ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 483 ท่านช่างทะเยอะทะยานยิ่งนัก
บทที่ 483 ท่านช่างทะเยอะทะยานยิ่งนัก
“กิน กิน กิน รู้จักแต่กิน”
“นอกจากเรื่องกิน พวกเจ้าทำอะไรเป็นบ้าง?!”
ครั้นเผชิญหน้ากับโทสะของพี่เป้า เจี่ยงโหย่วเซิงและผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินก็ยอมรับความผิดโดยดุษณี ส่วนว่าจะปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ นั่นก็ไม่ทราบแล้ว
พี่เป้าด่าไปหลายประโยคแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับพวกเขาดี
“จะพูดอย่างไร ข้าก็เป็นพี่ใหญ่ของพวกเจ้า พวกเจ้าก็ไม่รู้จักดูแลข้าสักหน่อย?”
เจี่ยงโหย่วเซิงเอ่ยเสียงเบาหวิว “ไม่อย่างนั้น คราวหน้าพวกข้าเหลือไว้ให้พี่ใหญ่หนึ่งชิ้นดีไหม?”
พี่เป้าถลึงตาใส่
เจี่ยงโหย่วเซิงหดคอ “หรือสองชิ้นดี?”
“ไสหัวไปเลย!” พี่เป้ากล่าวอย่างเกรี้ยวกราด “จูต้าเหนียงก็อยู่ด้วย แต่ละคนทำตัวเหิมเกริม ไม่รู้จักบันยะบันยังเสียบ้าง”
เจี่ยงโหย่วเซิงพึมพำ “จูต้าเหนียงไม่ใช่คนไม่ดีเสียหน่อย!”
“พูดมากไม่เข้าเรื่อง!”
เจี่ยงโหย่วเซิงหัวเราะแหะ ๆ หลบไปข้าง ๆ ทันที
ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินล้วนไม่พูดอะไร พูดน้อยกินมาก พูดน้อยลงหนึ่งคำก็จะได้กินมากขึ้นอีกชิ้น เข้าใจไหม?
เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของเย่อวี๋หราน จึงขยิบตาให้นางพลางชี้ไปที่ริมฝีปาก เป็นความหมายว่าไม่ให้นางพูดออกมา
เย่อวี๋หรานยิ้มน้อย ๆ ทำเป็นมองไม่เห็น
“เป็นอย่างไรบ้าง พี่เป้า ของสิ่งนี้ไม่เลวกระมัง?” นางหันกลับไปถามพี่เป้า
พี่เป้าดื่มด่ำกับรสชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ตรงปลายลิ้นแล้วกล่าวว่า “อืม อร่อยมาก แต่ว่ามีน้อยเกินไป”
“เนื้อนี่นา ผู้ใดจะรังเกียจว่ามีมาก? ต่อให้มีมากกว่านี้ ท่านก็คงคิดว่าไม่มากอยู่ดี” เย่อวี๋หรานทำเป็นฟังไม่เข้าใจ นางยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า “ข้าคิดไว้ว่าพวกเราสามารถขายได้สองแบบ”
“มีอะไรบ้าง?” ครั้นได้ยินเช่นนั้น ไม่เพียงพี่เป้าเท่านั้น คนอื่น ๆ ก็ยืดคอเข้ามาด้วยเช่นกัน
เย่อวี๋หรานเห็นทุกคนล้วนกางหูผึ่งจึงกล่าวอย่างเปิดเผย “แบบแรกคือขายเป็นชิ้น หั่นเป็นชิ้น ๆ เอาไว้ ประมาณชิ้นละหนึ่งตำลึง ขายชิ้นละไม่กี่เหรียญ ส่วนอีกแบบคือขายทีละชั่งหรือครึ่งชั่ง แล้วคิดราคาตามน้ำหนัก”
“นี่…ไม่ต่างกันเท่าไหร่กระมัง?” พี่เป้าพูด “หนึ่งชิ้นก็หนักหนึ่งตำลึงแล้ว ต่างจากการขายทีละชั่งตรงไหน?”
“ย่อมต่างกันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างนะ ถ้าเนื้อที่พวกเราซื้อมาราคาชั่งละสิบหกเหรียญ เช่นนั้นพวกเราก็สามารถขายโดยเพิ่มราคาเข้าไปอีกหลายเหรียญ ถ้าขายตามน้ำหนัก พวกเราสามารถเพิ่มไปเท่าตัวเป็นชั่งละสามสิบเหรียญ”
“สามสิบเหรียญ?!” เจี่ยงโหย่วเซิงสูดลมหายใจเย็นเยือก “จูต้าเหนียง แพงเกินไปแล้ว ถ้ามีเงินจำนวนนี้ มิสู้เอาเงินไปซื้อเนื้อเองดีกว่า”
“ดังนั้น นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างการขายเป็นชิ้นและการขายตามน้ำหนัก” เย่อวี๋หรานกล่าว “พวกเราลองคิดตามนี้ เนื้อหนึ่งชั่งมีสิบตำลึง เท่ากับว่าตำลึงละสามเหรียญ พวกเราสามารถขายเนื้อแต่ละชิ้นแพงขึ้นอีกนิด เป็นชิ้นละสี่เหรียญ สองชิ้นขายถูกลงหนึ่งเหรียญ เทียบกับลูกชิ้นรสเนื้อสองลูกหนึ่งเหรียญที่อยู่ข้าง ๆ กัน อันไหนคุ้มกว่า?”
เจี่ยงโหย่วเซิงครุ่นคิดเล็กน้อย “เนื้อคุ้มกว่าหน่อย เนื้อหนึ่งตำลึงใหญ่กว่าลูกชิ้นมากนัก…”
แต่ไข่ไก่สองฟองกลับใช้ซื้อเนื้อได้ชิ้นเดียว ค่อนข้างแพงอยู่บ้างจริง ๆ แต่ในตำบลใช่ว่าจะไม่มีคนจ่ายไหวเอาเสียเลย
“ของสิ่งนี้เดิมทีก็ไม่ได้มีไว้สำหรับขายให้ทุกคนอยู่แล้ว ถ้าพวกเขาอยากกินอันที่ราคาถูก ซื้อลูกชิ้นรสเนื้อก็ได้ ในนั้นผสมของอย่างอื่น พวกเราไม่ได้หลอกลวงพวกเขา” เย่อวี๋หรานพูด “แต่หมูพะโล้ไม่เหมือนกัน เพราะมันทำจากเนื้อล้วน ๆ ทั้งยังทำสำเร็จแล้ว ย่อมต้องแพงกว่าเป็นธรรมดา”
นางบอกว่าเท่านี้ถือว่าราคาถูกแล้ว ถ้าเปิดภัตตาคาร ถ้วยเล็กแค่นี้ ทำให้ประณีตหน่อยยังสามารถขายถ้วยละหลายสิบเหรียญ
ประมาณขนาดของถ้วย แล้วประเมินว่าในนั้นสามารถใส่เนื้อได้เท่าไหร่ ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นพลันเงียบงันไป
ผ่านไปสักพัก พี่เป้าก็พูดขึ้นมา “เห็นที พวกเราควรรีบเปิดภัตตาคาร เปิดภัตตาคารหาเงินได้มากกว่า”
ใช่แล้ว เนื้อที่จูต้าเหนียงทำสามารถเพิ่มราคาได้เป็นเท่าตัว ทั้งยังเป็นการขายบนแผงขายอาหารอีกต่างหาก
ถ้าขายในภัตตาคาร มิเท่ากับว่าสามารถเพิ่มราคาได้หลายเท่าตัวเลยหรือ?
พวกเขาไม่ได้โง่ ผู้ใดไม่ทราบว่าอาหารในภัตตาคารแพงเพราะเหตุใด มันแพงเพราะเป็น ‘ภัตตาคาร’ ไม่ใช่หรือ?
“ไม่ต้องรีบร้อน พวกเราเริ่มจากร้านขายอาหารข้างทาง หาเงินได้แล้วค่อยว่ากันใหม่” เย่อวี๋หรานกล่าว “ตำบลอันจิ่วเป็นตำบลเล็ก ๆ รอจนพวกเราหยั่งเท้าอยู่ที่นี่ได้มั่นคงแล้ว ค่อยขยับขยายไปเปิดภัตตาคารในตำบลใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกัน ถึงตอนนั้นก็สามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว”
“จูต้าเหนียง ท่านช่างทะเยอะทะยานยิ่งนัก!” เจี่ยงโหย่วเซิงยกนิ้วหัวแม่มือชมเชย และกล่าวอย่างเลื่อมใสว่า “ตอนนี้พวกเรายังเป็นแค่แผงขายอาหารเล็ก ๆ ท่านก็คิดไปถึงการเปิดภัตตาคารในตำบลข้างกันแล้ว”
“ทหารที่ไม่อยากเป็นแม่ทัพไม่ใช่ทหารที่ดี ไม่ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ไว้ก่อน วันหน้าพวกเราจะก้าวหน้าไปได้อย่างไร? คนเราต้องมีเป้าหมายจึงจะรู้ว่าตนเองต้องกระทำสิ่งใด”
เจี่ยงโหย่วเซิงใคร่ครวญแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
ต่อจากนั้น พี่เป้าและเย่อวี๋หรานก็กำหนดราคาหมูพะโล้เป็นที่เรียบร้อย
ต่างจากลูกชิ้นรสเนื้อที่ราคาค่อนข้างถูก ราคาของหมูพะโล้จะต้องแพงกว่า วัตถุดิบที่ใช้ทำพะโล้ต่างกัน ราคาย่อมต่างกันไปด้วย ยกตัวอย่างเช่นเนื้อหมู เดิมทีราคาก็แพงอยู่แล้ว ถ้านำมาทำพะโล้ย่อมไม่อาจปล่อยให้ขาดทุน
“หูหมู หางหมู หรือตีนหมูล้วนสามารถนำมาตุ๋นพะโล้ได้ทั้งนั้น”
“ยังมีเครื่องในหมู พวกเราเอาไส้หมูมาตุ๋นพะโล้ ส่วนอื่นใช้ทำน้ำพริก”
“ยังทำตามกฎเดิม กำไรแบ่งกันครึ่งต่อครึ่ง”
……
เดิมทีนั้นพี่เป้ายังคิดจะแนะนำคนขายเนื้อเจ้าหนึ่งในตำบลให้เย่อวี๋หราน บอกว่าเขาคุ้นเคยกับคนผู้นั้น สามารถซื้อได้ราคาถูกกว่าเดิม
แต่เย่อวี๋หรานปฏิเสธ “ไม่จำเป็นต้องให้พี่เป้าแนะนำหรอก หมู่บ้านพวกข้าก็มีคนขายเนื้อ คนขายเนื้อในตำบลยังจะขายเนื้อได้ถูกกว่าคนในชนบทอย่างพวกข้าอีกหรือ?”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ พี่เป้าก็ไม่ได้ยืนกรานอีก
เย่อวี๋หรานไม่ได้ตอบรับคนขายเนื้อที่พี่เป้าจะแนะนำให้ ความจริงแล้วก็มีใจเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง
ถ้าเป็นคนจากในตำบล คนขายเนื้อขายให้นางราคาเท่าไหร่ พี่เป้าจะไม่ทราบได้อย่างไร?
ถึงตอนนั้น นางต้องคิดเงินพี่เป้าตามราคาทุนที่คนขายเนื้อขายให้นาง หรือคิดราคาตามท้องตลาดกันเล่า?
หากเป็นอย่างหลัง สกุลจูก็ได้ค่าเหนื่อยเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นอย่างแรก นางยังสามารถทำเงินจากส่วนของคนขายเนื้ออยู่บ้าง
ครั้นกลับไปถึงเรือน เย่อวี๋หรานก็แจ้งเรื่องนี้ต่อทุกคน
เมื่อคุยกันเสร็จแล้ว ทุกคนก็ยินดีปรีดายิ่งนัก
“ข้ารู้อยู่แล้ว ขอแค่ท่านแม่ออกโรงเอง ไม่มีอะไรที่จัดการไม่ได้”
“ท่านแม่ ท่านจะไปหาคนขายเนื้อคนไหนหรือเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานมองค้อนพวกนาง “ยังจะไปหาใครได้อีก? พวกเราคุ้นเคยกับใครมากที่สุดก็ต้องไปหาคนนั้นน่ะสิ”
เหล่าลูกสะใภ้เข้าใจโดยพลัน คนที่ท่านแม่พูดถึงคงเป็นคนที่มาฆ่าหมูให้ครอบครัวพวกนางเมื่อปีที่แล้วกระมัง?
ปีก่อนตอนเชือดหมู หญิงปากสว่างจากเรือนข้าง ๆ ยังผิดใจกับคนขายเนื้อแซ่หลี่เพราะเรื่องนี้อยู่เลย
ครั้นนั่งพักในเรือนครู่หนึ่ง เย่อวี๋หรานก็ให้เหล่าลูกสะใภ้ไปเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำพะโล้ ส่วนตนเองออกไปเจรจาซื้อเนื้อหมูกับคนขายเนื้อแซ่หลี่
ในหมู่บ้านละแวกนี้ เวลาจะเชือดหมูมีใครไม่มาหาเขาบ้าง?
ดังนั้นเรือนใดมีหมู เนื้อหมูเป็นอย่างไร ผู้ใดจะรู้ชัดไปกว่าเขาอีกเล่า?
ถ้าเย่อวี๋หรานต้องการซื้อเนื้อหมูให้ได้ราคาถูกกว่าท้องตลาดก็ต้องมาหาเขา ให้เขาเป็นคนดำเนินการ
ตอนนี้รายได้ของคนขายเนื้อแซ่หลี่ยังค่อนข้างต่ำ ก่อนหน้านี้ได้กล่าวไว้แล้วว่าตลอดทั้งปีช่วงเวลาที่คนขายเนื้อแซ่หลี่สามารถหาเงินได้มากที่สุดก็คือตอนเชือดหมูช่วงข้ามปี
พอไม่ได้เชือดหมู เขาก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นอีก
เมื่อจัดการงานในทุ่งนาเสร็จ เขาก็กลับไปที่เรือน
เพิ่งมาถึงประตูเรือน เขาก็เห็นแต่ไกลว่ามีคนเดินมาทางเรือนเขา
ครั้นเงยหน้ามองก็พบว่าไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเย่อวี๋หราน
เขาอึ้งไปเล็กน้อย “จูต้าเหนียง?”
“ข้าเอง เจ้าเพิ่งกลับมาหรือ?” เย่อวี๋หรานเห็นเขาก็ยิ้มออกมาพลางเอ่ยถาม
“ใช่แล้ว เพิ่งกลับ จูต้าเหนียงจะไปที่ใดหรือ?”
“มาหาเจ้า”
“หาข้า?!” คนขายเนื้อแซ่หลี่ประหลาดใจ “จูต้าเหนียงมาหาข้ามีธุระอะไร?”