ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 486 ไม่ท้องเสียที
บทที่ 486 ไม่ท้องเสียที
“อะไรนะ?! ซิ่วไฉยังได้รับเบี้ยหวัดด้วย?!” จูเอ้อร์ตะลึง เขารู้ว่าซิ่วไฉได้รับยกเว้นภาษีและไม่ต้องเกณฑ์แรงงานหลวง แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องนี้ด้วย
จูอู่หัวเราะ “ใช่แล้ว พวกเขาไม่ได้บอกว่าได้กี่ตำลึง ไม่ใช่แค่เบี้ยหวัดเท่านั้น แต่ยังได้รับข้าวสารอีกด้วย เอาเป็นว่าถ้าได้เป็นซิ่วไฉ เจ้าเจ็ดก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้แล้ว”
“ดียิ่ง!” จูเอ้อร์ทอดถอนใจ เขาผลักแขนจูต้าเบา ๆ “พี่ใหญ่ วันหน้าท่านก็สบายแล้ว ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเฉลียวฉลาดปานนั้น จะต้องได้เป็นซิ่วไฉแน่นอน ในอนาคตพวกเขาก็จะเป็นคนที่ได้รับเบี้ยหวัดด้วยเหมือนกัน”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอิจฉา
ไม่รอให้จูต้าพูดอะไร เขาก็พูดขึ้นมาอีกว่า “เฮ้อ…ไม่รู้เมื่อไหร่ข้าถึงจะมีลูกชายสักคน”
บรรยากาศเงียบสงบลงทันใด
จูอู่อายุยังน้อย ไม่รีบร้อนมีลูก แต่จูเอ้อร์ไม่เหมือนกัน น้องสามกับน้องสี่ของเขามีลูกชายกันหมดแล้ว มีเพียงพี่รองอย่างเขาที่ไม่มีลูก แต่งงานมานานแล้วแต่ก็ยังไร้วี่แวว
“พี่รอง เรื่องแบบนี้จะรีบร้อนไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถึงเวลาที่ควรมาเดี๋ยวก็มาเอง” เรื่องมีลูกจูซื่อพูดไม่ได้ จึงจำเป็นต้องให้จูอู่เป็นคนพูด “ท่านดูพวกข้าก็ได้ เมียข้าตั้งครรภ์แล้วแท้ ๆ แต่สิ่งที่ไม่ควรเป็นของพวกข้าย่อมไม่ใช่ของพวกข้าอยู่ดี สุดท้ายก็ไม่ได้มาไม่ใช่หรือ”
จูเอ้อร์กล่าวว่า “นั่นเป็นเพราะเมียเจ้าไม่รู้จักระวังต่างหาก ตอนนั้นถ้านางระวังไว้บ้าง ตอนนี้ก็คงคลอดแล้วไม่ใช่รึ? เมียข้าเสียอีกจนตอนนี้ก็ยังไม่ท้อง ข้ากลัวว่านางจะมีปัญหา…”
เขาไม่ได้พูดจนจบ แต่ความนัยในวาจานั้นไม่พูดออกมาก็ทราบได้
“พี่รอง ท่านคงไม่ได้มีความคิดนอกลู่นอกทางหรอกนะ?” จูอู่รีบพูดว่า “ท่านแม่เป็นคนอย่างไร ท่านก็รู้ดี ท่านแม่เพิ่งตั้งกฎบ้านว่าผู้ชายอายุสี่สิบถึงจะมีอนุได้ แต่ตอนนี้พี่สะใภ้รองยังสาวอยู่นะ”
“ข้าเปล่า ข้าแค่กลัวว่าเมียข้าจะไม่สบาย…” จูเอ้อร์พูด “ข้ากำลังคิดว่าควรให้เมียข้ากลับบ้านเดิมไปขอยามากินดีไหม”
“ท่านแม่ไม่น่าจะเห็นด้วยกระมัง?” จูซื่อยังจำเรื่องนี้ได้ เขาพูดว่า “พี่สะใภ้รองเคยแอบกินยาแล้วนี่นา? ข้าจำได้ว่าตอนนั้นพี่สะใภ้รองถูกท่านแม่สั่งสอนแล้วด้วย”
เรื่องพวกนี้หลี่ซื่อเป็นคนเล่าให้เขาฟัง ไม่อย่างนั้นผู้ชายตัวโตอย่างเขาไฉนเลยจะทราบได้
ตอนนั้นเขาก็รู้แล้วว่ามารดาไม่ชอบเรื่องแบบนี้
“ก็เพราะข้ารู้ถึงได้ร้อนใจอย่างไรเล่า ข้ากำลังคิดว่าควรไปปรึกษาท่านแม่ดีไหม”
……
เวลานี้เย่อวี๋หรานมองเห็นเงาคนหลายคนมาแต่ไกล
แต่นางเห็นไม่ชัดว่าเป็นใคร เพราะตอนนี้มืดเกินไป
จิตใจนางพลันเขม็งเกลียว ไม่ใช่ว่ามาเจอโจรร้ายเข้าหรอกนะ?
ช่วยไม่ได้ที่เย่อวี๋หรานจะระแวง เพราะชั่วขณะนั้นนางนึกเรื่องครอบครัวตนเองขึ้นมาได้มากมายหลายเรื่อง ตนเองค่อย ๆ มั่งมีขึ้นมา ทำให้คนจำนวนไม่น้อยอิจฉาตาร้อน
หากมีคนคาดเดาความเคลื่อนไหวในวันนี้ของนางได้แล้วมาดักรออยู่กลางทางเล่า?
ทันใดนั้นก็นึกเสียใจขึ้นมา หากรู้แต่แรกนางก็ไม่ควรใจร้อนเช่นนี้ มาหาคนขายเนื้อแซ่หลี่ช้ากว่านี้สักวัน หากหาเงินช้ากว่านี้สักวันก็คงไม่ถึงขั้นทำให้คนอดตายหรอก?
นางชะงักฝีเท้าแล้วพุ่งตัวเข้าไปในดงหญ้าข้างทาง
เมื่ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้ นางจึงได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเหล่านั้น
“จะปรึกษาข้าเรื่องอะไร?”
เงาคนสักคนก็ไม่มี จู่ ๆ มีเสียงดังขึ้นมาปุบปับ ทำเอาพี่น้องสกุลจูสะดุ้งตกใจไปตาม ๆ กัน
ไม่หรอกมั้ง เจอผีงั้นเรอะ?!
“ท่านแม่?! ท่านทำอะไรน่ะ? ท่านเข้าไปอยู่ในดงหญ้าทำไม?” หลังจากจูซื่อมองออกว่าเงาร่างนั้นคือใครแล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่าเมื่อครู่เขาตกใจมากเพียงไหน
“โธ่เอ๋ย แม่เจ้า ท่านแม่ ท่านทำข้าตกใจหมด…” จูอู่ลูบหน้าอกตัวเองเบา ๆ
จูต้ากับจูเอ้อร์ก็ถอนหายใจตามมา “ท่านแม่…”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความจนใจหลังจากได้รับความตื่นตระหนก
“ข้าทำไม? ยังไม่ใช่เพราะถูกพวกเจ้าทำให้ตกใจหรอกหรือ? เห็นคนล้อมเข้ามาหาแต่ไกล ทั้งยังเห็นไม่ชัด ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเป็นใคร ถ้าเป็นคนร้ายจะทำอย่างไร? ข้าถึงได้ซ่อนตัวอย่างไรเล่า” เย่อวี๋หรานปัดเศษหญ้าบนร่างออก “พวกเจ้าก็จริง ๆ เลย ออกมาก็ไม่รู้จักเอาคบไฟมาด้วย”
“คิดไม่ถึงขอรับ” จูเอ้อร์เกาศีรษะ
เย่อวี๋หรานเห็นพวกเขาก็พอเดาได้ราง ๆ “ออกมารับข้า?”
“ขอรับ พี่ใหญ่เรียกข้าออกมาด้วยกัน” จูเอ้อร์กล่าว
“เจ้าสี่บอกว่าจะออกมารับท่านแม่” จูต้าพูด
“พี่สี่เรียกข้าออกมาขอรับ” จูอู่ว่า
จูซื่อเห็นว่าทุกคนผลักเรื่องมาที่ตนเองจึงบอกตามความจริง “หรูตงบอกมาขอรับ นางบอกว่าท่านแม่ออกมานานแล้วก็ยังไม่กลับ กลัวว่ามืดแล้วท่านแม่อาจเห็นทางไม่ชัดจึงให้ข้าออกมารับท่านแม่”
“คนเขาถึงได้พูดกันอย่างไรเล่าว่าลูกสาวจึงจะเอาใจใส่คนเป็นแม่มากที่สุด ดูเอาเถอะ ลูกชายอย่างพวกเจ้ามีใครรู้จักเป็นห่วงข้าบ้าง? ลูกสะใภ้ยังดีเสียกว่า ลูกสะใภ้ก็คือลูกสาวครึ่งหนึ่ง ลูกสาวครึ่งเดียวยังรู้จักเอาใจใส่กว่าพวกเจ้า” เย่อวี๋หรานไม่ได้โมโหจริง ๆ แค่ตัดพ้อไปอย่างนั้น
นางรู้ว่าคนยุคนี้ถูกสอนมาเช่นนี้ ผู้ชายรับผิดชอบเรื่องนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงกำกับงานในเรือน
พวกลูกชายยังถูกเจ้าของร่างเดิมสั่งสอนมาจนโต ย่อมไม่ใคร่ครวญถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว
แต่นางมาอยู่ที่นี่แล้ว เรื่องที่ควรตัดพ้อก็พึงตัดพ้อ อย่างน้อยก็ควรให้พวกเขาทราบว่า ต่อให้เป็นลูกชาย พวกเจ้าก็ต้องรู้จักเป็นห่วงมารดาบ้าง เข้าใจไหม?
ลูกชายที่ไม่ได้มีจิตใจละเอียดอ่อนสักเท่าใดถึงกับนิ่งงัน “…”
ท่านแม่โกรธพวกข้าหรือเนี่ย?
“แหะแหะ!” จูซื่อยิ้ม “ท่านแม่ ตอนนี้ท่านมีลูกสะใภ้สี่คนก็เทียบเท่าลูกสาวสองคนแล้วนี่ขอรับ”
เย่อวี๋หรานกลอกตา สะใภ้สี่ยังพอเรียกได้ว่าเป็นลูกสาวครึ่งหนึ่ง ส่วนคนอื่นก็แล้วไปเถอะ ถ้าพวกนางสร้างปัญหาน้อยลงบ้าง นางก็ขอบคุณฟ้าดินมากแล้ว!
แต่นางไม่ได้พูดออกมา
นางรู้ว่าคำพูดพวกนี้ถ้าได้พูดออกมาแล้วก็มีแต่จะทำให้ขุ่นเคืองใจกันไปเปล่า ๆ
นางลำเอียงแค่ในใจก็พอแล้ว แต่ฉากหน้ายังคงต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม
“เอาล่ะ กลับเรือนกันเถอะ” เย่อวี๋หรานเดินนำไปพลางถามว่า “เมื่อครู่นี้เหมือนข้าได้ยินว่ามีคนจะปรึกษาเรื่องอะไรกับข้านะ?”
จูเอ้อร์ไม่กล้าพูด เขารีบปฏิเสธทันที “เปล่านี่ขอรับ ไม่มีอะไรต้องปรึกษา ท่านแม่ ท่านคงฟังผิดแล้ว…”
แต่ไม่รอให้เขาพูดจบ จูอู่ก็พูดว่า “ท่านแม่ พี่รองกังวลเรื่องพี่สะใภ้รองขอรับ พี่สะใภ้รองแต่งเข้าเรือนมานานแล้วแต่ก็ยังไม่มีลูกเสียที พี่รองกลัวว่าพี่สะใภ้รองอาจสุขภาพไม่แข็งแรง อยากปรึกษากับท่านว่าต้องให้พี่สะใภ้รองไปหาหมอดีหรือไม่”
จูเอ้อร์นึกโมโห เขาถลึงตาใส่จูอู่
แต่ตอนนั้นมืดแล้ว จูอู่มองไม่เห็นเลยสักนิด ปากก็ไวจึงพูดออกมาจนหมด
จูเอ้อร์พูดเสียงอ่อย “ท่านแม่ ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น…ซุ่ยซุ่ยดีมาก แต่น้องสะใภ้สี่มีลูกแล้ว น้องสะใภ้ห้าถึงจะยังไม่เคยคลอดลูก แต่ก็เคยตั้งครรภ์มาก่อน แต่เมียข้ากลับไร้วี่แวว จึงอดร้อนใจไม่ได้ขอรับ”
“ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป จะใจร้อนไม่ได้ ถึงเวลาเดี๋ยวก็มาเอง ถ้ายังไม่ถึงเวลาร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์” เย่อวี๋หรานได้ยินเรื่องนี้ก็ไม่รู้สึกว่าอยู่เหนือความคาดหมายนัก
แต่นางคิดไม่ถึงว่าลูกชายคนรองจะพูดออกมาอย่างเปิดเผย ต่างจากในอดีตที่มักแอบไปทำลับหลังนาง
นางพูดต่อไปว่า “เมื่อก่อนเมียเจ้าไม่ท้องเสียทีก็ไม่แปลก ความเป็นอยู่ไม่ค่อยดี ได้กินไม่อิ่มท้อง นางสุขภาพดีได้ก็แปลกแล้ว หน้าเหลืองซีดเหมือนเทียนไขแบบนั้น แค่ดูก็รู้ว่าขาดสารอาหาร…”
“ท่านแม่ ขาดสารอาหารคืออะไรขอรับ?” ครั้นได้ยินมารดาพูดศัพท์ใหม่ จูอู่จึงถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“ปลูกพืช พวกเรายังต้องใส่ปุ๋ยไม่ใช่หรือ? คนเราก็เหมือนกัน ข้าวปลาอาหารก็คือสิ่งที่บำรุงหล่อเลี้ยงพวกเรา หรือเรียกอีกอย่างว่าสารอาหาร ถ้าใส่ปุ๋ยไม่พอ พืชก็ไม่โต หรือเติบโตได้ไม่ดี ไม่ผลิดอกออกผล เมียเจ้ารองขาดสารอาหารจึงไม่แข็งแรง ไม่ท้องก็ไม่แปลก”
จูเอ้อร์กล่าวเสียงอ้อมแอ้ม “แต่คนอื่นก็ยังท้องนี่นา…”