ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 468 แม่สามีและลูกสะใภ้คิดบัญชีกันให้ชัดเจน
บทที่ 468 แม่สามีและลูกสะใภ้คิดบัญชีกันให้ชัดเจน
เย่อวี๋หรานมองด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เจ้าคิดคำนวณได้แม่นยำดีทีเดียว”
ความจริงแล้วไม่ควรจะกล่าวชื่นชมนางสิ อย่างดีก็ดีแค่ชั่วคราวเท่านั้น
ดูเอาเถอะ พอมีเรื่อง คนที่โดดออกไปก่อนใครเพื่อนก็คือนาง
หลิวซื่อหดคอ พลางพูดเสียงเบา “ไม่ใช่ข้าที่เป็นคนคำนวณเจ้าค่ะ ข้าคำนวณเลขไม่เก่ง ท่านแม่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้นี่เจ้าคะ เป็น…เป็นสะใภ้สี่ที่เป็นคนคำนวณเจ้าค่ะ…”
ทันทีที่หลี่ซื่อได้ยินชื่อตัวเองก็รีบอธิบาย “ดึงข้าไปเกี่ยวด้วยได้อย่างไร? เมื่อเช้าที่ข้าคำนวณก็เป็นเพราะพวกเจ้าที่มาถามข้าเอง บ้านเราส่งของออกไปจำนวนเท่านี้น่าจะขายได้สักเท่าไหร่ ข้าก็แค่คำนวณออกมาคร่าว ๆ เท่านั้น ข้าก็บอกไปแล้วด้วยว่าจะขายได้เท่าไหร่ยังต้องดูด้วยว่าการค้านี้ดำเนินไปในทิศทางไหน ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกของพวกเรา จะดีจะร้ายก็ไม่มีใครรู้ได้…”
นางรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ท่านแม่กำลังพูดอยู่ดี ๆ ทำไมพี่สะใภ้รองต้องพูดขัดขึ้นมาด้วยเล่า?
ตอนเช้าก็บอกไปชัดเจนแล้วว่านางไม่สามารถคิดคำนวณได้ ทำได้เพียงใช้การอ้างอิงเท่านั้น แต่พี่สะใภ้รองก็ไม่แม้แต่จะพูดเรื่องนี้เนี่ยนะ?
หลังจากพูดไปแล้ว หลี่ซื่อยังจ้องมองไปที่หลิวซื่ออย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก
หลิวซื่อเองก็รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมเช่นกัน “ข้าก็ไม่ได้พูดผิดนี่ ต้องเป็นหกร้อยแปดสิบเหรียญอย่างที่เจ้าพูดจริง ๆ จำนวนที่ท่านแม่บอกมามันต่างกันเกินไป…ข้ารู้ว่าทำการค้าก็อาจมีคลาดเคลื่อนจากที่คิดบ้าง แต่หนึ่งร้อยเหรียญมันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ?”
ไม่ใช่ว่านางคิดมาก เป็นความจริงที่ยามขายสูตรชาดก่อนหน้านี้ เย่อวี๋หรานยังไม่แม้แต่จะบอกพวกเขาสักคำ นึกจะขายก็ขาย
รายได้ของครอบครัวก็พลอยน้อยลงไปด้วย
เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว เงินที่เย่อวี๋หราน ‘ยึดทรัพย์’ ไปคนเดียว ก็เอาไปสร้างเรือนใหม่โดยที่ไม่แบ่งใครคนอื่นเลย
ถ้าพวกเขามีส่วนแบ่งในเรือนใหม่เช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ แต่เย่อวี๋หรานกลับพูดว่าเรือนใหม่นี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาแต่ละครอบครัว มีเพียงพวกหลาน ๆ เท่านั้นที่สามารถ ‘ขอยืมได้ชั่วคราว’ หากแต่ละครอบครัวต้องการสร้างเรือนใหม่ก็ต้องเก็บเงินไปสร้างเอง
คำพูดนี้ฟังดูสวยหรูเป็นอย่างมาก แต่ยามที่ลงมือทำเข้าจริง หลิวซื่อก็พบว่ามันยากมาก ในบ้านพึ่งพานางให้ช่วยย้อมผ้าและทำอาหารเท่านั้น เงินที่หามาอย่างยากลำบากก็ได้ส่วนแบ่งน้อยที่สุด จึงเก็บเงินได้เพียงไม่เท่าไหร่
ไม่รู้ว่าถ้าจะเก็บเงินสร้างเรือนใหม่จะต้องใช้เวลาสักกี่ปี
ไหนจะหักจาก ‘ความคลาดเคลื่อน’ อีกเล็กน้อย เงินส่วนอื่นคงไม่ถูกท่านแม่หักไปอีกกระมัง?!
“เช่นนั้นก็ได้ ในเมื่อพวกเรารู้สึกเคลือบแคลงใจ เช่นนั้นข้าก็จะช่วยไขข้อข้องใจให้เอง” เย่อวี๋หรานมองไปยังแต่ละครอบครัว แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้พูดออกมาแต่ก็พอจะเดาได้ คาดว่ามีคนไม่น้อยที่กำลังรู้สึกเคลือบแคลงใจ นางจึงช่วยอธิบายอย่างใจกว้าง
หากไม่นับอย่างอื่น เอาหกร้อยแปดสิบเหรียญลบห้าร้อยเหรียญ สมมติว่าจะยังเหลืออีกหนึ่งร้อยแปดสิบเหรียญ อิงจากก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศถ้วยละแปดเหรียญ ก็จะได้ประมาณยี่สิบสองถ้วย
พวกพี่เป้านั้นมีแปดคนก็ลบไปแปดถ้วย ยังเหลืออีกสิบสี่ถ้วย
นี่ยังต้องเตรียมพวกเครื่องครัวอีก กับคนที่มาสั่งของกินก็ต้องให้ถ้วยไปสักหน่อยไม่ใช่หรือ? จะได้ถือโอกาสแนะนำให้ตัวเองไปด้วย
เช่นนี้ แต่ละบ้านก็ต้องแบ่งไปถ้วยหนึ่ง เช่นนั้นจากสิบสี่ชามก็จะเหลือสิบชาม
ในบ้านพี่เป้ามีแม่เฒ่าที่ให้ความช่วยเหลือกันอยู่ เขาก็ต้องส่งไปให้อีกสักถ้วยไม่ใช่หรือ? สุดท้ายแล้วการที่เจ้าจะทำการค้าในระยะยาว ในอนาคตก็ยังต้องการความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายอยู่ดี
เจ้าทำการค้าอยู่ในตรอกก็ต้องติดต่อกับทางการด้วยกระมัง? เจอหน้าแล้วจะไม่ชวนอีกฝ่ายกินสักถ้วยเลยหรือ?
อีกฝ่ายชมมาหนึ่งประโยคว่า ‘รสชาติไม่เลว’ อยากจะเอากลับไปที่บ้านสักถ้วย เจ้าจะไปเก็บเงินคนได้หรือ?
“การค้าของพวกเราเป็นการค้าระยะยาว เพราะพวกพี่เป้าเคยติดต่อกับทางการมาก่อน คนล้วนไว้หน้ากัน พวกเราก็ต้องคิดเรื่องการทำการค้าต่อและ ‘สร้างมิตรภาพที่ดี’ ต่อไปด้วย” เย่อวี๋หรานค่อย ๆ พูดออกมาช้า ๆ “ไม่ยอมเสียลูกหมาป่าย่อมไม่ได้หมาป่า[1] หากเจ้าไม่ให้ ‘ผลประโยชน์’ กับพวกเขาต่อไป จะมีเหตุผลอะไรให้พวกเขาเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เรื่องการค้าของเราอีกเล่า? พวกเจ้าว่าถูกหรือไม่?”
ไม่มีใครคาดคิดว่า แท้จริงแล้วการคำนวณจะเป็นการคำนวณเช่นนี้
เมื่อก่อนสกุลหลี่เคยทำการค้าในครอบครัว มีคนไม่มากนักที่ต้องไปเยี่ยมเยือน ไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสสักหน่อยก็ใช้ได้แล้ว คิดไม่ถึงว่าเมื่อเข้าตำบลกลับมีหลายฝ่ายที่ต้องไปเยี่ยมเยือน
วันแรกของการทำการค้า เงินหกร้อยกว่าเหรียญนั้นเพียงพริบตาเดียวก็หายไปร้อยกว่าเหรียญแล้ว พอเอาไปแบ่งกับพี่เป้าคนละครึ่งแล้วจะเหลือมาถึงมือพวกเขาสักกี่เหรียญเชียว?
สกุลจูได้ส่วนแบ่งเพียงสองร้อยเหรียญ นอกจากที่ต้องจ่ายเป็นเงินกองกลางสามในสิบส่วนแล้ว ก็เหลือมาอยู่ในมือพวกเขาแต่ละครอบครัวเพียงไม่กี่สิบเหรียญเท่านั้น
ของในบ้านมีแค่ไม่กี่อย่าง แต่เงินในมือกลับมีน้อยถึงเพียงนี้ จะไม่ให้ผิดหวังคงไม่ได้
“ท่านแม่เจ้าคะ นี่ไม่น้อยเกินไปหรือเจ้าคะ?” แม้แต่จูปาเม่ยก็ยังมีสีหน้าต่างจากปกติ ดูว่างเปล่าชอบกล
ยังคิดว่าไปทำการค้าในตำบลจะสามารถทำเงินได้ก้อนโต แต่ผลกลับกลายเป็นว่าแทบไม่ต่างไปจากที่นางขายชาดและย้อมผ้าเลย
นางขายชาดและย้อมผ้ายังไม่ต้องใช้เมล็ดข้าวของครอบครัวด้วยซ้ำ แค่ใช้แรงงานสักหน่อย แต่นี่ขายก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศยังต้องใช้อาหารในบ้านอีก
เย่อวี๋หรานมองไปยังกลุ่มคนที่แสดงสีหน้าผิดหวัง แล้วพูดว่า “พวกเจ้าล้วนคิดเช่นเดียวกัน รู้สึกว่ารายได้น้อยเกินไปใช่หรือไม่? ก่อนหน้านี้ยามที่ไปขายชาดในตำบลวันหนึ่งก็ไม่ใช่จะได้เงินมากมายนัก แต่พวกเจ้าก็ไม่ได้รู้สึกว่าได้กำไรน้อยนี่”
หลิ่วซื่อเป็นคนซื่อตรง รับเท่าที่แม่สามีให้ นางจะได้เท่าใดก็ล้วนไม่มีความเห็นแม้แต่น้อย
สุดท้ายแล้วนอกจากแม่สามี นางก็คิดวิธีที่จะหาเงินทางอื่นไม่ออกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นลูกชายนางอีกสองคนก็ยังอาศัยการเลี้ยงดูจาก ‘เงินกองกลาง’
ส่วนหลินซื่อนั้นต่างออกไป ในใจนางรู้สึกหดหู่มากที่สุดในบรรดาคนทั้งหมด
ครอบครัวนางนั้นกดดันมากที่สุด มีทั้งน้องสาวและทั้งหลานสาว คิดเพียงแค่อยากอาศัยตักตวงผลประโยชน์จากการทำการค้าในตำบล ทำให้ชีวิตครอบครัวนางดีขึ้นสักหน่อย แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด แม่สามีออกจากบ้านไปคราวนี้กลับได้เงินมาน้อยถึงเพียงนี้
หลี่ซื่อไม่ได้พูดอะไร นางเป็นคนที่ถือเงินในมือมากที่สุดในสกุลจู ไม่จำเป็นต้อง ‘เอาตัวไปพุ่งใส่ปัญหา’
และเป็นไปดังคาด หลิวซื่อเปิดปากพูดขึ้นมาอีกครั้ง “มันไม่เหมือนกันนะเจ้าคะท่านแม่ ชาดใช้ดอกไม้ป่าและวัชพืชบนภูเขาในการทำ แค่พวกเราลงแรงและใช้ความพยายามมากอีกสักหน่อยก็เป็นอันใช้ได้แล้ว แต่ครั้งนี้ต้องใช้อาหารในบ้านทำ…มันเทศนี้เป็นสิ่งที่เติมท้องให้อิ่มได้ และยังมีลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อนั่น หากเอามาขายที่บ้านพวกเราก็ล้วนเป็นการค้าที่ดีมาก แต่เมื่อเอาไปทำการค้าที่ตำบล ของพวกนี้ก็จะไม่ได้เก็บไว้ในบ้านนี่เจ้าคะ…”
“แต่ยามที่พวกเราเริ่มทำการค้าชาดก็ทำเงินได้ไม่มากมายนัก” เย่อวี๋หรานกล่าว “เดิมทีการค้าไม่ใช่ว่าต้องเริ่มต้นจากศูนย์และค่อย ๆ เติบโตไปทีละนิดหรือ นี่แค่วันแรก จำนวนที่พวกเจ้าเตรียมไปก็มีเพียงน้อยนิด พวกเจ้ายังคิดว่าจะได้เงินมากมายสักเท่าไหร่กันเชียว? คิดจะรวยชั่วข้ามคืนหรือ?”
หลายคนถึงกับพูดไม่ออก
หลิวซื่อทนไม่ไหวอีกต่อไป พึมพำออกมาว่า “แต่ไม่ใช่ว่าท่านแม่เอาสูตรชาดไปขายจนสร้างเรือนใหม่ได้หรือเจ้าคะ…”
นางรู้สึกว่านี่ก็ไม่ต่างอะไรไปจาก ‘รวยชั่วข้ามคืน’
เย่อวี๋หรานจ้องมองไปที่หลิวซื่ออย่างไม่สบอารมณ์นัก “กล้าดีนี่ โหยหาเรือนใหม่ของข้าถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
เป็นธรรมดาที่หลิวซื่อจะไม่ยอมรับ จึงรีบร้อนส่ายหัว “ไม่ใช่นะเจ้าคะท่านแม่ ข้าคิดอย่างนั้นเสียที่ไหน มีที่ไหนกันเจ้าคะ ข้าเพียงแค่รู้สึกว่า…การค้าก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศครั้งนี้ไม่ค่อยคุ้มค่านัก”
“ได้ หากเจ้าคิดว่ามันไม่คุ้มค่า เจ้าก็ถอนตัวไปเสีย” เย่อวี๋หรานตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
หลิวซื่อสำลัก ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก
ล้อกันเล่นแล้ว ได้น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย ครอบครัวอื่นยังไม่ถอนตัว แล้วทำไมนางต้องถอนตัวด้วยเล่า?
ถึงจะทึ่มแต่หลิวซื่อก็รู้ว่าเรื่องนี้นางอาจสามารถถอนตัวกับครอบครัวอื่นได้ แต่ไม่อาจถอนตัวไปคนเดียวได้อย่างแน่นอน
แม่สามีนั้นทำงานคนเดียวแบบเปล่าประโยชน์อยู่ตลอด
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นนะเจ้าคะ…” หลิวซื่อรีบร้อนอธิบาย “อีกอย่างก็ไม่ใช่ข้าเพียงคนเดียวที่รู้สึกว่าไม่คุ้มค่า หากท่านไม่เชื่อ ท่านลองถามทุกคนดูก็ได้เจ้าค่ะว่าพวกเขาคิดอย่างไร”
[1] ไม่ยอมเสียลูกหมาป่าย่อมไม่ได้หมาป่า หมายถึง ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการหรือผลลัพธ์ที่ต้องการ เหมือนสำนวนไทยที่ว่าไม่เข้าถ้ำเสือก็ไม่ได้ลูกเสือ