ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 481 เชิญกานอี้เซียนมากินข้าว
บทที่ 481 เชิญกานอี้เซียนมากินข้าว
“เรื่องแบบนี้ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ หากไม่ใช่แขกที่คุ้นเคยมากนักหรือเป็นการเยี่ยมเยือนที่ค่อนข้างเป็นทางการ การเตรียมสิ่งของมาด้วยก็ไม่มีที่ใดให้ตำหนิ แต่เจ้าคุ้นเคยกับครอบครัวข้าแล้ว ทั้งยังไม่ได้เพิ่งมาเป็นครั้งแรก ข้าเพียงแต่เชิญเจ้ามากินข้าวธรรมดา ๆ แต่เจ้ากลับหอบหิ้วห่อน้อยห่อใหญ่มาเรือนพวกข้า แบบนั้นจะกลายเป็นอะไรไป?” เย่อวี๋หรานยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้น ตกลงแล้วข้าเชิญเจ้ามากินข้าวที่เรือนด้วยความจริงใจ หรือคาดหวังสิ่งของที่เจ้าเอามาฝากกันแน่?”
กานอี้เซียนแก้ตัว “ข้าไม่ได้หอบหิ้วห่อน้อยห่อใหญ่มาเสียหน่อย แค่กระต่ายสองตัว…”
เย่อวี๋หรานหันกลับมามองเขาแล้วกล่าวว่า “ยังดีที่เป็นกระต่ายสองตัว ถ้าเป็นอย่างอื่น เจ้าคงไม่ได้เข้าประตูเรือนมาแล้ว”
ผู้ชายสกุลจูไม่ทราบว่าวันนี้จะมีแขกมาเยือน เมื่อเห็นกานอี้เซียนจึงค่อนข้างประหลาดใจ
“เอ๋ คุณชายกานมาแลกของที่เรือนพวกเราอีกแล้วหรือ?” จูซื่อถาม
“ไม่ใช่ วันนี้เขามากินข้าวที่เรือนเรา” เย่อวี๋หรานตอบ “วันนี้ทำของอร่อยไม่ใช่หรือ เขาเป็นคนเอาวัตถุดิบมาให้ ไม่เชิญเขามากินข้าวก็กระไรอยู่ จึงรั้งให้เขาอยู่กินข้าวด้วยกัน”
“ท่านเป็นคนเอามาหรอกหรือ?! รีบเข้ามาเร็วเข้า” รอยยิ้มบนใบหน้าจูซื่อกว้างกว่าเดิม “ข้าจะบอกให้นะ ฝีมือทำอาหารของท่านแม่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ขอเพียงท่านแม่เข้าครัวด้วยตนเองไม่มีที่จะไม่อร่อย ท่านมาเรือนพวกข้าหลายครั้งแล้ว คิดว่าคงพอได้สัมผัสมาบ้าง”
“พวกข้าเพิ่งกลับมา ไม่รู้ว่าท่านแม่ทำของอร่อยอะไรให้กิน คุณชายกาน ในเมื่อท่านเป็นคนเอาวัตถุดิบมา ท่านคงรู้กระมัง?” จูอู่กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย ทั้งยังชี้ไปทางพวกผู้หญิงที่กำลังจัดโต๊ะอาหารพลางกล่าวว่า “รีบบอกมาเถอะ พวกนางไม่ยอมพูด…”
กานอี้เซียนค่อนข้างคุ้นเคยกับลูกชายของจูต้าเหนียง เขาเอ่ยว่า “ข้าไม่รู้ จูต้าเหนียงให้ข้าช่วยหากระวานดำกับยี่หร่า นอกจากนี้ก็ไม่มีแล้ว…”
“กระวานดำคืออะไร?”
“ก็คือ…”
ทางนี้พูดคุยจอแจ ส่วนเย่อวี๋หรานหิ้วกระต่ายไปเรียกหาหลิ่วซื่อให้หากรงมาใส่เอาไว้
“นี่เป็นกระต่ายที่ตั้งครรภ์อยู่ ดูจากลักษณะของพวกมันคงใกล้จะคลอดแล้ว เจ้าคอยดูแลสักหน่อย เดี๋ยวข้าค่อยสอนวิธีเลี้ยงให้เจ้า” เย่อวี๋หรานกล่าว
“เลี้ยงกระต่าย? ท่านแม่ ข้า…ข้าไม่เคยเลี้ยงเจ้าค่ะ” หลิ่วซื่อจ้องกระต่ายที่ท้องกลมป้อมด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
ให้นางทำงานอย่างอื่นยังพอว่า แต่ให้เลี้ยงกระต่าย นี่ไม่ยากเกินไปสำหรับนางหรอกหรือ?
“ไม่เป็นไร ข้าคอยดูอยู่ เจ้านี่เลี้ยงง่ายมาก” หากกานอี้เซียนไม่ได้จับกระต่ายมาให้ เย่อวี๋หรานก็คงคิดไม่ถึงเรื่องเลี้ยงกระต่าย
กระต่ายพวกนี้ดูไปตัวเล็กนิดเดียว แต่พวกมันมีความสามารถในการขยายพันธุ์สูงมาก
พวกมันตั้งครรภ์หนึ่งครั้งคลอดลูกได้หลายตัว ตั้งแต่หย่านมจนถึงเวลาที่สามารถเชือดได้เป็นเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น หากคิดว่าโดยเฉลี่ยแล้วแม่กระต่ายสามารถให้กำเนิดลูกกระต่ายได้ครั้งละหกตัว ใช้เวลาเลี้ยงดูราวสี่เดือน หนึ่งปีมีสิบสองเดือน ต่อให้ตั้งครรภ์เพียงสองครั้งก็ได้ลูกกระต่ายถึงสี่สิบสองตัวแล้ว
เมื่อคำนวณเช่นนี้ เย่อวี๋หรานคิดว่าคุ้มค่ายิ่งนักจึงอยากเลี้ยงดู
พูดจบ เย่อวี๋หรานก็ส่งกระต่ายให้หลิ่วซื่อ จากนั้นก็ไม่ได้สนใจอีก
หลิ่วซื่อยืนอยู่ที่เดิม รู้สึกกดดันอย่างมาก สำหรับท่านอาจเลี้ยงง่าย แต่สำหรับข้าค่อนข้างยากนี่นา
แต่แม่สามีออกปากแล้ว นางยังจะทำอะไรได้อีก?
นางจึงหาสถานที่เหมาะ ๆ วางกระต่ายเอาไว้
เย่อวี๋หรานกลับไปที่ห้องโถง กานอี้เซียนถูกพี่น้องสกุลจูเชื้อเชิญไปนั่งที่โต๊ะแล้ว คนอื่น ๆ ก็ทยอยมานั่งที่โต๊ะอาหาร
เมื่อหลิวซื่อและหลี่ซื่อยกตุ๋นพะโล้ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลชามนั้นออกมา ทุกคนก็หันไปมองอย่างอดใจไม่ไหว ร่ำร้องว่าหอมยิ่งนัก
เห็นว่าเป็นเนื้อสัตว์ แต่สีค่อนข้างเข้ม และหอมกว่าเนื้อทั่วไปมากนัก
“ท่านแม่ นี่คืออะไรหรือขอรับ?” จูซื่อรบเร้าถามอย่างใจร้อน
เย่อวี๋หรานยิ้มก่อนจะตอบว่า “เนื้อพะโล้ เป็นเนื้อที่ผ่านกรรมวิธีพิเศษ ทำให้ต่างจากเนื้อทั่วไป”
“แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าเจ้านี่ต้องอร่อยแน่นอน” แววตาสองข้างของจูอู่สว่างวาบ จับจ้องชามไม้ขนาดใหญ่ใบนั้นโดยไม่คลาดสายตา
เย่อวี๋หรานหัวเราะเบา ๆ แล้วตักเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อกระต่าย และไข่ไก่ให้ทุกคนคนละส่วน แม้จะได้ไปอย่างละชิ้น แต่ละชิ้นขนาดไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อรวมกันหลายอย่าง ก็ถือว่ามีปริมาณมากกว่ายามปกติมากแล้ว
“ข้ายังใส่มันฝรั่งลงไปด้วย พอเอามันฝรั่งมาผสมกับน้ำพะโล้แล้วกลิ่นหอมยิ่งนัก พวกเจ้าลองชิมดู”
มันฝรั่งเหล่านั้นย่อมไม่ได้เอาใส่หม้อพะโล้ต้มด้วยกันมาแต่แรก แต่หลังจากต้มพะโล้เสร็จ ตักใส่ชามเรียบร้อยแล้ว ค่อยใส่มันฝรั่งตบท้าย
เย่อวี๋หรานกลัวว่ามันฝรั่งจะร่วนง่าย ถ้าเอาลงไปตุ๋นด้วยกันคงร่วนไปกองอยู่ก้นหม้อ แบบนั้นคงทำให้เครื่องพะโล้เสียไปด้วย
“คุณชายกาน เจ้าลองชิมดู”
เนื่องจากเป็นแขก กานอี้เซียนจึงนั่งถัดจากเย่อวี๋หราน และได้รับการปฏิบัติจากนางเป็นพิเศษ
กานอี้เซียนไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน จึงรู้สึกพิศวงอยู่บ้าง “ขอบคุณจูต้าเหนียง”
ในฐานะเทพเซียน เขาเคยกินอาหารเลิศรสมาไม่น้อย แต่ตุ๋นพะโล้แบบนี้ เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
เขาคีบเนื้อหมูเข้าปาก ฉับพลันนั้นกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์พลันแผ่ซ่านออกมา
กานอี้เซียนตื่นตะลึง “นี่…”
หนังหยุ่นเด้ง เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม กลิ่นหอมเข้มข้นยั่วยวนคนซึมซาบเข้ามาในปุ่มรับรสของเขาโดยพลัน
“ท่านแม่ อร่อยยิ่งนัก!” จูซื่อตะลึงพรึงเพริด เขาร้องอุทาน “เจ้านี่อร่อยยิ่ง อร่อยกว่าทุกอย่างที่ท่านเคยทำมาเสียอีก!”
แม้จะไม่ใช่คนตะกละ จูอู่ก็ยังอดชมเชยไม่ได้ “ใช่แล้ว! อร่อยยิ่งนัก ท่านแม่ เจ้านี่อร่อยมากจริง ๆ นะขอรับ…”
ไม่มีใครไม่ออกปากชมเชย
กระทั่งซานเป่าและซื่อเป่าที่ยังเล็ก พอเอาเข้าปากแล้วก็แทบกัดลิ้นกลืนลงไปด้วยเลยทีเดียว
“เมียเจ้าสี่ คอยดูซานเป่าซื่อเป่าด้วย ให้พวกเขากินช้า ๆ อย่าด่วนกลืนลงไปเสียก่อน…” เย่อวี๋หรานเห็นเด็กสองคนนั้นกินเร็วเกินไปจึงรีบเอ่ยเตือน
เด็กเล็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ได้กินของอร่อยยังรู้จักละเลียดกิน ดื่มด่ำกับรสชาติ แต่เด็กน้อยนั้นพอได้กินของอร่อยเป็นต้องกินคำโต ไม่สนว่าเคี้ยวละเอียดพอหรือไม่ คิดแต่จะกลืนลงท้องอย่างเดียว
ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะกินหมดก่อน แล้วพวกเขาจะไม่ได้กิน
หลี่ซื่อยังไม่มีเวลาดื่มด่ำรสชาติหอมเข้มข้นตรงปลายลิ้น รีบคว้าตัวซานเป่าและซื่อเป่า “กินช้าหน่อย เคี้ยวให้ละเอียดก่อนค่อยกลืน ได้ยินไหม?”
“อืม! อืม!” ซานเป่าและซื่อเป่าขานรับ แต่กลับไม่ยอมหยุดกิน
หลี่ซื่อจนปัญญา ได้แต่ริบถ้วยของเด็กทั้งคู่ ให้จูซื่อช่วยกันป้อนอาหารให้ลูกน้อย
“หยุดกินก่อน รีบมาดูลูก”
นางผลักแขนจูซื่อเบา ๆ แล้วส่งซานเป่าให้เขา
จูซื่อทำใจวางถ้วยลงไม่ได้ แต่ก็ไร้ทางเลือก ได้แต่บ่นให้ลูกน้อยสองคนอย่างโมโห “จริง ๆ เลย กินข้าวก็ไม่รู้จักเพลา ๆ เสียบ้าง”
พูดก็ส่วนพูด แต่มือไม้กลับไม่ชักช้า ตักเนื้อจากในถ้วยของลูกมาฉีกเป็นชิ้น ๆ แล้วค่อยให้ซานเป่าค่อย ๆ กินทีละชิ้น
ทั้งยังเอาข้าวคลุกให้เรียบร้อย
“ข้าวหนึ่งคำ กับหนึ่งคำ อย่าเอาแต่กินกับ เข้าใจไหม? ไม่ง่ายเลยกว่าท่านย่าจะทำของอร่อย ถ้าเจ้าไม่ทำตัวดี ๆ คราวหน้าท่านย่าไม่ทำให้เจ้ากินอีกนะ”
ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมข่มขู่เด็กดื้อทั้งสอง
เย่อวี๋หรานไม่ได้แทรกแซงการเลี้ยงลูกของครอบครัวลูกชาย เรื่องมีมากเกินไป ถ้าเข้าไปยุ่งเสียทุกอย่าง วัน ๆ นางก็อย่าหวังเลยว่าจะได้หยุดพัก
นางหันกลับมายิ้มพลางถามกานอี้เซียนว่าคิดว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง เลี่ยนเกินไปหรือไม่ มีอย่างไหนที่รสชาติเข้มเกินหรืออ่อนเกินไปหรือเปล่า
นอกจากเพื่อกระชับความสัมพันธ์แล้ว อีกเหตุผลก็คือ คนทั้งห้องนี้มีใครที่มีรสนิยมด้านอาหารดีกว่ากานอี้เซียนที่เคยกินอาหารชั้นเลิศมาแล้วบ้าง?
เย่อวี๋หรานไม่ได้ยกยอกานอี้เซียน แต่อีกฝ่ายเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ คงเคยพบเห็นอะไรมาไม่น้อย ถ้านางอยากประเมินว่าอาหารที่ทำออกมานั้นใช้ได้หรือไม่ ยังมีตรงไหนที่ต้องปรับปรุงหรือเปล่า ย่อมต้องถาม ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ อยู่แล้ว