ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 444 ทำไมครอบครัวพวกข้าถึงไม่ได้?!
บทที่ 444 ทำไมครอบครัวพวกข้าถึงไม่ได้?!
พี่เป้ายิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดนี้ถูกต้องแล้ว
หากเลือกได้ ผู้ใดจะอยากงอมืองอเท้านั่งรอความตาย?
ต่อให้ทุกวันได้กินอาหารเลิศหรูก็ไร้ความหมาย
มีแต่ตอนที่มีความหวัง สามารถแต่งภรรยาให้กำเนิดบุตร ใช้ชีวิตเช่นคนธรรมดาทั่วไป นั่นต่างหากจึงจะเรียกว่า ‘การใช้ชีวิต’
เย่อวี๋หรานหาได้ทราบว่าคล้อยหลังนางไปแล้วกลับมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
คาดว่าต่อให้รู้เรื่องก็คงไม่นึกแปลกใจ
เรื่องนี้เป็นได้ทั้งเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก อีกฝ่ายยิ่งให้ความสำคัญก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง ในอนาคตเมื่อตัดสินใจเลือกแล้วก็จะยิ่งเชื่อถือได้
ครั้นไปถึงสำนักศึกษาสกุลเสิน หลังจากเข้าพบอาจารย์เสินแล้ว เย่อวี๋หรานก็ไปสนทนากับเสินต้าเหนียงสักพัก ทั้งยังตกลงเรื่องการค้าเส้นมันเทศที่ได้ทดลองขายมาหลายวันแล้วให้เป็นที่แน่นอนในที่สุด
นับตั้งแต่สกุลเสินมีเส้นมันเทศและขนมเปี๊ยะมันเทศก็ได้รับความนิยมในหมู่ลูกศิษย์อย่างล้นหลาม คนจำนวนไม่น้อยสั่งจองล่วงหน้าเพื่อส่งกลับไปให้ครอบครัว
เมื่อเพื่อนบ้านได้ยินว่าสกุลเสินมีอาหารแปลกใหม่ก็มาถามไถ่ถึงเรือน
“เส้นมันเทศของเจ้าทั้งอร่อย เหนียวหนึบ และช่วยให้อิ่มท้อง คนเยอะแยะล้วนชม
ชอบ” เสินต้าเหนียงพูดเคล้ารอยยิ้ม “ก่อนหน้านี้เจ้าส่งมาให้ บอกว่าเอาไว้ให้พวกลูกศิษย์กิน ที่จริงแล้วมีส่วนหนึ่งถูกเพื่อนบ้านแย่งไป พอพวกเขาได้ยินข่าวก็มาขอซื้อให้ได้ ข้าจะไม่ให้ก็กระไรอยู่”
รอยยิ้มบนใบหน้านั้นบอกชัดว่าการค้านี้ไม่เพียงสามารถทำได้ แต่ยังทำได้ระยะยาวอีกด้วย
เย่อวี๋หรานยิ้มแล้วพูดว่า “มีคนชอบก็ดีแล้ว ถึงตอนที่อากาศหนาวกว่านี้ ข้าค่อยส่งอาหารอย่างอื่นมาให้เจ้าลองชิมอะไรใหม่ ๆ ในหมู่บ้านชนบทของพวกข้า อย่างอื่นน่ะไม่มีหรอก ได้แต่ใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากหน่อยเท่านั้นแหละ”
“ไอ้หยา สามารถทำของอร่อยได้ก็นับว่าเป็นความสามารถชั้นยอดแล้ว ชีวิตของคนเรานอกจากอาหารการกินและเสื้อผ้าอาภรณ์แล้วยังมีอะไรอีก? ไม่มีแล้ว ที่เรือนข้าอย่างอื่นน่ะมีไม่มาก แต่เด็ก ๆ น่ะมีเยอะทีเดียว ของที่เจ้าส่งมาให้นับว่าถูกใจพวกเขาแท้ ๆ คราวหน้าถ้ามีของดีอะไรอีกก็อย่าลืมคิดถึงข้าก็แล้วกัน”
“แน่นอนว่าปีนี้ไม่ทันแล้ว มีแค่ของกินพวกนี้ รอถึงปีหน้าจึงจะมีอาหารหลากหลายอย่างแท้จริง ถึงตอนนั้นจะให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตาชมดูอาหารพื้นบ้านของพวกข้าสักครา”
“ได้ ข้าจะรอดู”
……
ครั้นกลับถึงหมู่บ้านสกุลจู เย่อวี๋หรานก็คิดถึงถั่วเหลืองที่ไปเก็บมาจากบนเขาเมื่อปีที่แล้ว
ถึงเวลานี้สมควรไปเก็บได้แล้ว
นางเรียกหาจูซื่อ ให้อีกฝ่ายเป็นเพื่อนนางขึ้นเขาไปสักรอบ
“ท่านแม่ คงเป็นทางนี้กระมัง? แม้จะไม่ค่อยเหมือนกันสักเท่าไหร่ แต่ข้าจำได้ว่าน่าจะเป็นที่นี่” จูซื่อเดินเข้าไปพลางย้อนนึกทบทวน
“คงใช่กระมัง ลองเข้าไปดูก่อน ถึงอย่างไรถั่วเหลืองก็หนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว” ตอนมาเก็บถั่วเหลืองในครั้งนั้น เย่อวี๋หรานไม่ได้ให้พวกเขาตัดต้นถั่วเหลืองจนเกลี้ยง แต่จงใจเหลือไว้เล็กน้อย
แต่นางไม่แน่ใจว่าถั่วเหลืองส่วนใหญ่ถูกพวกนางตัดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้จะยังมีเยอะเหมือนเดิมอีกหรือไม่
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นท่ามกลางแมกไม้
“เอ๋ นั่นคุณชายกานไม่ใช่หรือ?” จูซื่อตาไว มองแวบเดียวก็จำได้ เขาร้องทักทันที
“คุณชายกาน?”
กานอี้เซียนพลันเงยหน้าขึ้นมา “ไอ้หยา พวกท่านเองหรือ จูต้าเหนียง จูซื่อ…พวกท่านขึ้นเขามาทำอะไรหรือ? ตัดฟืน?”
ความจริงกานอี้เซียนเห็นอีกฝ่ายตั้งแต่พวกเขาขึ้นเขามาแล้ว จึงจงใจมาดักรออยู่ข้างหน้า รอให้ ‘พบกันโดยบังเอิญ’
“เปล่า พวกข้ามาหาถั่วเหลือง” พอจูซื่อเห็นอีกฝ่ายก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม เขาอธิบายว่า “ก็คือถั่วเหลืองที่ท่านพาพวกข้ามาเก็บเมื่อปีที่แล้วอย่างไรเล่า จำได้หรือไม่?”
“จำได้สิ อยู่ทางนั้นแน่ะ เดินตรงไปอีกหน่อยก็เจอแล้ว” กานอี้เซียนว่าพลางแกว่งกระต่ายที่ถืออยู่ในมือ “พวกท่านจะเอาเจ้านี่หรือไม่? ข้าเพิ่งจับได้”
ครั้นเห็นกระต่ายตัวอ้วนท้วนในมือเขา จูซื่อย่อมอยากได้อยู่แล้ว “ท่านต้องส่งไปขายในตำบล เอามาให้พวกข้าคงไม่ดีกระมัง?”
“มีอันใดไม่ดีกัน พวกท่านเพิ่งเกี่ยวข้าวกันเสร็จไม่ใช่หรือ รอจนตากข้าวใหม่เสร็จแล้วเก็บไว้ให้ข้าสักกระสอบ ถึงตอนนั้นข้าค่อยเอาของไปแลก”
“ตกลง จวนจะตากเสร็จแล้ว รอจนพวกข้าฝัดข้าวเสร็จค่อยเก็บไว้ให้ท่าน”
……
เย่อวี๋หรานไม่ได้ร่วมวงสนทนาด้วย เพียงเลิกคิ้วมองกานอี้เซียนอยู่หลายที
เพิ่งจะพบหน้าเมื่อหลายวันก่อน วันนี้ก็จงใจหาเหตุมาพบ เขาจะขยันเกินไปแล้วหรือไม่?
มีกานอี้เซียนช่วยนำทาง การหาถั่วเหลืองจึงง่ายขึ้นมาก
แลเห็นต้นถั่วเหลืองขึ้นแน่นขนัด ไม่แพ้ปีก่อนเลยสักนิด
“ท่านแม่ มีเยอะจริง ๆ คงได้ขนกันหลายรอบแน่ขอรับ” จูซื่อยิ้มระรื่นหน้าตาชื่นบาน
ถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำเต้าหู้และซีอิ๊ว คราวก่อนเพียงนำมาทดลองทำซีอิ๊วอยู่ไม่กี่ครั้ง ที่เหลือล้วนนำไปทำเต้าหู้สำหรับขายทั้งหมด
ถั่วเหลืองปริมาณเท่านั้น พอถึงตอนท้ายค่อยพบว่าไม่พอใช้เลยสักนิด
ด้วยเหตุนี้ ช่วงหลัง ๆ คนสกุลจูจึงไม่ได้ทำเต้าหู้บ่อยเหมือนเดิมอีก แต่เว้นหลายวันค่อยทำสักครั้ง ถั่วเหลืองชุดสุดท้ายถูกใช้หมดไปตั้งแต่ช่วงเก็บเกี่ยว คนที่มาซื้อช้าหน่อยก็ไม่ทันเสียแล้ว
โชคดีที่หลังจากนั้นยังมีเส้นมันเทศและขนมเปี๊ยะมันเทศมาทดแทน การค้าของครอบครัวจึงไม่ได้ซบเซาไปเสียทีเดียว
“ข้าเห็นแล้ว พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยขึ้นเขามาเก็บ” เย่อวี๋หรานพูด
ความจริงแล้วมาเก็บเอาป่านนี้ ต้นถั่วเหลืองเริ่มจะแห้งเหี่ยวไปบ้างแล้ว
ฝักถั่วบางส่วนปริแตก เมล็ดถั่วร่วงหล่นลงพื้น
แต่ก็ช่วยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ต้องเกี่ยวข้าวและปลูกมันเทศ ทุกคนยังยุ่งกันอยู่ ได้แต่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก สุดท้ายค่อยมาเก็บเอาตอนนี้
คนทั้งสองยืนยันตำแหน่งแล้วก็กล่าวลากับกานอี้เซียน จากนั้นจึงลงจากเขา
กานอี้เซียนผู้น่าสงสาร ยังไม่ทันได้พูดอันใดกับจูต้าเหนียงก็ต้องยืนมองส่งอีกฝ่ายจากไปเสียแล้ว
เขาเกาศีรษะ จริงสิ ข้าว่าจะบอกอะไรจูต้าเหนียงกันนะ?
แต่หลังจากคิดอยู่นานก็คิดไม่ออก
ยามเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะสว่างเรื่อเรือง คนสกุลจูก็ลุกขึ้นมาจากเตียง
บ้างเตรียมอาหารมื้อเช้า บ้างดูแลความเรียบร้อยภายในเรือน จากนั้นก็ให้คนส่วนหนึ่งรั้งอยู่เฝ้าเรือน คนอื่น ๆ ถือไม้หาบและเคียวออกจากเรือนไป
คนมีมาก งานจึงดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาแค่ช่วงเช้าก็ตัดถั่วเหลืองไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
ตอนเที่ยงเมื่อรับประทานอาหารเสร็จ เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้ตามขึ้นเขาไปอีก แต่ให้ผู้ชายในเรือนไปทำต่อ ส่วนนางรั้งอยู่เด็ดฝักถั่วกับพวกลูกสะใภ้
เด็ดฝักถั่วเหลืองจากต้นโยนใส่ตะกร้า
จากนั้นก็แกะฝักถั่วเหลืองเอาเมล็ดออกมา
อย่าเห็นว่าซานเป่าและซื่อเป่าอายุยังน้อย ครั้นเห็นพวกผู้ใหญ่กำลังทำงานกันอยู่ พวกเขายังวิ่งเข้ามาขอมีส่วนร่วมด้วย
หลี่ซื่อจนปัญญาจึงได้แต่ยกเก้าอี้มาให้ บอกให้พวกเขาช่วยเด็ดฝักถั่วออกจากต้น
แน่นอนว่านางยังคอยจับตามองไปด้วย ไม่อย่างนั้นพอพวกเขาเด็ดเสร็จแล้วจะโยนทิ้งไปทางไหนก็ไม่อาจรู้ได้
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยหนึ่งตะกร้า ส่วนหลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาหนึ่งตะกร้า พวกนางรับผิดชอบแกะเมล็ดถั่วออกจากฝัก ส่วนคนอื่น ๆ เด็ดฝักถั่ว
ระหว่างนั้น สตรีในเรือนยังลุกไปฝัดข้าว ไล่นกกระจอกที่บินโฉบลงมา
ขณะนั้นเอง พลันมีเสียงสตรีผู้หนึ่งร้องห่มร้องไห้ดังมาจากนอกเรือน “ฮือ ๆๆ…ทำไม? ทำไมคนอื่นล้วนได้กล้ามันเทศ มีแต่พวกข้าที่ไม่ได้ พวกข้าลงชื่อรับสิทธิ์แล้ว พอเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสประกาศเรื่องนี้ ครอบครัวข้าก็ไปลงชื่อทันที ข้าอยากจะถามหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นัก เห็นว่าแม่ม่ายอย่างข้าไม่มีสามี ถึงได้จงใจรังแกกันแบบนี้ใช่ไหม?”