ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 479 ฆ่าวัวผิดกฎหมาย
บทที่ 479 ฆ่าวัวผิดกฎหมาย
จูปาเม่ยไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องราวในครอบครัวจึงโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องถามแล้ว ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
นางพูดเช่นนี้ เจียงหยวนซือก็แน่ใจทันที นางเด็กบ้านนอกนี่เป็นผู้หญิงชั้นต่ำจริง ๆ ด้วย อายุน้อยแค่นี้ก็หัดยั่วยวนผู้ชายแล้ว มิน่าเล่าถึงได้ท่องกลอนรักได้คล่องปานนั้น ไม่แน่ว่าอาจพลาดท่าให้ผู้ชายคนอื่นไปนานแล้วก็ได้
สายตาที่มองจูปาเม่ยเผยแววรังเกียจอย่างปิดบังไม่มิด เขาคิดว่าตนเลือกคนผิดไปเสียแล้ว
เขาต้องการหา ‘ตั๋วกินข้าวระยะยาว’ ไม่ใช่ผู้หญิงมักง่าย
เจียงหยวนซือรู้สึกสะอิดสะเอียน แต่เมื่อคิดถึงความทุ่มเทที่แล้วมาของตนเองก็ไม่เต็มใจจะล้มเลิกกลางคัน
“ไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร ข้าไม่อยากบังคับเจ้า” เจียงหยวนซือแสร้งทำเป็นเสียดาย กล่าวว่า “ข้าแค่อยากให้เจ้ารู้ว่าข้าไม่ใช่ผู้ชายคนนั้น ข้าไม่มีวันทำร้ายเจ้า วันนี้ข้ามาก็เพื่อบอกเจ้าเรื่องนี้”
เขาล้วงเอากำไลเงินวงหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยัดเยียดให้จูปาเม่ย
“ไม่ต้องเอามาคืนข้า ข้าไม่รับคืนหรอกนะ”
จากนั้นก็วิ่งจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
จูปาเม่ยที่ถือกำไลเงินเอาไว้และอยากเอาคืนให้เขา “…”
ผู้ชายคนนี้ถูกหลอกมาใช่ไหม? นี่มันกำไลเงินของปลอมชัด ๆ!
เมื่อถือกำไลนี้ไว้ในใส่มือ จูปาเม่ยก็รู้ทันทีว่าเป็นของปลอม
คราวก่อนหลังจากที่นางถูกคนใช้กำไลเงินปลอมมาหลอก เย่อวี๋หรานก็สั่งสอนนางเสียยกใหญ่ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ‘สายตา’ ของจูปาเม่ยก็มีความก้าวหน้าอย่างมาก
กำไลที่เจียงหยวนซือให้นางมา เห็นได้ชัดว่าเป็นเงินชุบ มองผิวเผินคล้ายเงิน แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่าสีและความวาวของมันด้อยกว่าเงินแท้ ไม่เพียงหม่นหมองไม่มันวาว น้ำหนักเมื่อถืออยู่ในมือก็ยังค่อนข้างเบา
นางชั่งน้ำหนักดูเล็กน้อย กลัวว่าตนเองจะเข้าใจผิดไป จึงหาบริเวณเหมาะ ๆ ลองโยนกำไลลงพื้น
โยนจากข้างบนลงล่าง หากเป็นกำไลเงินแท้ หลังจากตกถึงพื้นแล้วกำไลจะเด้งขึ้นมาไม่สูงนักและมีเสียงทึบ แต่กำไลวงนี้ ไม่เพียงกระเด้งขึ้นมาค่อนข้างสูง แต่เสียงยังดังกังวานอีกด้วย
คนที่อยากสารภาพความในใจต่อนางกลับเอา ‘กำไลปลอม’ มาให้นางเนี่ยนะ?
อีกด้านหนึ่ง คนในครอบครัวไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติของจูปาเม่ยแม้แต่คนเดียว
ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้ออกไปข้างนอก ทั้งยังทำตัวเหมือนปกติไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลานี้ทุกคนยังง่วนอยู่กับการทำงาน พวกผู้ชายทำงานในทุ่งนาและคอยช่วยงานพวกผู้หญิง ส่วนพวกผู้หญิงก็สาละวนอยู่กับการเตรียมของสำหรับแผงขายอาหารของพี่เป้า มีทั้งเส้นมันเทศ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง รวมถึงสารพัดน้ำพริก ซึ่งล้วนเป็นงานที่ต้องใส่ใจและสิ้นเปลืองเวลาอย่างมาก ไม่อาจทำอย่างสุกเอาเผากิน
เย่อวี๋หรานเห็นพวกนางทำงานกันมือเป็นระวิงก็ไม่สะดวกจะให้พวกนางมาช่วยทำ ‘น้ำพะโล้สารพัดประโยชน์’
จวบจนวันนี้เมื่อกานอี้เซียนเอาของมาส่งให้ที่เรือน ทุกคนจึงทราบว่าเย่อวี๋หรานไหว้วานให้เขาทำงานสำคัญขนาดนี้
“ท่านแม่ ท่านจะทำของกินใหม่ ๆ อีกแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?!” หลี่ซื่อดีใจยิ่งนัก รีบปราดเข้ามาหา “ท่านแม่ ข้าช่วยท่านนะเจ้าคะ”
“ท่านแม่ ข้าก็ช่วยท่านนะเจ้าคะ” หลินซื่อก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“ท่านแม่ ข้าด้วยคน ข้าก็อยากช่วยด้วยเจ้าค่ะ” หลิวซื่อช้าไปเล็กน้อย
แม้หลิ่วซื่อจะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ลุกมายืนอยู่ข้าง ๆ แล้ว
ทุกคนไม่ได้โง่ ‘อาหารชนิดใหม่’ หมายความว่าอย่างไร?
หมายถึงสูตรทำอาหารอย่างไรเล่า
เย่อวี๋หรานคิดค้นสูตรทำอาหารใหม่อีกแล้ว พวกนางจะไม่คอยจับตามอง รีบเรียนรู้เอาไว้ได้อย่างไร
“พวกเจ้าทำงานของตัวเองเสร็จแล้ว?” เย่อวี๋หรานถือกระวานดำและยี่หร่า สีหน้าจนใจนัก
“แหะแหะ! ใกล้เสร็จแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าทำจวนจะเสร็จแล้ว…” หลี่ซื่อรีบพูด
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปทำงานตัวเองก่อน พวกเจ้าทำเสร็จแล้วค่อยมา” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้ายังต้องเตรียมของพวกนี้ อีกสักพักถึงจะได้ใช้หม้อ ถึงตอนเริ่มทำ ข้าค่อยเรียกพวกเจ้า”
เมื่อได้ยินว่าต้องใช้หม้อ ทั้งสี่คนก็ผ่อนลมหายใจออกมา ต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง
คราวนี้พวกนางทำงานกันมือไม้คล่องแคล่ว แทบอยากทำให้เสร็จในทันทีทันใด จะได้มาช่วยเย่อวี๋หรานเตรียมวัตถุดิบ
ตอนนี้ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองของสกุลจูมีมากมายหลากหลาย นอกจากเต้าหู้กับลูกชิ้นกากเต้าหู้ ยังมีเต้าหู้แผ่น ฟองเต้าหู้ เต้าหู้เหม็น และเต้าหู้ยี้
น่าเสียดายที่ปริมาณถั่วเหลืองมีจำกัด เย่อวี๋หรานจึงให้พวกนางทำทีละน้อย ไม่อย่างนั้นมันเทศยังขายไม่หมด เต้าหู้อาจขายหมดไปก่อนก็ได้
นางเก็บเอาไว้สำหรับปลูกชุดหนึ่ง ส่วนที่เหลือยกให้พวกลูกสะใภ้ทั้งหมด ให้พวกนางจัดการกันเอง
ของจำพวกน้ำพริกไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานต้องกังวลใจอีก เพราะเหล่าลูกสะใภ้เรียนรู้วิธีทำน้ำพริกปลา น้ำพริกปู น้ำพริกหมู น้ำพริกไก่ น้ำเชื่อมผลไม้ และพริกบดกันแล้ว วันนี้ทำน้ำพริกชนิดหนึ่ง วันพรุ่งทำน้ำพริกชนิดอื่น ทำติดต่อกันหลายวันได้โดยไม่ซ้ำกัน
ลูกชิ้นก็เช่นกัน นอกจากลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อ พวกนางยังเริ่มทำลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปู ลูกชิ้นหมู และลูกชิ้นไก่ ทว่าลูกชิ้นเหล่านั้นไม่ได้ทำจากเนื้อสัตว์ล้วน ๆ แต่ผสมวัตถุดิบอย่างอื่นเข้าไปด้วย แล้วค่อยเติมเนื้อสัตว์เข้าไปเพื่อปรุงแต่งรสชาติ
หรือก็หมายความว่าลูกชิ้นเหล่านี้มีเนื้อสัตว์แต่ไม่มาก หากอยากกินเนื้อสัตว์จริง ๆ ยังคงต้องไปหาซื้อเนื้อสัตว์ที่ตลาด
“ใส่เนื้อสัตว์อย่างเดียวไม่ได้ เนื้อสัตว์เดิมทีก็แพงอยู่แล้ว ถ้าใช้เนื้อสัตว์ล้วนจะขายราคาต่ำไม่ได้ คนอื่นก็ซื้อไม่ไหว แบบนั้นคงขายไม่ดี ได้แต่ทำให้มีรสชาติของเนื้อ เสริมวัตถุดิบอย่างอื่นเข้าไป พวกเราสามารถขายราคาถูก คนอื่นซื้อไหวถึงจะยอมซื้อ”
“นอกจากนี้ หากซื้อกลับไปโยนลงหม้อผสมผักอย่างอื่นเล็กน้อยก็พอให้ทั้งครอบครัวได้กินแล้วหนึ่งมื้อ คนเขาถึงเต็มใจจ่ายเงินซื้อ”
……
หลี่ซื่อสรุปอย่างมีหลักการ บอกเล่าประสบการณ์ค้าขายของนางให้ทุกคนฟัง
หลินซื่อ หลิวซื่อ และหลิ่วซื่อรับฟังอย่างตั้งใจ
พวกนางมีแรงจูงใจในการทำงานแล้ว เจ้าช่วยข้า ข้าช่วยเจ้า สะสางความเรียบร้อยบนเตาเสร็จอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่ เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อเห็นว่าทำงานเสร็จแล้วก็รีบไปรายงานเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานเพิ่งเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำน้ำพะโล้เสร็จพอดี
“ดี ในเมื่อพวกเจ้าทำงานเสร็จแล้วก็มาเถอะ ข้าจะสอนพวกเจ้า…” เย่อวี๋หรานกล่าว
นางเริ่มจากแนะนำวัตถุดิบสำหรับทำน้ำพะโล้ แล้วค่อยอธิบายวิธีทำให้พวกนาง
“การทำน้ำพะโล้ไม่ยาก แต่ยากตรงเครื่องเทศ พวกเจ้าลองดู กระวานดำ โป๊ยกั้ก ฮวาเจียว พวกนี้ล้วนมีอัตราส่วนที่แน่นอน…”
เย่อวี๋หรานทราบว่าหากจะให้พวกนางจดจำอัตราส่วนที่แน่นอนได้นั้นเป็นเรื่องยาก
จำเป็นต้องให้พวกนางได้ลงมือด้วยตนเอง เรียนรู้จากประสบการณ์จริงว่าเครื่องเทศแต่ละชนิดต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่จึงจะจดจำได้
“แต่ละคนมือหนักเบาไม่เท่ากัน ปริมาณเครื่องเทศที่ใช้ก็ไม่เท่ากัน น้ำพะโล้ที่ได้จึงมีความแตกต่าง น้ำพะโล้ต่างกัน รสชาติที่ได้ก็ไม่เหมือนกัน วันนี้ข้าเป็นคนเตรียมเครื่องเทศ พวกเจ้าจดจำไว้ก่อนคร่าว ๆ คราวหน้าก็ลองเตรียมวัตถุดิบด้วยตัวเอง ข้าจะช่วยตรวจให้พวกเจ้า ทำสักหลายครั้งก็จะเข้าใจเอง…”
หลังจากเตรียมเครื่องเทศเสร็จแล้วก็หาผ้าขาวบางมาห่อเอาไว้ จากนั้นเทน้ำใส่หม้อ เอาห่อผ้าลงไปต้มในหม้อ
“ระหว่างรอให้น้ำเดือด พวกเจ้าช่วยล้างเนื้อสัตว์มาให้ข้าที”
“นอกจากต้องพิถีพิถันเรื่องเครื่องเทศสำหรับน้ำพะโล้ เนื้อสัตว์ที่จะนำมาทำพะโล้ก็ต้องพิถีพิถันเช่นกัน เนื้อไก่ เป็ด ห่าน กระต่าย และหมูมีกลิ่นแรง ไม่ควรนำมาผสมกับเนื้อวัวและเนื้อแกะ พวกเครื่องในสัตว์ก็เช่นกัน ไม่ควรนำมาผสมกัน แต่แยกหม้อต้ม ไม่อย่างนั้นกลิ่นจะผสมกัน ไม่น่ากินแล้ว”
กล่าวถึงเนื้อแกะและเนื้อวัว เย่อวี๋หรานยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “วันหน้าถ้ามีโอกาส พวกเจ้าลองเอาเนื้อแกะมาลองทำดู ส่วนเนื้อวัวนั้นพวกเจ้าก็ไม่ต้องหวังแล้ว เบื้องบนไม่ให้กิน”
“คิก…ท่านแม่ ดูท่านพูดเข้า พวกข้าเห็นแก่กินขนาดนั้นเลยหรือ?” หลี่ซื่อหัวเราะคิกคัก “ฆ่าวัวผิดกฎหมาย มีคนยอมทิ้งชีวิตเพื่อกินเนื้อวัวด้วยหรือเจ้าคะ? ต่อให้ท่านไม่บอก พวกข้าก็ไม่กล้าเอาเนื้อวัวมาทำอาหารหรอกเจ้าค่ะ”