ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 466 สุขอนามัยสำคัญที่สุด
บทที่ 466 สุขอนามัยสำคัญที่สุด
อย่าว่าแต่คนอื่น กระทั่งพวกเขาที่เคยได้ลิ้มรสมาแล้ว เพียงนึกถึงรสชาติเช่นนั้นขึ้นมาอีกครั้งเป็นต้องน้ำลายไหล อยากกินอีกครั้ง
ได้ยินพวกเขาบ่นว่าตนเองเตรียมของมาน้อยเกินไป เย่อวี๋หรานจนใจยิ่งนัก “ข้าก็อยากเตรียมมาปริมาณมาก แต่ถ้าเอามาขายมากกว่านี้ มันเทศที่เรือนคงมีไม่พอถึงปีหน้า ยังคงทำทีละน้อยจะดีกว่า พวกเราคิดจะทำการค้าระยะยาว ไม่ใช่ว่าวันนี้ขาย พรุ่งนี้ก็ไม่ขายแล้วเสียหน่อย”
นอกจากนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีของอย่างอื่นนอกเหนือจากก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ
แต่วันนี้เปิดร้านวันแรก เย่อวี๋หรานเกรงว่าอาจขายไม่ดีจึงไม่กล้าเตรียมของมาเยอะเกินไป
นางกล้าเอาลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อมาขายเพราะอะไร? ก็เพราะคำว่า ‘รสเนื้อ’ สองพยางค์นี้น่ะสิ
แม้จะเป็นคนในตำบล แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถกินเนื้อสัตว์ได้ทุกวัน นาน ๆ ทีได้กินสักครั้ง อีกทั้งราคาก็ค่อนข้างเอื้อมถึง เชื่อว่าคงสามารถดึงดูดลูกค้าได้
แน่นอนว่าลูกชิ้นรสเนื้อเสียบไม้แบบนี้เล็กกว่าแบบที่นางขายที่เรือนมากนัก แบบที่นางขายที่เรือนนั้นเน้นขายปริมาณ ส่วนที่นำมาขายข้างนอกเน้นขายรสชาติ ย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดา
เมื่อกลับไปถึงเรือนพี่เป้า เย่อวี๋หรานก็บอกให้พวกเขาต้มน้ำแกงต่อไป ไม่ต้องดับไฟ
“น้ำแกงแบบนี้เรียกอีกอย่างว่าน้ำแกงความร้อนสูง เป็นน้ำแกงที่เคี่ยวไว้ทั้งปีโดยไม่ดับไฟ พวกเราเพียงแค่เติมเครื่องลงไปเคี่ยวต่อ เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้ว รสชาติของน้ำแกงนับวันก็จะอร่อยมากขึ้น ถึงยามนั้นก็สามารถกลายเป็นสูตรลับเฉพาะ เป็นขุมทรัพย์ประจำร้านเราได้เลย”
ตอนที่เย่อวี๋หรานกล่าวเช่นนี้ พวกเจี่ยงโหย่วเซิงล้วนประหลาดใจยิ่งยวด “จูต้าเหนียง ทำแบบนี้ได้ด้วย?”
เย่อวี๋หรานยิ้มพรายพลางผงกศีรษะ “ไม่อย่างนั้น พวกเจ้าคิดว่าน้ำแกงร้อยปีมาจากไหนเล่า? วิธีทำก็เป็นเช่นนี้ ทว่าแต่ละคนต่างมีฝีมือมีสูตรเฉพาะของตนเอง ทำให้เคี่ยวน้ำแกงออกมาได้รสชาติแตกต่างกัน น้ำแกงนี้ข้าเพิ่งต้มขึ้นใหม่ เวลาที่ใช้เคี่ยวยังไม่มากพอ รอให้ผ่านไปนานกว่านี้ พวกเจ้าลองชิมอีกครั้งก็จะเข้าใจความหมายของคำพูดของข้าเอง”
“ถึงตอนนั้น ข้าจะต้องลองชิมแน่นอน”
ต่อจากนั้น เย่อวี๋หรานก็หารือกับพวกเขาว่านอกจากก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ พวกเขายังต้องการขายอะไรอีก
ก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศเป็น ‘จุดขาย’ อย่างหนึ่ง ปัจจุบันหากคิดจะหาเงินโดยพึ่งพาเพียงก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียวยังเป็นไปได้ยาก เพราะปริมาณมีจำกัด ทว่าจุดขายนี้ดึงดูดลูกค้าเข้ามา เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำการค้าอย่างอื่นไปด้วย เหมือนกับลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อในวันนี้
พวกเขาเคยชิมลูกชิ้นกากเต้าหู้แล้ว พบว่ามีรสชาติของเนื้อสัตว์อยู่จริง ๆ และอร่อยมากอีกด้วย
“แต่ตอนที่เคี้ยวไม่ค่อยเหมือนเนื้อสัตว์สักเท่าไหร่” เด็กหนุ่มร่างใหญ่แยกเขี้ยวยิงฟัน
“ความจริงลูกชิ้นแบบนี้จะทำให้มีรสสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ก็ย่อมได้ แต่ใช้เวลามากเกินไป พวกเราเป็นเพียงแผงขายเล็ก ๆ ยังไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันปานนั้น ถ้าในอนาคตการค้าไปได้ดี มีเวลามาพิถีพิถัน พวกเราค่อยทำออกมาขาย” เย่อวี๋หรานอธิบายว่าหาใช่เพราะนางไม่มีความสามารถเช่นนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
เนื้อที่ทำจากเต้าหู้ยังแตกต่างจากเนื้อสัตว์จริง ๆ สำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้ว หากเจ้าไปบอกพวกเขาว่านั่นคือ ‘เนื้อปลอม’ เพียงแค่มีรสเนื้อ พวกเขาคงมองว่าเจ้าเป็นพวกต้มตุ๋น
แต่ถ้าการค้าขายไปได้ดี ลูกค้ากลายเป็นกลุ่มคนชั้นสูง งานศพเอย ไว้ทุกข์เอย กินเจสวดมนต์ หากทำอาหารเจไปขายให้คนกลุ่มนี้จะต้องได้รับความนิยมแน่นอน
เย่อวี๋หรานครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ข้าลองสังเกตดูแล้ว พบว่าสิ่งที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าแท้จริงแล้วไม่ใช่เส้นมันเทศ แต่เป็นน้ำแกงรสจัดนั่นต่างหาก”
เจี่ยงโหย่วเซิงพยักหน้า “ใช่แล้ว ข้าก็คิดเหมือนกัน จูต้าเหนียง ท่านอาจไม่รู้ แต่น้ำแกงที่ท่านทำนั้นกินแล้วสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปลอดโปร่งสบายตัวยิ่งนัก ถ้าไม่ใช่เพราะข้ากลัวกินน้ำแกงของท่านหมดแล้วจะขายของต่อไม่ได้ ข้าไม่กินเส้น ซดแค่น้ำแกงก็ยังซดได้หลายถ้วย”
“ฮ่า ๆๆ…อย่าว่าแต่เจ้าเลย ข้าก็อยากซดน้ำแกงเหมือนกัน” เด็กหนุ่มคนหนึ่งหัวเราะขึ้นมา
เสี่ยวฝูจื่อชูมือขึ้นอย่างร่าเริง “ข้าด้วย ข้าก็ชอบซดน้ำแกง”
เย่อวี๋หรานเห็นว่าพวกเขาล้วนชมชอบก็เอ่ยว่า “ดังนั้นข้าจึงคิดว่า นอกจากก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ พวกเราจะทำบะหมี่ขายด้วยดีหรือไม่?”
“บะหมี่?” เจี่ยงโหย่วเซิงชะงักไป “บะหมี่ไม่น่าจะขายดีกระมัง? สิบหกเหรียญก็ซื้อแป้งทำบะหมี่ได้หนึ่งจิน พอให้คนทั้งครอบครัวกินได้หนึ่งมื้อแล้ว…ถ้าพวกเราขายถ้วยละแปดเหรียญ ไม่น่าจะมีใครยอมซื้อ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขายถูกลงมาหน่อย” เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “พวกเราไม่เอากำไรมาก คิดแค่ค่าแรงเล็กน้อย ลองคำนวณดูว่าแป้งทำบะหมี่ราคาสิบหกเหรียญสามารถทำบะหมี่ได้กี่ถ้วย แล้วบวกเข้าไปอีกสองสามเหรียญก็น่าจะพอแล้ว หนึ่งถ้วยราคาเท่าไข่ไก่หนึ่งฟอง ขอเพียงเป็นคนที่ฐานะครอบครัวดีหน่อยย่อมมีกำลังซื้อไหว ทั้งไม่ต้องล้างจานเองและมีน้ำแกงให้ซด ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ซื้อกลับเรือนไปล้างผักใส่เพิ่มสักหน่อย ทั้งครอบครัวก็ได้กินอาหารดี ๆ มื้อหนึ่งแล้ว…”
เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ ทุกคนก็พอจะนึกภาพออก
จริงด้วย ซื้อหนึ่งถ้วยอาจดูเหมือนแพงกว่าเดิมสองสามเหรียญ แต่คนอื่นไม่จำเป็นต้องซื้อคนละถ้วย เพียงซื้อถ้วยเดียวกลับไปเติมน้ำร้อนต้มเองที่เรือน แล้วเติมวัตถุดิบที่เรือนลงไปเพิ่ม เท่านี้ก็ช่วยให้ได้กินอาหารอร่อยสักมื้อแล้วไม่ใช่หรือ?
นี่เป็นวิธีของครอบครัวที่ต้องการประหยัด สำหรับครอบครัวที่มีกำลังซื้อ คิดว่าคงไม่อยากเสียเวลาทำเรื่องเหล่านี้
ผู้อื่นมาอุดหนุนก็เพราะน้ำแกงอร่อย
“จูต้าเหนียง ถ้ามีคนอยากซื้อเฉพาะน้ำแกงเล่า?” ขณะนั้นเองก็มีคนถามขึ้นมา
เย่อวี๋หรานหัวเราะแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพวกเจ้า ตามหลักการแล้ว พวกเราต้องบอกกล่าวให้ชัดเจน ขายเฉพาะน้ำแกงอย่างเดียวไม่อาจขายเด็ดขาด แต่ถ้า…ถ้าเป็นคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเจ้า อยากสานสัมพันธ์หรือใช้เส้นสายก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่จำไว้ว่าต้องทำลับหลังผู้คน”
“ฮ่า ๆๆๆ…” ทุกคนหัวเราะครืน
เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างเปิดเผยว่า “ซื้อใจคนบ้าง สำหรับคนค้าขายอย่างพวกเราใช่ว่าจะไม่มีข้อดี ตราบใดที่อีกฝ่ายซื้อก๋วยเตี๋ยวหรือบะหมี่สักถ้วย จะขอน้ำแกงเพิ่มหรืออยากได้แบบเข้มข้นสักหน่อย เจ้าให้อีกฝ่ายเพิ่มไปเล็กน้อยก็ไม่กระไร อย่างไรเสียของพวกนี้วันถัดมายังสามารถเติมเครื่องเติมน้ำ เคี่ยวใหม่ได้อยู่ดี”
แน่นอนว่านางยังเตือนพวกเขาว่าหัวใจสำคัญของการค้านี้อยู่ที่น้ำแกง พวกเขาต้องคอยสังเกตน้ำแกงให้ดี จะต้องไม่ให้เกิดปัญหาใด ๆ ขึ้นเป็นอันขาด
ยกตัวอย่างเช่นมีคนโยนหนูตายหรือแมลงสาบลงไปในนั้น
ถ้าระหว่างที่รับประทานอาหารกันอยู่ ตักเจออะไรขึ้นมาต่อหน้าทุกคน ไม่เพียงจะทำให้คนขยะแขยงเท่านั้น แต่อาจกระทบการค้าหลังจากนั้นอีกด้วย
“ผู้ใดจะอยากกินน้ำแกงที่มีหนูหรือแมลงสาบลงไปล้างตัวในนั้น? ต่อให้เลิศรสเพียงใดก็อาจทำให้คนท้องเสียได้อยู่ดี” เย่อวี๋หรานกล่าว
“ฮ่า ๆๆๆ…ไม่มีทางอยู่แล้ว จูต้าเหนียง ท่านโปรดวางใจ” พี่เป้ารับรองพร้อมรอยยิ้ม “ข้าจะให้ลูกน้องเฝ้าน้ำแกงเอาไว้ให้ดี ไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาใด ๆ แน่นอน”
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ถ้าเกิดปัญหาจริงก็ไม่กลัว พวกเรายอมเปิดร้านช้าสักหน่อยหรือหยุดขายวันนั้นไปเลยก็ได้ แต่ไม่ยอมให้เสียชื่อเด็ดขาด พวกเราจะค้าขายกันระยะยาว สุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทุกคนได้กินอย่างมีความสุขและกินแล้วต้องไม่เจ็บไม่ป่วย จึงจะมาอุดหนุนร้านของพวกเราอย่างสม่ำเสมอ พวกเจ้าว่าใช่หรือไม่?”
หลังจากกำหนดสิ่งของที่จะขายในวันรุ่งขึ้นเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อ นางแวะไปเยี่ยมจูชี จูซาน ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าที่สำนักศึกษาซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน ทั้งยังคุยสัพเพเหระกับเสินต้าเหนียงอีกครู่ใหญ่ แล้วค่อยเดินทางกลับถึงหมู่บ้านสกุลจูตอนฟ้ามืด
เมื่อมาถึงเรือน หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อรอท่าอยู่ก่อนแล้ว
ซานเป่า ซื่อเป่า หลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาถูกกล่อมให้หลับไปเรียบร้อยแล้ว แต่พวกผู้ใหญ่กลับไม่มีใครหลับลงสักคน ต่างเฝ้ารอการกลับมาของเย่อวี๋หราน เพื่อฟังสถานการณ์การค้าขายวันแรก
“ท่านแม่ ท่านกลับมาแล้ว?!” เพียงเห็นนางปรากฏตัวขึ้นหน้าประตู ทุกคนก็ตื่นเต้นยินดีเสียเต็มประดา กุลีกุจอออกมาต้อนรับและเดินตามนางเข้าไปในเรือน
เย่อวี๋หรานสำรวจดูแล้ว พบว่านอกจากจูซื่อ จูอู่ และพวกเด็ก ๆ เกือบทุกคนล้วนอยู่กันพร้อมหน้า “เหตุใดพวกเจ้าจึงยังไม่นอน? เจ้าสี่กับเจ้าห้าเล่า?”