ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 443 ไม่อยากถอนตัวหรือ?
บทที่ 443 ไม่อยากถอนตัวหรือ?
“หรือท่านไม่เคยคิดจะถอนตัวมาก่อน?” เย่อวี๋หรานทราบว่าเรื่องนี้ไม่เล็ก จึงไม่รีบร้อน ทั้งยังกล่าวเนิบช้าว่า “ท่านคงไม่ได้คิดจะเป็นนักเลงไปตลอดชีวิตกระมัง? ข้าเห็นท่านรับเลี้ยงลูกชายบุญธรรมมากมาย แท้จริงแล้วเพื่ออะไร หากมิใช่เพื่อให้มีคนดูแลยามแก่เฒ่า? แต่คนเป็นนักเลงสุดท้ายแล้วมีสักกี่คนที่ได้มีจุดจบที่ดี? เหตุใดจึงไม่ผันตัวไปเป็นพ่อค้าที่ค้าขายโดยสุจริตตั้งแต่ตอนที่ยังหนุ่มยังมีโอกาสเล่า?”
เย่อวี๋หรานมีการเตรียมตัวมาล่วงหน้า นางสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลใหญ่ในตำบลมาแล้ว
นางกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเรื่องของตระกูลใหญ่เหล่านั้น เขาย่อมรู้ดีกว่านางว่าครอบครัวไหนมีพื้นเพสะอาดสะอ้านบ้าง?
ตระกูลที่ค่อย ๆ มั่งมีขึ้นมานั้น มีใครมือสะอาดมาตั้งแต่แรกเริ่ม? พวกเขาสั่งสมรากฐานกิจการครอบครัวจนถึงระดับหนึ่งแล้วค่อยล้างตัวพลิกโฉมหน้า จึงได้มีกิจการใหญ่โตดังเช่นทุกวันนี้มิใช่หรือ?
ในเมื่อพวกเขาสามารถทำได้ แล้วเหตุใดพี่เป้าจะทำไม่ได้?
เมื่อได้ฟังคำกล่าวเหล่านั้น พี่เป้าก็เริ่มจะหวั่นไหวขึ้นมา
ใช่ว่าเขาไม่อยากแต่งภรรยา ให้กำเนิดบุตร ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ แต่เส้นทางที่เขาเดินอยู่นี้กำหนดไว้แน่นอนแล้วว่าไม่อาจมีจุดจบที่ดี เขาจึงไม่อยากทำร้ายคนอื่น
ทว่าคำพูดของเย่อวี๋หรานทำให้เขามองเห็นความหวัง
“พวกเราไม่ได้จะหาเงินก้อนใหญ่ให้ได้ตั้งแต่ตอนแรก แต่พยายามตั้งหลักให้ได้เสียก่อน ทำทุกอย่างแบบค่อยเป็นค่อยไป ผ่านขั้นตอนที่จำเป็นไปให้ได้ ขอเพียงสามารถใช้ชีวิตอย่างมั่นคง จะเสียเปรียบเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างคลุมเครือยิ่งนัก แต่นางเชื่อว่าอีกฝ่ายเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วจะต้องเข้าใจแน่นอน
“สถานการณ์ทางบ้านของข้า ท่านก็รู้ดี เจ้าเจ็ดกำลังเรียนหนังสือ ปีหน้าก็จะเข้าร่วมการสอบแล้ว ดูจากท่าทีของอาจารย์คล้ายจะมีความมั่นใจมากทีเดียว ถึงจะสอบไม่ได้ตำแหน่งใหญ่โตอันใด แต่เมื่อสอบรับราชการได้แล้วก็นับว่ามีที่ให้พึ่งพา มีตำแหน่งติดตัว เรื่องหลายอย่างก็จะง่ายขึ้น”
พี่เป้าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับจูชีมากนัก แต่ลูกน้องของเขาที่อยู่บนถนนเส้นนั้นเคยพูดถึงมาก่อนว่าอาจารย์ท่านนั้นโปรดปรานจูชียิ่งนัก ชมเปาะว่าเขาเรียนเก่งนักหนา
ไม่ได้มีเพียงตัวเขาที่เรียนเก่ง หลานชายสองคนของเขายิ่งโดดเด่น ยังไม่ทันได้เข้าเรียนอย่างเป็นทางการก็ฉายแววเหนือกว่าลูกศิษย์ทั้งหลายในสำนักศึกษาเสียแล้ว
แต่เพราะฐานะของตนเอง พี่เป้ากลัวว่าจะชักนำความเดือดร้อนมาให้อีกฝ่าย จึงไม่ได้เข้าหา แต่มีลูกน้องคอยรายงาน ทำให้เขาพอทราบข่าวคราวบ้าง
ตอนที่เขาผูกสัมพันธ์ฉันญาติมิตรกับเย่อวี๋หราน ย่อมไม่ใช่เพียงเพราะเห็นแก่บุญคุณที่อีกฝ่ายช่วยชีวิตเสี่ยวฝูจื่อ เหตุผลอีกข้อก็คือต้องการจะวางเดิมพันไว้กับจูชี
มิคาดว่าผู้อื่นก็วางเดิมพันไว้กับตัวเขาด้วยเช่นกัน
“เรื่องนี้ยังไม่รีบ ตอนนี้อากาศยังร้อน การค้าที่ข้าพูดถึงถ้าเริ่มดำเนินการในช่วงอากาศหนาวเย็นจะขายได้ดีกว่า ท่านก็ลองเก็บไปพิจารณาดู ถ้าตัดสินใจได้แล้วค่อยให้จูซานกลับเรือนมาแจ้งข้า ประเดี๋ยวข้ายังต้องเดินทางกลับหมู่บ้านสกุลจู คงไม่รั้งอยู่ต่อแล้ว” เย่อวี๋หรานพูดธุระเสร็จก็กล่าวคำอำลา
“ได้ ข้าขอคิดดูก่อน” พี่เป้าเองก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะตัดสินใจได้ตามลำพัง จำเป็นต้องไปหารือกับลูกน้องทั้งหลายอีกทีหนึ่ง
หลังจากไปส่งเย่อวี๋หรานที่หน้าประตูเรือน พี่เป้าก็ให้คนไปส่งข่าวแก่ผู้ช่วยหลายคนนั้นว่าให้มารวมตัวที่เรือนของเขา
“ค้าขาย?”
“พวกเราทำไม่เป็นนี่นา”
“เป็นเรื่องจริง? พี่เป้า มีคนมาหาพวกเราเพราะอยากค้าขายด้วยหรือ?!”
……
แต่ละคนต่างประหลาดใจ เพราะพวกเขาคิดเช่นเดียวกับพี่เป้า ปกติคนที่มาหาพวกเขามักจะมาเพื่อเรื่องที่ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณะ
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาหาพวกตนเพื่อทำการค้าที่ขาวสะอาด
แม้จะเป็นเพียงแผงขายของเล็ก ๆ ร้านหนึ่ง แต่ชัดเจนว่ามีจุดประสงค์เพื่อการทำมาหากิน มาหาพวกเขาเพื่อการค้าขายแบบนี้จะสามารถทำได้จริง ๆ หรือ?
“จูต้าเหนียงคิดอย่างไรกันนะ? การค้าขายแบบนี้พวกเราทำได้หรือ?”
พี่เป้าพูดว่า “เจตนาของจูต้าเหนียงคงอยากหาทางออกให้พวกเรา ให้พวกเราได้กลับตัว ต่อไปก็ทำมาหากินอย่างสุจริต”
“ทำมาหากินอย่างสุจริต?” มีคนอึ้งงัน
“ใช่แล้ว ก็คือการทำมาหากินอย่างสุจริต ขอเพียงพวกเราตั้งใจค้าขายจนสำเร็จ สามารถหาเลี้ยงปากท้องได้แล้ว ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องที่ไม่อาจพบผู้คนเหล่านั้นอีก”
“พี่เป้า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่มีเงินก็จบกระมัง?” มีคนลังเลพลางกล่าวว่า “พวกเราไปมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่ไม่ควรรู้ไปแล้ว ต่อให้อยากจะถอนตัวก็คงไม่ง่ายนักหรอก?”
ก่อนหน้านี้ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากถอนตัว ตอนแรกคิดว่าหาเงินได้สักก้อนก็จะถอนตัวออกจากเส้นทางสายนี้
แต่เมื่อเดินมาถึงก้าวนี้จึงตระหนักได้ว่าบางเรื่องราวใช่ว่าเจ้าอยากถอนตัวก็สามารถถอนตัวออกมาได้
พี่เป้าบอกให้คนผู้หนึ่งไปเฝ้าประตูเอาไว้ แล้วค่อยขยับเข้ามาใกล้และกระซิบว่า “ข้าแค่อยากถามพวกเจ้าว่าถ้ามีโอกาสถอนตัว พวกเจ้าอยากถอนตัวหรือไม่?”
ผู้ที่สามารถเป็นผู้ช่วยได้ แม้จะไม่ได้หาเงินได้มากมาย แต่ย่อมต่างจากนักเลงหัวไม้ทั่วไปที่มีกินมื้อเว้นมื้อ ทุนรอนสร้างครอบครัวสักนิดก็ไม่อาจเก็บหอมรอมริบเอาไว้ได้
ว่ากันตามความสัตย์จริง พวกเขาย่อมอยากถอนตัว
ขอเพียงสามารถถอนตัวออกไปได้ก็จะสามารถแต่งภรรยาและใช้ชีวิตอย่างมั่นคงได้แล้ว
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงลังเลเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ถ้ามีลู่ทางหาเงินอื่นย่อมต้องอยากถอนตัวอยู่แล้ว ผู้ใดจะอยากทำเรื่องสุ่มเสี่ยงที่อาจต้องเสียกบาลไปตอนไหนก็ได้ไปตลอดชีวิต?”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ลองเดิมพันดูสักครั้ง” พี่เป้ากัดฟันกล่าวว่า “พวกเจ้าคงยังจำจูชี ลูกชายของจูต้าเหนียงที่ได้เรียนหนังสือคนนั้นได้กระมัง? พวกเจ้าเคยไปสืบข่าวของเขามาแล้ว”
“จำได้ ข้าเป็นคนไปสืบเอง” หนึ่งในนั้นชูมือขึ้นกล่าวว่า “ข้าไปตีสนิทกับแม่เฒ่าที่ทำอาหารให้สำนักศึกษาสกุลเสิน นางรู้สถานการณ์ของพวกลูกศิษย์ในสำนักศึกษาอย่างทะลุปรุโปร่ง บอกว่าจูซุ่นเต๋อผู้นี้มีพรสวรรค์ด้านการเรียน เขาอาจเข้าเรียนช้ากว่าคนอื่น แต่ไม่ว่าเรื่องใดเรียนรู้เพียงครั้งเดียวก็ทำได้แล้ว ร้ายกาจยิ่งนัก ยังมีหลานชายสองคนนั้นที่เขาเป็นคนสอนด้วยตนเอง ตัวยังสูงไม่ถึงเอวของพวกเราด้วยซ้ำ แต่กลับเฉลียวฉลาดยิ่ง แค่เห็นก็รู้ว่าเกิดมาเพื่อเป็นบัณฑิต”
“ตอนนั้นพวกเราอยากเข้าหาจูต้าเหนียงก็เพราะเรื่องนี้เอง” พี่เป้ากล่าว “ตอนนั้นพวกเราอยากหาทางถอยให้ตัวเอง คนตระกูลใหญ่พวกนั้นไว้ใจไม่ได้ พวกเรายังกุมความลับของพวกเขาเอาไว้อีกต่างหาก ถ้าไม่มีเรื่องอะไรยังพอว่า แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา คนกลุ่มแรกที่จะถูกสังเวยก็คือพวกเรา ดังนั้นข้าจึงอยากสานสัมพันธ์กับจูต้าเหนียง ขอเพียงลูกชายของนางสอบรับราชการได้ วันหน้าหากมีคนคิดจะกำจัดพวกเราก็คงไม่ง่ายขนาดนั้นอีกแล้ว…”
เขายังอ้างถึงนักเลงคนหนึ่งในถนนใกล้เคียงกันที่สำคัญตนผิด เผลอไปล่วงเกินคนตระกูลใหญ่เข้า จะร้ายกาจเพียงไหนสุดท้ายก็ยังถูกกำจัดทิ้งไปอย่างง่ายดาย
สุดท้าย บรรดาพี่น้องของคนผู้นั้นยังไม่กล้าปริปากอะไรสักคำ
เพราะเหตุใดจึงไม่กล้า?
ยังมิใช่เพราะในมือไม่มีอะไรไปสู้คนเบื้องบน ได้แต่กล้ำกลืนเอาไว้ ปล่อยให้ผ่านไปก็เท่านั้น
พี่เป้ายังยกตัวอย่างว่าในบรรดาคนตระกูลใหญ่เหล่านั้นมีนายท่านผู้เฒ่าคนหนึ่ง ช่วงแรกที่เขาสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาก็หาได้มีพื้นเพสะอาดสะอ้าน ตอนนี้กลับชุบตัวกลายเป็นเศรษฐีผู้เฒ่าไปแล้วไม่ใช่หรือไร? ฉากหน้าทำการค้าสุจริต แต่ในทางลับเป็นอย่างไร พวกเขาคนไหนไม่รู้บ้าง?
“ดังนั้นข้าจึงอยากเดิมพันสักครั้ง พวกเจ้าลองคิดดู อย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่จบไม่สวย แต่ถ้าไม่ลองเสี่ยงดู พวกเราก็จบไม่สวยอยู่ดีนี่นา? ไม่เดิมพันก็ทำได้เพียงรอวันถูกจัดการโดยไร้หนทางรับมือ แต่ถ้าเดิมพันสักตั้ง หากพวกเราชนะเดิมพันก็จะได้กลายเป็นนายท่านผู้เฒ่าอีกคน มีเกียรติศักดิ์ศรีมีเงินทอง ถึงตอนนั้นการแต่งเมียสร้างครอบครัวก็ไม่ใช่แค่ฝันกลางวันอีกต่อไปแล้ว”