ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 447 จับใส่กรงหมูเสียก็สิ้นเรื่อง
บทที่ 447 จับใส่กรงหมูเสียก็สิ้นเรื่อง
“เจ้ากล้าตบข้า?!” แม่ม่ายฉินกำลังด่าเสียเพลิน ฝ่ามือนี้ของเย่อวี๋หรานกลับทำให้นางต้องตะลึงพรึงเพริด
แน่นอนว่าหลังจากโพล่งประโยคนี้ออกไปแล้ว นางถึงเพิ่งรู้สึกตัว ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านางคือหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ จะลงไม้ลงมือกับตนเองก็ไม่แปลกนี่นา?!
“หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ข้าบอกเจ้าเลยนะ ข้าท้องลูกสามีของเจ้า เจ้ากล้าลงมือกับข้า” แม่ม่ายฉินรู้สึกตระหนกขึ้นมาแล้วแต่ก็ยังฝืนทนต่อไป ประกาศเสียงกร้าวว่า “ถ้าลูกในท้องข้าเป็นอะไรไป จูเหล่าโถวสู้ตายกับเจ้าแน่!!!!!”
“ฮ่า สู้ตายกับข้า? เป็นเจ้าหรือว่าเขากันล่ะ? แน่จริงเจ้าก็เข้ามาสิ” เย่อวี๋หรานกล่าวเสียงเย็นเยียบ “ข้าก็อยากรู้นักว่าผู้หญิงที่เอาตัวมาเกาะเกี่ยวเป็นชู้กับสามีชาวบ้านจะสู้ตายกับข้าอย่างไร!”
“ฝ่ามือนั้นของข้าถือว่าช่วยเรียกสติให้เจ้า จูเหล่าโถว เขาเป็นสามีของข้า”
“ข้ายังยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ แต่เจ้ากลับเรียกหาสามีข้าต่อหน้าข้า คิดว่าข้าตายไปแล้วเรอะ?”
เย่อวี๋หรานไม่พูดถึงจูปาเม่ยสักคำ
ตลกแล้ว เด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือนคนหนึ่ง ถ้าเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน วันหน้าจูปาเม่ยจะไปพบหน้าผู้คนได้อย่างไร?
แต่นางไม่เหมือนกัน ถึงอย่างไรลูกชายและหลานชายของนางล้วนโตหมดแล้ว กระดูกแก่ ๆ ที่ต่อให้อยากแต่งงานใหม่ก็ยังไม่มีใครต้องการ เดิมทีชื่อเสียงก็ไม่ได้ดีงามอะไร จึงไม่สนใจหากว่าจะต้องแย่ไปกว่านี้
ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคก็ดึงความขัดแย้งกลับมาที่เรื่องระหว่างนางกับแม่ม่ายฉิน สตรีที่เป็นชู้กับสามีคนอื่นกลับกล้ามาเอะอะต่อหน้าภรรยาเอกของคนเขา นี่ไม่ใช่มาหาเรื่องแล้วยังจะเป็นอะไรไปได้อีก?
คนที่ได้ยินเสียงอึกทึกแล้วห้อมล้อมเข้ามาดูมีมากขึ้นทุกขณะ
พวกเขาใจเต้นระทึกยิ่ง ไม่รู้ว่าแม่ม่ายฉินไปเอาความกล้ามาจากที่ใด กลับกล้ามาหาเรื่องหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ไม่ต้องการชีวิตแล้วชัด ๆ
หากเป็นเมื่อหลายปีก่อนตอนที่คนอดตายกัน แม่ม่ายฉินจะดิ้นรนเช่นนี้ พวกเขาก็ยังพอเข้าใจได้
แต่ตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ลำบากถึงเพียงนั้นอีกแล้ว ลูกชายสองคนของแม่ม่ายฉินก็โตแล้ว ความเป็นอยู่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น นางมาอาละวาดเช่นนี้คิดอะไรอยู่กันแน่?
อย่าว่าแต่ทุกคนไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสที่กำลังเร่งรุดมาก็ทั้งเดือดดาลและไม่เข้าใจเช่นกัน
แม้พวกเขาจะตัดสิทธิ์มันเทศหน้าหนาวของครอบครัวแม่ม่ายฉิน แต่ก็ไม่ได้บีบคั้นพวกนางจนถึงที่ตายนี่นา ปีนี้ปริมาณที่ทุกคนได้รับก็ไม่ได้มากอะไร ขอเพียงนางทำตัวดี ๆ เข้าฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็ได้ปลูกด้วยกันอยู่ดีไม่ใช่รึ?
นอกจากนี้ก็ไม่ได้มีแค่มันเทศ ยังมีวิธีปลูกข้าวแบบใหม่ นั่นก็ยังทำด้วยกันได้นี่นา
แม่ม่ายฉินไม่เชื่อว่าจูเหล่าโถวไม่อยู่ แต่ร่ำร้องมาครึ่งค่อนวันแล้ว จูเหล่าโถวก็ยังไม่ออกมาเสียที นางเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง “เป็นสามีเจ้าแล้วจะทำไม? เป็นสามีเจ้าก็มานอนกับข้าเปล่า ๆ ได้งั้นเรอะ?”
“ในท้องข้าคือลูกชายของเขา เขากล้าพูดว่าเขาไม่รับไหม?”
นางถลึงตามองเย่อวี๋หรานอย่างดุร้าย ดวงตาแดงก่ำ
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ แม่ม่ายฉินไม่มีทางถอยอีกแล้ว ไม่รอดก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น
เย่อวี๋หรานยิ้มเย็น “เจ้าคิดว่าครอบครัวนี้ข้าใหญ่ที่สุด หรือเขาใหญ่ที่สุดกันเล่า?”
“เจ้า…” แม่ม่ายฉินย่อมไม่กล้าตอบอยู่แล้ว
ด้วยนิสัยของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ นางรู้อยู่แล้วว่าหากนางตกอยู่ในกำมืออีกฝ่ายจะต้องไม่มีจุดจบที่ดีแน่นอน จูเหล่าโถวเท่านั้นจึงจะเป็นฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายของนาง
แม่ม่ายฉินกัดฟันจนกระพุ้งแก้มเจ็บระบม แต่ยังคงพูดว่า “ข้าท้องลูกของจูเหล่าโถว ถ้าเจ้ากล้าลงมือกับข้า คนที่เจ้าฆ่าก็คือเลือดเนื้อสกุลจู เจ้ามันนังอสรพิษ”
“ดูเหมือนเจ้าจะลืมไปว่าคนอื่นเรียกข้าว่าอะไรกระมัง? เจ้าคิดว่าฉายา ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ นี้ ข้าได้มาเพราะเสียงดังกว่าคนอื่นเท่านั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานเชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างดูถูก ประหนึ่งกำลังมองของสกปรกอยู่กระนั้น “อย่างนั้นเจ้าก็ดูเบาข้าเกินไป
แล้ว”
“เจ้าจะทำอะไร?!” แม่ม่ายฉินรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
ขณะนั้นเอง เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสก็มาถึงเสียที
ทั้งสองคนหอบแฮก ครั้นมาถึงก็ปลอบโยนเย่อวี๋หราน บอกนางว่าไม่ต้องมีโทสะ พวกเขาจะจัดการเรื่องนี้เอง จะต้องมอบคำอธิบายให้นางแน่นอน
“มอบคำอธิบายให้ข้า? คำอธิบายอะไร?” เย่อวี๋หรานมองคนทั้งสองด้วยสีหน้าปราศจากอารมณ์ นางกล่าวว่า “พวกท่านเป็นคนกำหนดรายนามผู้มีสิทธิ์ปลูกมันเทศหน้าหนาว แต่กลับทำให้เกิดปัญหาเพราะเรื่องนี้ อีกฝ่ายไม่ไปหาพวกท่าน แต่กลับตรงมาหาเรื่องข้า เท่านี้ก็แล้วไปเถอะ ภายใต้การดูแลของพวกท่าน หมู่บ้านสกุลจูสงบร่มเย็น ความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว แต่ไฉนจึงเกิดเรื่องเสื่อมเสียอย่างการคบชู้สู่ชายขึ้นมาได้? นี่ไม่เท่ากับว่าเหยียบหน้าของคนทั้งหมู่บ้านไว้ใต้ฝ่าเท้าหรอกหรือ?”
นางคาดคั้นถามว่า “ต่อไป หมู่บ้านสกุลจูของพวกเรายังจะสู้หน้าคนอื่นได้อย่างไร?”
นางไม่กล่าวถึงเรื่องงามหน้าระหว่างสามีตนเองกับแม่ม่ายฉิน แต่กลับขยายความให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันถึงหน้าตาของหมู่บ้านสกุลจู นางไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ผลประโยชน์ของทุกคนล้วนผูกอยู่บนเรือลำเดียวกันแล้ว คนอื่นยังจะสามารถลอยตัวอยู่เหนือปัญหา เอาแต่ชมความครึกครื้นอยู่ข้าง ๆ ได้อีก?
“ผู้อาวุโส เจ้าหน้าที่ ข้าแต่งเข้าหมู่บ้านสกุลจูหลายปีมานี้ก็ไม่เคยทำเรื่องที่ผิดต่อหมู่บ้านสกุลจูเลยใช่ไหม?”
“สิบกว่าปีมานี้ ข้าคลอดลูกชายอบรมลูกสาวให้จูเหล่าโถว ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างจริงจังและรอบคอบ ไม่เคยหย่อนยานแม้แต่น้อย”
“ตอนนี้อายุมากแล้ว ลูกชายโตแล้ว หลานชายก็มีแล้ว ตามหลักแล้วข้าก็ควรวางมือเสียที แต่เห็นแก่ที่ข้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้านสกุลจูมานานปี ข้าจึงอยากใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย นำร่องคิดหาวิธีการช่วยให้ญาติพี่น้องในหมู่บ้านสกุลจูทุกคนได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกนิด”
“แต่ตอนที่ข้าลำบากตรากตรำ ทุ่มเทสรรพกำลังทำเพื่อหมู่บ้านสกุลจู กลับมีคนมาทำร้ายข้าลับหลังเนี่ยนะ?!”
สีหน้าเย่อวี๋หรานเผยความไม่อยากเชื่อและปวดใจ นางกล่าวอย่างรันทดใจยิ่งว่า “ข้าท้อใจเสียแล้ว ไม่รู้อีกแล้วว่าจะต้องเพียรพยายามเช่นนี้ไปเพื่ออะไร? ข้าพยายามขนาดนี้ไปเพื่ออะไรหรือ? ตกลงแล้วข้าทำไปเพื่ออะไรกันแน่?”
คำว่า ‘เพื่ออะไร’ ครั้งแล้วครั้งเล่านั้นกระทบจิตใจคนจำนวนไม่น้อยที่ชมดูอยู่บริเวณนั้นอย่างหนักหน่วง
พวกเขาไม่เคยเห็นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์แสดงสีหน้ารันทดใจเช่นนี้มาก่อนเลย
เดิมทียังนึกว่าหากมีวันที่พวกเขาได้เห็นสีหน้าเช่นนี้ พวกเขาจะต้องยินดีในคราเคราะห์ของอีกฝ่าย ยินดีปรีดาเป็นแน่แท้
แต่เมื่อได้เห็นกลับรู้สึกอึดอัดใจ ถ้าแม้แต่นางยังปวดใจเช่นนี้ แสดงว่าเรื่องนี้คงหนักหนามากเลยสินะ!
แน่นอนว่าพวกเขาหาได้รู้สึกไม่อยากเชื่อและปวดใจเพียงเพราะว่าเรื่องนี้หนักหนา แต่กังวลว่าคนบางคนจะถอดใจจากเรื่องเพาะปลูกเพราะเรื่องนี้ต่างหาก
เมื่อหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์หมดสิ้นความกระตือรือร้นและความทะเยอทะยานเรื่องการเพาะปลูก ต่อไปผู้ใดจะพาพวกเขาเพาะปลูกกันเล่า?
คนทั้งหมู่บ้านสกุลจูไม่มีผู้ใดไม่ทราบว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เป็นผู้ค้นพบมันเทศ ทั้งยังไม่มีใครเดาไม่ออกว่านาน้ำก็เป็นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่คิดค้นขึ้นมาเช่นกัน
เพียงคิดถึงว่านางอาจไม่ยอมทำสิ่งเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านสกุลจูที่เพิ่งจะได้วาดหวังและจินตนาการถึงชีวิตดีงามของตนเองก็ไม่ยินดีเสียแล้ว แต่ละคนต่างร่ำร้องขึ้นว่า “จูต้าเหนียง ท่านอย่าเป็นแบบนี้สิ ถ้าท่านไม่ทำแล้ว พวกข้าจะทำอย่างไร?”
“ใช่แล้ว จูต้าเหนียง ท่านไม่อาจเทโจ๊กทั้งหม้อทิ้งเพียงเพราะอึหนูก้อนเดียว พวกข้าเป็นผู้บริสุทธิ์นะ พวกข้าไม่ได้ทำผิดอะไรเสียหน่อย”
“จูต้าเหนียง พวกข้าอยู่ข้างท่าน แม่ม่ายที่ทำเรื่องผิดประเวณีพรรค์นี้จับใส่กรงหมูเสียก็สิ้นเรื่อง จะเปลืองน้ำลายกับนางไปทำไม?”