ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 470 วางแผนหาเงิน
บทที่ 470 วางแผนหาเงิน
เมื่อคิดไปถึงการทำเงิน ความคิดของหลิวซื่อก็แผ่กว้างออกไป
กำลังคิดอยากย้ายแผนงานที่ทำเงินในบ้านทั้งหมดไปที่ตำบล
“ชาดไม่ได้” เย่อวี๋หรานพูดดับฝันทันที ทั้งยังกล่าวว่า “เจ้าลืมไปแล้วสินะว่าก่อนหน้านี้ข้าขายสูตรทำชาดไปแล้ว ตอนนี้เจ้าจะเอาไปขายในตำบล คิดจะทำให้สกุลจูขายหน้าหรือ?”
หลิวซื่อตีหน้าตัวเองทีหนึ่ง “ดูข้าสิ ดีใจจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดันพูดเรื่องไร้สาระไปเสียแล้วเจ้าค่ะ”
“ไอ้หยา ตอนนี้การค้าของพวกเรานั้นเกี่ยวกับอาหาร จะไปเพิ่มพวกชาดหรือผ้าได้อย่างไร” ขณะที่กำลังพูดคุยอย่างมีความสุข หลี่ซื่อไม่อยากให้บรรยากาศหนักอึ้งขึ้นมา จึงรีบจัดการสถานการณ์และพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านลองฟังดูนะเจ้าคะ หากเอาการค้าน้ำเชื่อมผลไม้ของบ้านพวกเราไปขายในตำบลด้วย ท่านว่าดีหรือไม่เจ้าคะ? ส่วนใหญ่แผงขายของของพวกเราล้วนให้คนมากินที่ร้าน ซึ่งพวกน้ำเชื่อมผลไม้หรือน้ำพริกใส่เนื้อเกรงว่าคงทำไม่ได้ แต่ทุกคนยังสามารถเอากลับบ้านได้นะเจ้าคะ…”
“ได้” เย่อวี๋หรานเอาตามคำพูดของหลี่ซื่อ และไปยังหัวข้อถัดไป “พวกเขามากินก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ใช่ว่ามาเพื่อกินในทันทีทั้งหมด มีคนที่อยากเอากลับบ้านไปให้คนที่บ้านกิน ถ้าอยู่ไกลก็ไม่สะดวกเอาก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศกลับไป ก็จะมีน้ำเชื่อมผลไม้และน้ำพริกใส่เนื้อพอดี สามารถถือโอกาสซื้อกลับไปได้”
“เจ้าค่ะ คราวหน้าข้าจะให้พี่สะใภ้ช่วยเคี่ยวเพิ่มอีกสักไห แล้วเอาไปลองในตำบลนะเจ้าคะ” หลี่ซื่อกล่าว
“ได้”
…..
เมื่อเทียบกับสิ่งเหล่านี้ ที่จริงเย่อวี๋หรานยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากขายอยู่ในใจนั่นคือ ‘พะโล้’
ไม่ว่าจะกินในทันทีหรือเอากลับไปกินที่บ้าน สิ่งนี้ก็ล้วนไม่มีปัญหา
ตอนที่นางกำลังทำน้ำแกงของก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ ความจริงก็มีวัตถุดิบที่ใช้ในการทำพะโล้ด้วยอย่างเช่นพวกโป๊ยกั้ก อบเชย ใบกระวาน ขิง กระเทียม เพียงแต่ว่าสูตรของพะโล้นั้นมีความซับซ้อน มียาสมุนไพรกว่าร้อยชนิดที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงได้ ส่วนผสมที่นำมาทำต่างกันก็จะได้รสชาติของพะโล้ที่ต่างกันด้วย
วัตถุดิบที่มักจะใช้กันก็คือกระวานดำ ฮวาเจียว ชะเอม อบเชย โป๊ยกั้ก ยี่หร่า ต้นหอม พริกบด ขิง เหล้าขาว ซีอิ๊ว น้ำสี่ถ้วย น้ำตาลกรวด และอื่น ๆ ขั้นแรกให้ใส่ส่วนผสมพวกนี้เข้าไปในถุงผ้า จากนั้นก็มัดปากถุงให้แน่น
ทุบต้นหอมให้แบนและหั่นเป็นชิ้น ๆ ส่วนพริกไทยต้องตำให้เป็นผง และแยกไว้ต่างหาก
จากนั้นเตรียมหม้อเอามาใส่ของพวกนี้ลงไป และต้มจนเดือด
มีสูตรอื่นอีกอย่างเช่นน้ำพะโล้ น้ำพะโล้ทองคำ น้ำพะโล้ขาว เพียงแต่วัตถุดิบจะยิ่งซับซ้อน และด้วยสภาพของสกุลจูตอนนี้ยังทำไม่ได้แน่นอน
ที่จริงแล้วพะโล้นี้หากไม่ได้เจาะจงมากนักก็ยังสามารถให้คุณชายกานอี้เซียนช่วยสักหน่อยก็น่าจะพอแล้ว
ยามที่ทำน้ำแกงก๋วยเตี๋ยวมันเทศครั้งก่อน พวกฮวาเจียว ชะเอม อบเชย ใบกระวานก็ล้วนเป็นเขาที่หามาให้ มีแค่กระวานดำ ยี่หร่า และน้ำตาลกรวดเท่านั้นที่ไม่มี
วิธีการทำน้ำตาลกรวดในยุคสมัยนี้ยังมีจำกัด น้ำตาลกรวดยังไม่ถูกคิดค้น จึงทำแปะแซจีนแทน ซีอิ๊ว สามารถทำเองที่บ้านได้ ส่วนเหล้าขาวตอนนี้ยังต้องซื้ออยู่
เช่นนี้ก็นับว่าเสร็จแล้ว
กานอี้เซียนคาดไม่ถึงว่าจูต้าเหนียงจะมาหาเขาอย่างกะทันหัน เพื่อรวบรวม ‘สมุนไพร’ สองชนิดนี้ เขาจึงตกตะลึง “หืม? ข้ารู้จักยี่หร่า แต่กระวานดำคืออะไรหรือ?”
ยี่หร่าเป็นยาสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง มีฤทธิ์อุ่นเผ็ด มีสรรพคุณช่วยส่งเสริมธาตุในร่างกาย มีฤทธิ์แก้ปวด ช่วยปรับสมดุลในกระเพาะอาหาร
“ก็เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งเช่นกัน มันมีลักษณะเช่นนี้…” เย่อวี๋หรานจึงอธิบายอย่างละเอียด
มันเป็นพืชล้มลุก แตกลำต้นรวมตัวกันเป็นกระจุก สามารถสูงได้มากถึงสามเมตร ทั้งต้นมีกลิ่นเผ็ดร้อน
ใบค่อนข้างเป็นรูปทรงวงรี ยาวประมาณแขน กว้างประมาณฝ่ามือ ส่วนบนจะแหลมเล็ก ผลมีรูปทรงยาวเป็นช่อกระจุก เมื่อสุกจะมีผลสีแดง หลังจากที่แห้งจะมีผลสีน้ำตาล ผลเล็กกว่านิ้วก้อยเล็กน้อย และรูปทรงรี
“ที่สำคัญคือมันหอมมาก เริ่มออกดอกช่วงเดือนสี่ถึงเดือนหก และเริ่มออกผลเดือนเก้าถึงเดือนสิบสอง มองผ่าน ๆ จะมีสีแดงและมีกลิ่นหอมรุนแรง…”
ตามคำอธิบายของเย่อวี๋หราน กานอี้เซียนมองผ่านป่าทึบในภูเขาไท่ตังก็เห็นผลไม้สีแดงที่รวมตัวกันเป็นกระจุกอยู่
เขากล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าเป็นพืชชนิดไหน เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะให้คนไปหาให้ และรวบรวมส่งไปให้ จากนั้นค่อยดูว่าเป็นต้นไหน”
“เช่นนั้นย่อมได้ ต้องรบกวนท่านแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว “เมื่อถึงเวลาที่ข้าทำบางอย่างออกมาได้แล้ว ถึงตอนนั้นจะเชิญท่านไปลองชิมดูว่าเป็นอย่างไร”
“หืม ของกินหรือ? นี่ไม่ได้เป็นสมุนไพรหรือ?” กานอี้เซียนสงสัย
แต่เขาก็นึกได้ในทันทีว่าจูต้าเหนียงมีนิสัยชอบเอาสมุนไพรไปเป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกถึงเพียงนั้น
เย่อวี๋หรานยิ้มและพูดว่า “ใช่ เพราะสมุนไพรก็เป็นของกิน ข้าจึงใส่มันลงไปในอาหารด้วย ท่านไม่รู้สึกหรือว่าเครื่องเทศบางอย่างใส่ลงไปในของกินแล้ว ทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น?”
“อาหารที่จูต้าเหนียงทำก็อร่อยจริง ๆ” กานอี้เซียนยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ทั้งไม่ทำร้ายร่างกาย ทั้งทำให้อร่อยขึ้น แล้วทำไมจะไม่ทำเล่า?”
“ต้องพึ่งจูต้าเหนียงแล้ว ครั้งนี้ข้าก็ยังได้กินของอร่อย ๆ เช่นนั้นข้าขอตัวไปช่วยท่านหาของก่อน” กานอี้เซียนประสานมืออำลา และปีนข้ามกำแพงไป
การค้าของพวกพี่เป้าที่ตำบลเป็นไปได้ด้วยดี
แม้ว่าเย่อวี๋หรานจะไม่ได้ไปอีก แต่เจี่ยงโหย่วเซิงก็จะมาหาทุกวันเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการค้าในตำบล
สินค้าขายได้ทุกวัน เอาราคาต่อหน่วยคูณกับปริมาณสินค้าก็จะสามารถคำนวณออกมาคร่าว ๆ ได้ว่ามูลค่าการซื้อขายต่อวันคือเท่าไหร่
รายได้มากรายได้น้อย หลังจากผ่านไปสิบวันก็ตรวจสอบบัญชีได้แล้ว
เมื่อพูดถึงเรื่อง ‘ตรวจสอบบัญชี’ ต้องบอกว่าคนของพี่เป้ามีความสามารถมาก มีผู้ตรวจสอบบัญชีตัวจริงคนหนึ่งที่คนเรียกว่า ‘ผู้ตรวจสอบบัญชีเฉิน’
ผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินอายุไม่น้อยแล้ว เคยแต่งภรรยาครั้งหนึ่ง แต่หลังจากทิ้งลูกชายไว้คนหนึ่งนางก็ ‘ป่วยตาย’ ไปเสียก่อน
เขาซึ่งเป็นผู้ชายคนหนึ่ง การจะใช้ชีวิตอยู่กับลูกชายนั้นไม่ง่ายเลย ต่อมาได้มาติดตามพี่เป้าและกลายเป็นลูกน้องคนหนึ่งของเขา
ช่วงสิบวันแรกทุกคนรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับเงินมากมายนัก สิ่งที่สำคัญคือต้องหาจุดที่ต่ำที่สุดและดูว่าจะต้องทำอย่างไรในขั้นต่อไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เย่อวี๋หรานกับผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินพบกัน ชายวัยกลางคนสวมชุดเสื้อคลุมยาวดูสุภาพ หากไม่รู้มาก่อนว่าเขาเป็นลูกน้องพี่เป้า เกรงว่าคงเชื่อได้ยาก
“จูต้าเหนียง!” ผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินทำความเคารพแบบบัณฑิตคนหนึ่งอย่างให้เกียรติ
เหตุผลที่เขาสุภาพถึงเพียงนี้ไม่ใช่แค่เพราะอีกฝ่ายช่วยชีวิตลูกบุญธรรมของผู้มีพระคุณ แต่เป็นเพราะเห็นว่าในตอนนี้เย่อวี๋หรานมอบเส้นทางการใช้ชีวิตที่พวกเขากำลังหาอยู่ให้
ในฐานะบัณฑิตคนหนึ่ง เขารู้ดีทีเดียวว่าเรื่องที่พี่เป้าทำก่อนหน้านี้คงทำต่อไปได้อีกไม่นาน บางครั้งก็เกลี้ยกล่อมพี่เป้าให้ลองหาทางอื่นดูด้วย
“ผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินเกรงใจกันเกินไปแล้ว” เย่อวี๋หรานเลี่ยงตัวไปด้านข้าง รับความสุภาพที่มีให้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
“เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ท่านช่วยชีวิตเสี่ยวฝูจื่อไว้ เป็นผู้มีพระคุณของผู้มีพระคุณ ก็นับเป็นผู้มีพระคุณของข้าด้วย”
“นั่นย่อมต่างกัน ข้าช่วยชีวิตเสี่ยวฝูจื่อ พี่เป้าก็ขอบคุณข้าไปแล้ว ยังจะให้ท่านมาขอบคุณข้าอีกได้อย่างไร? ถ้าท่านขอบคุณอีก เช่นนั้นไม่เท่ากับข้าได้รับการไว้หน้ากันถึงสองรอบหรือ?” เย่อวี๋หรานยิ้มและพูดว่า “เช่นนั้นหน้าของข้าคงมีค่ามาก คราหน้าหากข้าขาดเงิน คงเอาใบหน้าตัวเองไปขายได้แล้ว”
ผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินเห็นนางพูดเช่นนี้ก็ยิ้มขึ้นมา “หน้าจูต้าเหนียงจะไม่มีค่าได้อย่างไร? ครั้งแรกท่านก็ปรากฏตัวมาช่วยเสี่ยวฝูจื่อ เมื่อปรากฏตัวอีกครั้งก็นำพาโชคลาภมาให้พวกเรา ตอนนี้ท่านคือเทพแห่งโชคลาภของพวกเรา จะมีใครไม่เฝ้ารอให้ท่านมาเยือนประตูเรือนเล่า? ในเมื่อท่านมาเยือนครั้งหนึ่งก็นับเป็นเกียรติแล้ว”