ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 484 เจรจาซื้อเนื้อหมู
บทที่ 484 เจรจาซื้อเนื้อหมู
ไม่แปลกที่เขาจะประหลาดใจ เพราะเขากับเย่อวี๋หรานไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดต่อกัน สองครอบครัวไม่ได้ไปมาหาสู่กันเลยสักนิด
“แน่นอนว่าข้ามีเรื่องดีมาหารือกับเจ้า เจ้าคงไม่คิดจะให้ข้าพูดข้างนอกหรอกนะ?”
คนขายเนื้อแซ่หลี่จึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองยังไม่ได้เชิญอีกฝ่ายเข้ามาในเรือนก็ค่อนข้างเกรงใจอยู่บ้าง จึงรีบเชื้อเชิญเย่อวี๋หรานเข้าไปข้างใน
“แม่เจ้าเล็ก แม่เจ้าเล็ก! รีบออกมาเร็วเข้า จูต้าเหนียงมาหา”
ภรรยาของคนขายเนื้อแซ่หลี่ได้ยินเสียงเรียกจึงจูงลูกน้อยเดินออกมาจากท้ายเรือน
“ขอโทษด้วย จูต้าเหนียง ข้าพาลูกไปเก็บผักอยู่ท้ายเรือนจึงไม่ได้ยิน…”
“จูต้าเหนียงมาได้สักครู่แล้วกระมัง?”
“เชิญนั่ง ๆ ข้าให้หลานสาวเอาน้ำมาให้”
ภรรยาของคนขายเนื้อจะมากน้อยก็รู้สึกกลัวเย่อวี๋หรานอยู่บ้าง ถึงอย่างไรหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ฉายานี้ก็มีน้ำหนักทีเดียวในหมู่บ้านย่านนี้
นางสั่งความหลานสาวคนโตไปพลางสังเกตเย่อวี๋หรานไปพลาง มองหาว่าได้พกอะไรมาด้วยหรือไม่
นางไม่ได้อยากได้สิ่งของของผู้อื่น แต่กลัวว่าเย่อวี๋หรานจะแอบซุกมีดหรืออะไรทำนองนี้มาด้วยต่างหาก
สิ่งที่นางได้ยินบ่อยที่สุดในเรื่องเล่าเกี่ยวกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็คือ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ชักมีดออกมา เพียงฉับเดียวก็…
ครั้นเห็นว่าแม้แต่ตะกร้าก็ไม่ได้เอามาด้วย มองอย่างไรก็ไม่คล้ายว่าจะพกมีดมา นางจึงค่อยโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
“ไม่เป็นไร ข้าเพิ่งมาถึงนี่เอง มาถึงประตูเรือนก็เจอคนขายเนื้อแซ่หลี่พอดี” เย่อวี๋หรานกล่าว “พวกเจ้านั่งลงเถอะ เรื่องนี้ใช่ว่าจะพูดกันรู้เรื่องด้วยวาจาเพียงไม่กี่ประโยค จะทำได้หรือเปล่ายังต้องสอบถามความเห็นของพวกเจ้า”
“เรื่องอะไรหรือ?” ครั้นได้ยินคำพูดนั้น จิตใจของภรรยาคนขายเนื้อก็สั่นสะท้านขึ้นมาอีกครา
เหตุใดจึงพูดให้รู้เรื่องภายในไม่กี่ประโยคไม่ได้เล่า?
คงไม่ใช่ว่าเจ้าเด็กดื้อไปก่อเรื่องอะไรมาหรอกนะ?
นางรีบนึกทันทีว่ามีเรื่องเช่นนั้นหรือไม่
“เป็นเรื่องดี” เย่อวี๋หรานกล่าว
ภรรยาคนขายเนื้อจึงค่อยวางใจได้ “เรื่องดีอันใด? ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงเทศกาลเสียหน่อย เป็นเรื่องอะไรหรือ?”
“อย่าเพิ่งใจร้อน ฟังข้าพูดให้จบก่อน” เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้ ครอบครัวพวกข้ามีการค้ารายหนึ่ง จำเป็นต้องใช้เนื้อหมูปริมาณมาก จึงอยากมาเจรจากับคนขายเนื้อแซ่หลี่ว่าเขาพอมีช่องทางจัดหาเนื้อหมูให้ได้หรือไม่”
สองสามีภรรยาอึ้งงัน “เนื้อหมู?”
“ช่วงแรกยังใช้เนื้อหมูไม่มาก แค่ยี่สิบถึงสามสิบชั่ง แต่วันหน้าคงจะได้ใช้มากกว่านี้ นี่เป็นการค้าระยะยาว แต่ตอนเริ่มต้นลำบากอยู่บ้าง พวกท่านอาจยังทำเงินได้ไม่มาก แต่ข้ากล้ารับประกันว่าต่อไปจะต้องทำเงินได้มากกว่านี้แน่นอน…”
คนขายเนื้อแซ่หลี่หัวใจเต้นแรง
พวกเขารู้เรื่องที่สกุลจูค้าขายอาหาร ทั้งยังเคยให้คนไปซื้อมาก่อน
แต่ปกติแล้วสกุลจูใช้เนื้อหมูไม่มาก มักเข้าตำบลไปซื้อหาด้วยตนเอง ไม่ได้มาซื้อกับเขา
“จูต้าเหนียงหมายความว่า หลังจากนี้เนื้อหมูที่ครอบครัวพวกท่านใช้สำหรับค้าขายจะมาซื้อกับพวกข้าทั้งหมด?”
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ใช่แล้ว หมายความตามนั้น แต่ข้าต้องพูดให้ชัดเจนก่อนว่า การค้าขายก็เป็นเช่นนี้ ช่วงแรกคงยังทำเงินได้ไม่มาก ต้องลำบากไปก่อน หลังจากนั้นเมื่อเริ่มมั่นคงขึ้นแล้ว เจ้าถึงจะหาเงินได้มากขึ้นหน่อย”
“ชาวบ้านอย่างพวกเรามีใครไม่เคยทำงานหนักบ้าง? จูต้าเหนียง พวกข้าไม่กลัวความลำบาก ขอเพียงหาเงินได้ เจ้าพูดมาเถอะ เรื่องการค้านี้จะทำอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น” คนขายเนื้อแซ่หลี่กล่าวอย่างตรงไปตรงมา เขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
ภรรยาของเขาพลุ่งพล่านใจอยู่บ้าง กล่าวอย่างยินดีว่า “ใช่แล้ว จูต้าเหนียง คนชนบทคนไหนไม่เคยทำงานหนักบ้าง? ถ้าไม่ทำเพราะกลัวความลำบากก็ไม่ใช่คนชนบทแล้ว ถ้าพูดให้ไม่น่าฟังสักหน่อย แรงฆ่าหมูของเขายามปกติก็ไม่ค่อยได้ใช้หรอก จะได้ใช้ก็เฉพาะช่วงข้ามปีเท่านั้นแหละ เก็บเอาไว้ก็เสียเปล่า ถ้าเจ้าสามารถหางานให้เขาทำได้ พวกข้าคว้าเอาไว้ยังแทบไม่ทัน”
“เจ้าพูดจริงหรือ ครอบครัวเจ้าจะซื้อเนื้อหมูจริง ๆ?” กล่าวถึงตอนท้ายยังถามย้ำอีกครั้งว่า “ต้องใช้เนื้อหมูทุกวันเลยหรือ?”
“ใช้ทุกวัน ช่วงแรกราวสิบถึงยี่สิบชั่ง ใช้หมูสามชั้นเสียเป็นส่วนใหญ่ ต้องมีทั้งเนื้อและมันหมู นำมาทำอาหารจึงจะไม่มันหรือเลี่ยนจนเกินไป อร่อยที่สุดแล้ว”
“สิบถึงยี่สิบชั่ง?!” สองสามีภรรยาสบตากัน
ใช้เนื้อหมูวันละสิบถึงยี่สิบชั่ง ต่อให้หนึ่งชั่งได้ค่าเหนื่อยเพียงหนึ่งเหรียญ พวกเขาก็ยังสามารถหาเงินได้วันละสิบถึงยี่สิบเหรียญเชียวนะ
นี่เป็นการค้าเล็ก ๆ ที่ไหนกัน?!
เป็นการค้ารายใหญ่ต่างหากเล่า
เสี่ยวเอ้อร์ตามร้านอาหารในตำบลหนึ่งวันยังหาเงินไม่ได้เท่านี้เลย
“อื้ม! ช่วงแรกใช้น้อยหน่อย ช่วงหลังพอการค้าเริ่มดีขึ้นแล้วอาจได้ใช้มากกว่านี้” เย่อวี๋หรานยิ้ม “ถึงตอนนั้นคงไม่ได้ใช้แค่หมูสามชั้น แต่หัวหมูเอย หางหมูเอย เครื่องในหมู พวกนี้ก็คงได้ใช้ทั้งหมด แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวหลังจากนี้ ข้าถึงได้บอกว่างานนี้ไม่ง่าย ช่วงแรกคงต้องลำบากบ้าง ทำเงินได้ไม่มาก ขอให้พวกเจ้าช่วยอดทนไปก่อน แต่ถ้าพวกเจ้าไม่เต็มใจ…”
ไม่รอให้นางพูดจบ สองสามีภรรยาก็ส่ายหน้ารัว ๆ แล้วพูดว่า “ไม่หรอก ต้องเต็มใจอยู่แล้ว พวกข้าแค่ต้องไปติดต่อซื้อเนื้อหมูมาให้เท่านั้นเอง จูต้าเหนียง เจ้าต้องการเท่าไหร่ อยากได้เนื้อส่วนไหนบ้าง เชิญบอกมาได้เลย พวกข้าจะต้องหามาให้เจ้าได้แน่นอน”
“ข้าต้องการปริมาณมาก ส่วนราคา พวกเจ้าต้องเจรจามาให้ถูกสักหน่อย ไม่อาจแพงกว่าราคาตามท้องตลาด เนื้อยังต้องคุณภาพดี ไม่อย่างนั้นข้าไม่เอาหรอกนะ”
“เจ้าสบายใจได้ จูต้าเหนียง ข้าจะต้องหาเนื้อคุณภาพดีมาให้เจ้าได้แน่นอน ส่วนเรื่องราคา เจ้าต้องการเนื้อหมูสิบถึงยี่สิบชั่ง ราคาย่อมต้องถูกลงอยู่แล้ว” คนขายเนื้อแซ่หลี่กล่าวอย่างมั่นใจ
ทำอาชีพคนขายเนื้อมานานเพียงนี้ คนขายเนื้อแซ่หลี่ย่อมมีเส้นสายของตนเอง อยากได้เนื้อหมูที่ราคาถูกหน่อยไม่ยากเย็นแต่อย่างใด
เพียงแต่…
“แต่ว่า จูต้าเหนียง แล้วเงินมัดจำ…”
อยากได้เนื้อหมูก็ต้องจ่ายเงิน
ครอบครัวคนขายเนื้อมีเงินไม่มาก เขายังไม่แน่ใจว่าการค้ารายนี้จะทำได้นานเพียงใด เรื่องจะสำรองจ่ายเงินให้ก่อน เขายังไม่มีความมั่นใจที่จะทำเช่นนั้น
เย่อวี๋หรานคลี่ยิ้ม “เรื่องนี้เจ้าวางใจได้ ย่อมต้องให้เงินมัดจำอยู่แล้ว ข้ามาคราวนี้ก็เพื่อเจรจาเรื่องนี้กับพวกเจ้า”
นางพูดพลางล้วงเอาสัญญาฉบับหนึ่งออกมา
“นี่คือสัญญาค้าขาย เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการค้าขายของพวกเรา ขอเพียงพวกเราตกลงเรื่องราคาได้แล้ว ข้าก็จะจ่ายค่ามัดจำหนึ่งในสามส่วนให้พวกเจ้าเอาไว้ล่วงหน้า”
เย่อวี๋หรานอธิบายใจความในสัญญานั้นโดยสังเขป แล้วสอบถามข้อคิดเห็นของคนขายเนื้อและภรรยา
“เรื่องอื่นไม่มีปัญหา ประการสำคัญคือเรื่องราคา” เย่อวี๋หรานเว้นช่วงแล้วกล่าวต่อไปว่า “ข้าไม่แน่ใจว่าตอนนี้พวกเจ้าคิดราคาเนื้อหมูเท่าไหร่?”
คนขายเนื้อแซ่หลี่นิ่งคิดเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวว่า “ถูกกว่าราคาตลาดสามถึงสี่เหรียญ หมูสามชั้นที่ดีที่สุดราคาชั่งละยี่สิบเหรียญ ถ้าจูต้าเหนียงจะเอาแบบนี้จริง ๆ เกรงว่าคงเป็นเงินไม่น้อย…”
ส่วนว่าราคาเท่าใดกันแน่ คนขายเนื้อไม่สามารถคำนวณออกมาได้
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน สามารถคำนวณจำนวนง่าย ๆ ได้เท่านั้น พอเป็นตัวเลขที่ซับซ้อนหน่อยก็ต้องปวดเศียรเสียแล้ว
“หมูสามชั้นชั่งละยี่สิบเหรียญ? หากคำนวณตามนี้ สิบชั่งก็เท่ากับสองร้อยเหรียญ ถ้าข้าจ่ายเงินค่ามัดจำให้เจ้าก่อนหนึ่งในสามส่วน อย่างน้อยก็ต้องให้เจ้าหกสิบเหรียญ” เย่อวี๋หรานแจ้งตัวเลขออกมาทันที
“จูต้าเหนียง เจ้าคิดเลขเร็วเกินไปแล้วกระมัง?!” คนขายเนื้อแซ่หลี่รู้สึกทึ่ง “มิน่าเล่าเจ้าเจ็ดบ้านเจ้าถึงเรียนเก่งปานนั้น เจ้าเป็นย่าคนแล้วยังคิดเลขได้เก่งกาจปานนี้ ไม่น่าแปลกใจเลย…”
เขาอุทานอย่างทึ่ง ๆ
คนเทียบคน คนแค้นใจตาย
ดูคนเขาสิ เป็นผู้อาวุโสเหมือนกัน แต่กลับร้ายกาจกว่าพวกเขามากนัก
เขาขายเนื้อหมูมาหลายปีก็ยังสู้นางไม่ได้
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางกล่าวอย่างถ่อมตัว “ที่ไหนกัน ก็แค่ใช้สูตรลัดเท่านั้นเอง ท่องหลายหน ใช้หลายครั้งก็ทำเป็นแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ตกลงกันตามนี้ ซื้อหมูสามชั้นสิบชั่งมาลองดูก่อน ส่งมาที่เรือนข้าวันพรุ่งนี้เลยได้หรือไม่?”