ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 485 พี่น้องที่คุยกันไม่ถูกคอ
บทที่ 485 พี่น้องที่คุยกันไม่ถูกคอ
“รีบใช้ขนาดนี้เลย?”
“การค้าขายแน่นอนว่ายิ่งเร็วก็ยิ่งดี” เย่อวี๋หรานขอน้ำจากพวกเขา แล้วหยิบพู่กันที่ใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ออกมา
ก่อนออกจากเรือนมา นางเอาพู่กันไปจุ่มหมึกเตรียมไว้แล้ว เนื่องจากต้องออกมาข้างนอกจึงปล่อยให้แห้งเสียก่อน
ตอนนี้แค่แตะน้ำเล็กน้อยก็สามารถใช้เขียนได้เลย
เย่อวี๋หรานเตรียมการมาเรียบร้อยแล้ว ถ้านางพกตลับหมึกออกมาด้วยคงไม่สะดวกเท่าใดนัก ทั้งยังค่อนข้างฟุ่มเฟือย ถ้าเขียนตัวอักษรแค่ไม่กี่ตัว พู่กันที่จุ่มหมึกเตรียมเอาไว้เช่นนี้ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ เย่อวี๋หรานก็ยังคิดว่าไม่ค่อยสะดวก นางเสียดายยิ่ง ถ้าอยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็คงไม่ต้องยุ่งยากเช่นนี้
ครั้นเห็นเย่อวี๋หรานเขียนอักษรต่อหน้าต่อตาพวกเขา สองสามีภรรยาก็เบิกตากว้าง รู้สึกทึ่งอย่างยิ่ง
ได้ยินเสียงร่ำลือถึงความสามารถของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มานานแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง!
ไม่แปลกเลยที่หลายปีมานี้สามารถข่มจูเหล่าโถวเอาไว้ได้อยู่หมัด ผู้ใดให้คนเขามีความสามารถเช่นนี้เล่า
“พวกเจ้าเพิ่งทำการค้าแบบนี้เป็นครั้งแรก พวกเราตกลงกันที่ราคาถูกกว่าท้องตลาดสามเหรียญก็แล้วกัน หมายความว่าเดิมทีหมูสามชั้นราคาชั่งละยี่สิบเหรียญ พวกเจ้าหาวิธีเจรจาให้ได้ชั่งละสิบเจ็ดเหรียญให้ข้าก็พอแล้ว”
“นอกจากนี้ ข้ายังเอาเนื้อหมูแบบทั่วไปด้วย ก็คือแบบที่ชั่งละสิบหกเหรียญ พวกเจ้าหาทางเจรจาให้ได้ชั่งละสิบสามเหรียญ”
“เอาสิบชั่งเหมือนกัน ถ้าพวกเจ้าสามารถเจรจาได้ต่ำกว่านี้ ส่วนต่างก็เป็นของพวกเจ้า”
……
เนื่องจากเป็นความร่วมมือครั้งแรก ต่างฝ่ายยังไม่ทราบว่าจะสามารถเจรจาราคาเนื้อหมูได้เท่าไหร่ เย่อวี๋หรานจึงเหลือพื้นที่ให้คนขายเนื้อแซ่หลี่ได้แสดงศักยภาพ
นางกล่าวว่า “ต่อไปพอการค้าอยู่ตัวแล้ว เจ้าต้องช่วยให้ข้าซื้อได้ราคาถูกกว่านี้นะ”
คนขายเนื้อแซ่หลี่มีสีหน้ายินดีปรีดา “จูต้าเหนียง เจ้าวางใจ เรื่องนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน”
เขาพูดไปเมื่อครู่นี้เองว่าสามารถลดราคาได้สามถึงสี่เหรียญ หมายความว่าสี่เหรียญก็เป็นไปได้เช่นกัน
แต่จูต้าเหนียงใจนักเลง เอาแค่สามเหรียญ ส่วนที่เหลือยกให้พวกเขา นี่ก็คือเงินที่ได้มาเปล่า ๆ ไม่ใช่หรือ?
หลังจากเย่อวี๋หรานจากไปแล้ว ภรรยาของคนขายเนื้อยังพูดถึงเรื่องนี้ “จูต้าเหนียงเป็นคนดีจริง ๆ เจ้าว่าทำไมในอดีตนางถึงมีชื่อเสียงเลวร้ายแบบนั้นนะ? ดูวิธีจัดการเรื่องราวของนางสิ บอกว่าสามเหรียญก็สามเหรียญ ยกส่วนต่างให้พวกเราอีกต่างหาก…”
“เฮ้อ ก็เรื่องธรรมดานี่นา คนที่เคยว่าร้ายจูต้าเหนียงเหล่านั้น คนไหนไม่เคยมีเรื่องกับนางมาก่อนบ้าง? เรื่องดีไม่ลือออกไปนอกเรือน เรื่องร้ายสะพัดพันลี้ก็มีที่มาเช่นนี้เอง” คนขายเนื้อแซ่หลี่กำลังใคร่ครวญว่าประเดี๋ยวตนต้องไปพบใครพลางคุยกับภรรยาไปด้วย
ขณะคุยกันอยู่ เขายังเตือนสติภรรยาว่าห้ามเอาเรื่องนี้ไปพูดข้างนอกเด็ดขาด
การค้าที่ทำเงินเช่นนี้ จูต้าเหนียงยกให้พวกเขาแล้ว ถ้าเที่ยวไปพูดส่งเดชแล้วมีคนตาร้อน ทำลายการค้าของพวกเขาไปเสีย พวกเขาก็ไม่เหลืออะไรแล้วน่ะสิ
ภรรยาของคนขายเนื้อที่เดิมทียังคิดว่าจะไปโอ้อวดข้างนอกเสียหน่อยชะงักเท้าทันที รีบปฏิเสธทันควัน “ข้าจะทำอย่างนั้นทำไม? ข้าไม่ได้โง่เสียหน่อย รวยอย่างเงียบ ๆ ใคร ๆ ก็ทำแบบนี้ไม่ใช่หรือ? ข้าไม่เอาไปพูดข้างนอกหรอกน่า”
“ทำให้ได้ก็แล้วกัน เจ้าดูหญิงปากสว่างจากหมู่บ้านสกุลจูสิ วัน ๆ เอาแต่พูดจาปากไม่มีหูรูด เกือบถูกจูหย่งหนิงปลดเอาแล้ว เจ้าลองดูเองแล้วกันว่าตอนนี้นางมีชีวิตอย่างไร?” คนขายเนื้อแซ่หลี่จะไม่รู้จักภรรยาของตนเองได้อย่างไร?
ถึงจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่เขาก็ยกตัวอย่างหญิงปากสว่างเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้นาง
ภรรยาของเขาดีไปเสียทุกอย่าง เสียอย่างเดียวก็คือปากพล่อยเหมือนหญิงปากสว่างไม่มีผิด
ครั้นได้ยินเช่นนั้น ความอยากซุบซิบอวดอ้างกับผู้อื่นของภรรยาคนขายเนื้อก็ดับไปเสียสนิท
เดินทางไปมาเช่นนี้ เมื่อเย่อวี๋หรานเดินทางกลับถึงเรือนสกุลจู ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
จูซื่อถูกหลี่ซื่อไล่ออกมารับมารดา
“ดึกเช่นนี้แล้วท่านแม่ยังไม่กลับมา เจ้าไม่เป็นห่วงเลยหรือ? รีบออกไปเดี๋ยวนี้”
“ได้ ๆๆ ข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ตอนที่จูซื่อออกมาก็เรียกจูอู่ไปด้วย
จูต้ามาเห็นพวกเขาสองคนกำลังจะออกไปข้างนอกพอดีจึงถามอย่างสงสัย “พวกเจ้าจะไปไหน?”
“ท่านแม่ไปเรือนคนขายเนื้อแซ่หลี่ไม่ใช่หรือ? หรูตงกังวลว่าฟ้ามืดแล้ว ท่านแม่เดินทางจะไม่ปลอดภัย จึงให้พวกข้าออกไปรับ”
จูต้าครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “งั้นพวกเจ้ารอก่อน ข้าไปด้วย”
จูต้ากลับเข้าไปบอกหลิ่วซื่อในเรือน ทั้งยังไปเรียกจูเอ้อร์ที่อยู่ห้องข้าง ๆ กัน
“พี่ใหญ่เรียกเจ้าทำไม?” หลิวซื่อได้ยินก็ถามขึ้น
จูเอ้อร์สวมรองเท้าพลางตอบว่า “พี่ใหญ่เรียกให้ข้าไปรับท่านแม่ด้วยกัน”
หลิวซื่อกลอกตาเล็กน้อยค่อยประชิดเข้ามากระซิบว่า “อย่างนั้นก็ต้องไป ครั้งนี้ท่านแม่ออกไปเจรจาเรื่องค้าขาย เจ้าต้องแสดงออกให้ดี อย่าให้คนอื่นฉวยโอกาสได้ เข้าใจไหม?”
“รู้แล้ว” จูเอ้อร์ตอบรับไปอย่างนั้น แต่จะเข้าใจจริงหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้
หลังจากนั้น หลิวซื่อค่อยทราบว่าคนอื่น ๆ ก็ออกไปรับแม่สามีเช่นกัน จึงแอบบริภาษว่า “พวกเห็นผลประโยชน์แล้วตาลุกวาว ปกติไม่เห็นพวกเจ้าจะกระตือรือร้นแบบนี้เลยนี่? เกือบจะถูกพวกเจ้าได้หน้าไปแล้ว!”
นางตัดสินใจแน่วแน่กว่าเดิมว่าวันหน้าจะต้องจับตามองคนอื่น ๆ ให้เข้มงวดกว่านี้ ไม่ปล่อยให้ใครเกินหน้าตนเองกับสามีไปเด็ดขาด
ตั้งแต่ออกมาจากหมู่บ้าน พี่น้องสกุลจูต่างคนต่างเงียบ
ถ้ามีเพียงจูซื่อกับจูอู่สองคน พวกเขาอาจสนทนาเรื่องนั้นเรื่องนี้ คุยกันได้ไม่จบไม่สิ้น
แต่เมื่อมีจูต้ากับจูเอ้อร์มาด้วย พวกเขาสองคนก็ไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกันแล้ว
ทั้ง ๆ ที่เป็นพี่น้องร่วมสายเลือด แต่กลับรู้สึกเหมือนคุยไม่ค่อยถูกคอกันสักเท่าไหร่
“พี่สี่ ซานเป่ากับซื่อเป่ากำลังฝึกท่องกลอนอยู่กระมัง?” ผ่านไปสักพัก จูอู่ทนต่อไปไม่ไหวจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบเสียเอง เขากล่าวว่า “ช่วงก่อน หน้านี้ข้าเหมือนจะได้ยินปาเม่ยสอนพวกเขาท่องกลอน”
“จริงหรือ? ข้าไม่ได้สังเกตเลย” จูซื่อกล่าว “ปาเม่ยคงเห็นว่าพวกเขาอยู่ว่าง จึงหาอะไรให้ทำกระมัง”
“ข้าเห็นว่าพวกเขาท่องได้ดีทีเดียว ว่าง ๆ ให้ปาเม่ยสอนพวกเขาบ้างก็ดีเหมือนกัน”
จูซื่อยิ้ม “ครอบครัวพวกเรา นอกจากเจ้าเจ็ด ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า คนที่เรียนได้ดีที่สุดก็เป็นปาเม่ยนี่แหละ ถ้านางจะสอนก็ต้องมีเวลาก่อน ตอนนี้ยุ่งอยู่ทุกวัน ถ้าไม่ย้อมผ้าก็ทำชาด ทำงานเย็บปัก ไม่มีเวลาว่างนักหรอก”
“ไม่เป็นไร ถ้าปาเม่ยว่างก็สอนพวกเขาทีละนิดทีละหน่อย ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเล็ก ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเริ่มเรียนตอนอายุมากกว่านี้ด้วยซ้ำ…”
สะพานทอดมาให้ขนาดนี้แล้ว ในที่สุดจูต้าก็เข้ามาร่วมวงด้วย เขาพูดว่า “ใช่แล้ว ตอนท่านแม่เริ่มสอนให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าฝึกท่องตำรา พวกเขาก็อายุหลายขวบแล้ว เจ้าสี่ เจ้าไม่ต้องใจร้อน ซานเป่ากับซื่อเป่ายังเล็ก ลูกหลานคนอื่นยังเล่นดินโคลนกันอยู่เลย เรียนรู้ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ยังเรียนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร โตกว่านี้ค่อยว่ากันใหม่ก็ได้”
“ข้าก็คิดแบบนี้เหมือนกัน” จูซื่อกล่าวว่า “ข้าเห็นว่าท่านแม่ยังไม่ได้บอกว่าจะให้ซานเป่ากับซื่อเป่าเริ่มเรียนหนังสือ น่าจะเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลากระมัง”
“อืม เรื่องนี้ต้องถามท่านแม่”
……
เริ่มจากเรื่องลูก ๆ ในที่สุดเหล่าพี่น้องก็เริ่มสนทนากันได้เสียที
จากซานเป่าซื่อเป่าจนมาถึงต้าเป่าเอ้อร์เป่า ตามด้วยเรื่องที่จูชีจะเข้าร่วมการสอบรับราชการในปีหน้า และแนวโน้มในอนาคตของสกุลจู ยิ่งพูดก็ยิ่งมากความ ราวกับมองเห็นความหวังขึ้นมาในชั่วพริบตา
หากคนเราทราบว่าต้องเดินหน้าไปทิศทางไหน ชีวิตนี้ก็มีความหวัง
“แฮะแฮะ! รอให้เจ้าเจ็ดสอบเป็นถงเซิงได้ แล้วพยายามฮึดสอบให้ได้ซิ่วไฉ ครอบครัวพวกเราก็ไม่ต้องเสียภาษีแล้ว” จูเอ้อร์เข้ามาร่วมวงด้วยคนอย่างอดใจไม่ไหว เขากล่าวว่า “ภาษีนี่ไม่ใช่น้อย ๆ ถ้าไม่ต้องเสียภาษี แต่ละปีก็พอให้เลี้ยงคนสองคนได้เลยทีเดียว”
“ใช่แล้ว ถึงตอนนั้นต่อให้ซื้อที่ดินเพิ่มสักหลายหมู่ก็ไม่ต้องเสียภาษี ไม่แน่ว่าคนอื่นอาจอยากฝากที่ดินไว้ในชื่อของเจ้าเจ็ดด้วยก็ได้” จูอู่มีมันสมองปราดเปรียว ข่าวสารที่ทราบก็มากกว่าคนอื่นอยู่บ้าง เขากล่าวว่า “ข้าถามมาแล้ว ซิ่วไฉน่ะนอกจากจะไม่ต้องเสียภาษีที่นาที่ตนครอบครองและไม่ถูกเกณฑ์แรงงานหลวงแล้ว ยังจะได้รับเบี้ยหวัดอีกด้วย…”