ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 442 การค้าที่สุจริต
บทที่ 442 การค้าที่สุจริต
“แล้วทำไมตรงนี้ถึงมีจุดกลม ๆ ด้วยขอรับ?” เสี่ยวฝูจื่อพลิกดูแท่งไม้ก็พบว่าส่วนใหญ่ล้วนมีจุดกลม ๆ กำกับไว้
เย่อวี๋หรานหยิบแท่งที่มีจุดกลม ๆ ขึ้นมา แล้วพูดว่า “จุดกลมพวกนี้หมายถึง ‘สิบ’ หนึ่งจุดกลมเท่ากับสิบ สองจุดกลมเท่ากับยี่สิบ บวกกับเส้นขวางข้างล่างก็เท่ากับ สิบเอ็ด ยี่สิบเอ็ด สามสิบเอ็ด…”
“ยากจังเลย” ไม่ทันไรเสี่ยวฝูจื่อก็รู้สึกงงงวยเสียแล้ว “ท่านย่า อันนี้ยากเกินไป ถ้าแค่เล่นสนุกแล้วจะยากเพียงนี้ ข้าไม่เล่นดีกว่า”
เห็นท่าทางจนด้วยเกล้าของเด็กน้อยตรงหน้า เย่อวี๋หรานก็หลุดหัวเราะออกมา “สบายใจได้ เจ้าไม่รู้จักเลขพวกนี้ก็เล่นได้เหมือนกัน เห็นลูกเต๋านี้หรือไม่ บนนั้นเขียนหมายเลขเอาไว้ ไม่ใช่จุดกลม พอพวกเราเรียงเสร็จแล้วก็ทอยลูกเต๋า”
ครั้นโยนได้เลข 2 นางก็หยิบค้อนจิ๋วขึ้นมาสุ่มเคาะแท่งไม้ที่มีตัวเลขลงท้ายด้วยเลข 2 อย่างเบามือ
“ทอยลูกเต๋าเสร็จก็ถึงเวลาเคาะแท่งไม้ ตรงนี้ต่างหากที่ยาก เจ้าต้องเคาะเบา ๆ ช้า ๆ อย่าให้ตึกไม้หลังนี้ถล่มลงมาระหว่างที่เคาะ” นางพูดพลางเคาะช้า ๆ
เสี่ยวฝูจื่อยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเจ้าของเล่นนี่มันสนุกตรงไหน
เย่อวี๋หรานบอกให้เขาไม่ต้องรีบร้อน เรื่องสนุกยังรออยู่ตอนท้าย
เมื่อเคาะแท่งไม้ออกมาได้ครึ่งแท่ง เย่อวี๋หรานก็ใช้นิ้วมือหยิบแท่งไม้ลงมาจากตึกสูง “ท้าดา! เห็นไหม ดึงแท่งไม้ออกมาได้แล้ว เอาล่ะ ถึงรอบเจ้าทอยลูกเต๋าแล้ว”
เสี่ยวฝูจื่อทอยได้เลข 6 เขาทำตามเย่อวี๋หราน หาแท่งไม้ที่มีหมายเลขลงท้ายด้วยเลขหน้าตาเหมือนกันแล้วเริ่มเคาะ
แต่เขาไม่ได้ระวังแรงที่ใช้ พอเคาะหนึ่งที ตัวตึกก็พลันเอียงกระเท่เร่
“อ๊ะ ระวัง อย่าให้ถล่มเชียว ถ้าถล่ม เจ้าก็แพ้แล้ว…” เย่อวี๋หรานร้องเตือน
เสี่ยวฝูจื่อพลันตกใจ ชักมือกลับมาทันที
“เบามือหน่อย จะต้องเคาะเบา ๆ ทำช้า ๆ ต้องใจเย็น” เย่อวี๋หรานบอกให้เขาลองทำอีกครั้ง
คราวนี้เสี่ยวฝูจื่อคล้ายจะตระหนักได้ถึงความยากแล้ว เขาเริ่มเคาะอีกครั้งอย่างเบามือ
เบาเกินไปก็จะไม่ขยับ แรงเกินไปก็ไม่ได้ เพราะออกแรงมากไปตึกก็จะเริ่มเอนเอียง
เมื่อเขาเคาะแท่งไม้ออกมาได้ครึ่งแท่งแล้ว เย่อวี๋หรานก็พูดว่า “เอาล่ะ ดึงได้แล้ว…เห็นหรือยัง เคาะได้ความยาวเท่านี้ก็ค่อย ๆ ดึงออกมาได้แล้ว ขั้นตอนนี้จะต้องระวังให้ดี ดึงอย่างเบามือ ให้แท่งไม้ขนานกับพื้น อย่าให้เบี้ยว…”
เสี่ยวฝูจื่อดึงปลายด้านหนึ่งของแท่งไม้ หัวใจเต้นตึกตัก
เขาตระหนักถึงความยากของการเล่นเจ้านี่แล้ว ตอนทอยลูกเต๋าไม่นับเป็นอย่างไร การเคาะเป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น ทั้งยังต้องดึงออกมาอย่างระมัดระวัง นี่ต่างหากจึงเป็นขั้นตอนที่ยากอย่างแท้จริง
“ฮ่า! ข้าดึงออกมาได้แล้ว ข้าดึงออกมาได้แล้ว” พอเขาดึงแท่งไม้ออกมาได้สำเร็จก็กระโดดโลดเต้นอย่างดีอกดีใจ
เย่อวี๋หรานหัวเราะ “เป็นอย่างไรบ้าง สนุกใช่ไหม? เอาล่ะ ตอนนี้ถึงตาข้าแล้ว”
“อื้ม! สนุกขอรับ!” เสี่ยวฝูจื่อมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ใช่แล้ว เจ้าของเล่นนี่สนุกกว่าตุ๊กตาแม่ทัพเสียอีก เร้าใจยิ่ง!
ทำให้หัวใจเขาเต้นระทึก ถึงตอนนี้ยังเต้นแรงอยู่เลย
เมื่อพี่เป้ากลับมาจากข้างนอก ก็ต้องประหลาดใจที่ได้เห็นลูกชายบุญธรรมคนเล็กสุดของเขากำลังกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีปรีดา
“มีเรื่องอันใดกัน? พวกท่านทำอะไรกันอยู่ เสี่ยวฝูจื่อถึงได้อารมณ์ดีปานนี้?” พี่เป้าหาได้ประหลาดใจต่อการมาเยือนของเย่อวี๋หราน เพราะก่อนที่เขาจะกลับมา ก็มีคนไปแจ้งข่าวต่อเขาแล้วว่ามีคนมาเยือนที่เรือน
บางครั้งเย่อวี๋หรานก็จะมาเยี่ยมเสี่ยวฝูจื่อ ไม่ใช่เรื่องแปลกหายากแต่อย่างใด
“พ่อบุญธรรม” เสี่ยวฝูจื่อขานเรียกอย่างร่าเริง “ท่านรีบมาเร็วเข้า ท่านย่าเอาตึกถล่มมาให้ข้า สนุกยิ่งนัก”
เขาเรียกพี่เป้ามาแล้วอธิบายวิธีเล่นแก่อีกฝ่าย
เสี่ยวฝูจื่อรู้สึกว่าเจ้าสิ่งนี้สนุกจริง ๆ จึงอยากแบ่งปันกับบิดาบุญธรรม
พี่เป้าลองเล่นดูแล้วก็พบว่าของเล่นชิ้นนี้ดูเหมือนจะสนุกจริง ๆ ด้วย เขาหัวเราะร่า “ฮ่า ๆๆๆ…เจ้านี่น่าสนใจไม่เบาเลยนี่นา จูต้าเหนียง ต้องเป็นของที่ท่านเอามาอีกแน่แล้ว ถ้าท่านมาแบบนี้หลาย ๆ ครั้ง เสี่ยวฝูจื่อของข้าคงตามท่านกลับไปด้วย ไม่ต้องการข้าอีกแล้วเป็นแน่”
“เขาอยากได้ของเล่นของข้าต่างหาก? แท้จริงแล้วในใจคิดถึงแต่ท่าน ดูเอาเถอะ พอได้ของดีมาแล้ว มีครั้งไหนที่เขาไม่แบ่งปันกับท่านบ้าง?” เย่อวี๋หรานยิ้มพลางตอบโต้กลับไป
“เรื่องนี้ก็จริง ฮ่า ๆๆๆ…”
พี่เป้ากลับมาแล้ว เย่อวี๋หรานก็ไม่รีรอต่อไป กล่าวตามตรงว่าตนเองมาคราวนี้คือ ‘ไม่มีเรื่องกลุ้มใจก็ไม่เข้าวัด[1]’ มาหาก็เพราะมีเรื่องจะขอความช่วยเหลือ
พี่เป้าเรียกให้ลูกน้องคนหนึ่งมาเล่นกับเสี่ยวฝูจื่อ ส่วนตนเองกับเย่อวี๋หรานเดินเข้าไปในเรือน
“ว่ามาเถอะ จูต้าเหนียง ท่านมีเรื่องอะไรหรือ? ท่านวางใจเถิด ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับท่าน ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าสามารถทำได้ ย่อมรับปากแน่นอน” พี่เป้าใจนักเลงยิ่ง ไม่ถามสักคำว่าเป็นเรื่องใดก็ให้คำมั่นเสียแล้ว
เขากล้าพูดเช่นนี้ก็เพราะได้คบหาเย่อวี๋หรานมาพอสมควรแล้ว ทราบว่านางไม่ใช่คนโลภหรือพูดจาเกินจริง จะต้องมีธุระจริง ๆ จึงได้มาพบ
ทั้งยังเกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหนจึงกล่าวเปิดทางให้
แต่คำพูดไม่น่าฟังยังคงต้องบอกไว้ก่อน ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เขาสามารถทำได้ เช่นนั้นก็จนปัญญา
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางเอ่ยว่า “ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอันใดหรอก แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับพวกท่านหรือไม่”
นางกล่าวสาเหตุการมาเยือนออกมา
“จับมือค้าขาย?!” พี่เป้ามีสีหน้าไม่คาดฝัน “เรื่องนี้ เหตุใดท่านจึงคิดถึงข้า? จูต้าเหนียง ข้าไม่ได้ดูถูกตัวเอง แต่คนทั่วไปจะทำการค้าคงไม่มีใครคิดถึงข้าหรอกกระมัง? ข้าเป็นพวกเก็บค่าคุ้มครอง ผู้อื่นหนีหน้าข้ายังไม่ทัน แล้วจะ…”
ใช่แล้ว เป็นจริงดังนั้น
ตั้งแต่เขาเข้ามาอยู่ในสายอาชีพนี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนคบหาคนตระกูลใหญ่หรือยามไปมาหาสู่กับคนทั่วไป เมื่อมีเรื่องดีงามเช่นนี้ไม่เคยมีใครคิดถึงเขากันสักคน
‘ความร่วมมือทำการค้า’ ของคนเหล่านั้นมักเป็นเรื่องที่ไม่อาจให้คนอื่นรับรู้
การค้าสุจริตซึ่งสามารถทำได้อย่างเปิดเผยตามที่เย่อวี๋หรานพูดมานั้นนับว่าเป็นครั้งแรก
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ทำไมรึ ท่านเก็บค่าคุ้มครองก็ไม่อาจเปิดร้านค้าเสียเอง? ข้าเลือกท่านก็เพราะคุณสมบัติข้อนี้ของท่าน ท่านเป็นคนมีชื่อ หากวางแผงขายของก็ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่อง ส่วนข้าก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งเต้นเอง เพียงรอให้พวกท่านค้าขายได้เงิน รอรับเงินที่เรือนตนเองอย่างสบายใจก็พอแล้ว ข้าคิดว่าวิธีนี้ดี แต่ไม่รู้ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่”
“เรื่องนี้…” พี่เป้าลังเลเล็กน้อย “เรื่องที่พวกข้าเคยทำมาก่อน ข้าก็ไม่ขอปิดบังท่าน มือไม่ได้สะอาดสักเท่าใด ข้ากลัวแต่ว่าพอพวกข้าทำแล้ว ไม่เพียงจะหาเงินไม่ได้ แต่ยังจะสร้างปัญหาให้พวกท่านอีกด้วย”
[1] ไม่มีเรื่องกลุ้มใจก็ไม่เข้าวัด 无事不登三宝殿 หมายถึง หากไม่มีธุระ/ความจำเป็นก็คงไม่มา