงนั้น แม้ว่าคนในสกุลจะปฏิบัติต่อกุ้ยฮวาไม่แย่นัก แต่ในบ้านยังมีน้องชายของสามีที่ขยันสร้างเรื่องทุกวี่ทุกวัน ด้วยทรัพย์สินในบ้านที่มีเพียงเล็กน้อย เมื่อนางแต่งเข้าไปก็ ‘ขาดทุน’ แล้ว
เรื่องมันเทศฤดูหนาวครานี้ แม้ว่าครอบครัวของพวกนางจะได้รับต้นกล้ามันเทศมาบ้าง แต่จำนวนก็น้อยจนไม่เพียงพอ
ทันใดนั้นเองก็นึกขึ้นได้ว่าสกุลจูทำชาดมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าใครบอกแต่ได้ยินมาว่าสกุลจูมีคนที่สามารถทำน้ำมันดอกกุ้ยได้ด้วย นางยังจำได้ว่าสกุลจูดูเหมือนจะรวบรวมดอกกุ้ยไว้เป็นจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นก็ทำเครื่องประทินผิว ชาด และน้ำมันดอกกุ้ยขาย
นางก็ไม่แน่ใจจึงคิดอยากจะมาถามหลี่ซื่อเสียก่อน หากเป็นเรื่องจริง นางก็ต้องการยืมปากของหลี่ซื่อไปปรึกษาหารือกับเย่อวี๋หรานสักหน่อย ว่าสามารถขายสูตรน้ำมันดอกกุ้ยให้ครอบครัวของพวกนางได้หรือไม่