ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 487 ความเอาใจใส่
บทที่ 487 ความเอาใจใส่
“ร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน ตอนเจ้าทำนากับพ่อเจ้า หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป ถึงจะเป็นดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ก็ยังมีต้นกล้าโตขึ้นมาได้ไม่ใช่หรือ?”
จูเอ้อร์ไม่พูดอะไร
เย่อวี๋หรานชำเลืองมองเขาแล้วพูดต่อไป “พวกเจ้าพี่น้องกินข้าวหม้อเดียวกันก็ยังโตขึ้นมาสูงเตี้ยไม่เท่ากันเลยไม่ใช่หรือไร? นับประสาอะไรกับเมียของพวกเจ้า พวกนางไม่ได้กินข้าวหม้อเดียวกันมาจนโต ย่อมอ้วนผอมสูงเตี้ยต่างกันอยู่แล้ว”
จูเอ้อร์พึมพำ “พี่สะใภ้ใหญ่ก็ผอมมากนี่นา”
เย่อวี๋หรานไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว “ถ้าเจ้าไม่สบายใจก็พาเมียเจ้าไปหาหมอในตำบล ท่านหมอว่าอย่างไรก็ทำอย่างนั้น อย่าทำเรื่องเหลวไหลอย่างการแอบกินยาซี้ซั้ว พวกเจ้าไม่ใช่หมอเสียหน่อย ถ้าแต่เดิมร่างกายไม่มีปัญหา แต่ไปกินยาจนมีปัญหาขึ้นมาเล่า?”
“จะกินยาจนมีปัญหาได้อย่างไร? ใคร ๆ ก็กินแบบนี้กันทั้งนั้น…” ที่จริงจูเอ้อร์อยากพูดว่ายาที่พวกเขาไปสอบถามมานั้นย่อมมีคนเคยกินมาก่อน
คนอื่นกินได้ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แล้วพวกเขาจะมีปัญหาได้อย่างไร?
“ยาเทียบเดียวกัน แต่ละคนกินแล้วให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าจะมีหมอไว้ทำไมเล่า? พวกเขาอยู่ว่างไม่มีอะไรทำนักหรือ? ถ้ายาเทียบเดียวสามารถรักษาคนนับหมื่น ทำไมพวกเขาไม่จัดยาใส่ห่อไว้ล่วงหน้า ใครมาก็แจกให้คนละห่อ กระทั่งใบสั่งยาก็ไม่ต้องเขียนแล้ว” เย่อวี๋หรานอยากง้างกะโหลกของจูเอ้อร์ออกมาดูเสียจริงว่าเขาคิดอะไรอยู่
นางสงสัยว่าคราวก่อนที่หลิวซื่อแอบกินยา เป็นเพราะถูกจูเอ้อร์กดดันด้วยเช่นกัน จึงจำต้องทำใช่หรือไม่?
นี่เป็นปัญหาของวิถีทางโลก โลกมีข้อเรียกร้องต่อสตรีเช่นนี้ สตรีทั้งหลายจึงมีชีวิตที่ยากลำบาก
พลังของคนเพียงคนเดียวไม่อาจต่อต้านได้ ทำได้เพียง ‘สยบยอม’
จูเอ้อร์ครุ่นคิดตามก็พบว่าเป็นเช่นนั้น แต่ละครั้งที่ไปหาหมอ มีครั้งไหนบ้างที่ท่านหมอไม่ได้ออกใบสั่งยาใหม่ให้เป็นราย ๆ ไป?
เอาแค่พวกเขาพี่น้อง ยาที่สั่งให้ก็ไม่แน่ว่าจะเหมือนกันเสียทีเดียว
เขาคิดว่าเรื่องที่หลิวซื่อไม่อาจตั้งครรภ์คงไม่ใช่แค่ความเจ็บป่วยทั่วไป ในเมื่อเป็นเช่นนี้ใบสั่งยาก็อาจซับซ้อนสักหน่อย ไม่เหมือนกับของคนอื่น ก็นับว่าชอบด้วยเหตุผล
“ฟังเข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วขอรับ ท่านแม่”
เย่อวี๋หรานได้ยินเขาตอบรับก็ค่อยวางใจได้ ทั้งยังไม่ลืมกำชับลูกชายคนอื่น ๆ “พวกเจ้าก็เหมือนกัน ต่อไปถ้าในเรือนมีคนไม่สบาย ไม่ว่าใครก็ห้ามแอบกินยาลับหลังข้า ยังไม่ไปหาหมอ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าป่วยเป็นอะไร ยังจะกินยามั่วซั่วกันอีก”
ครั้นได้ยินมารดาบ่นให้พวกตน พวกเขาต่างคนต่างผลักกันไปมา
แม้ว่ายามเย็นฟ้ามืด มองเห็นสีหน้าของกันและกันไม่ค่อยชัด แต่ก็พอคาดเดาความในใจของอีกฝ่ายได้
ถูกว่าแล้วเห็นไหม? ข้าบอกแล้วว่าท่านแม่ต้องไม่ยอมให้กินยาส่งเดชแน่
อะไร? ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเสียหน่อย
พอได้แล้ว ทำตัวดี ๆ หน่อย ท่านแม่ยังอยู่ตรงนี้นะ
เย่อวี๋หรานทำเป็นมองไม่เห็นอากัปกิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้น ควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
ครั้นใกล้ถึงประตูเรือน เย่อวี๋หรานก็สั่งความพวกเขาว่า “กลับเข้าห้องไปดูเสียหน่อย ถ้าเมียพวกเจ้านอนแล้วก็ไม่ต้องปลุกพวกนาง ปล่อยให้พวกนางนอน”
“ถ้ายังไม่นอนก็บอกพวกนางไว้ว่า พรุ่งนี้เช้าคนขายเนื้อแซ่หลี่อาจเอาเนื้อหมูมาส่ง ให้เอาเนื้อไปตุ๋นพะโล้”
“ถ้าข้ายังไม่ตื่นก็ให้พวกนางทำไปก่อนได้เลย”
……
ทุกคนตอบรับโดยพร้อมเพรียง “ทราบแล้วขอรับ”
ต่างคนต่างแยกย้ายกลับห้อง
ภายในเรือน นอกจากหลี่ซื่อที่สัปหงกง่วงงุน หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อล้วนเข้านอนกันหมดแล้ว
“ท่านแม่กลับมาแล้ว?” นางรีบลุกขึ้นมานั่ง
จูซื่อกดนางลงไปตามเดิม แล้วบอกนางตามที่มารดาสั่งความไว้ “ไม่ต้องลุก ท่านแม่ให้เจ้านอน พรุ่งนี้เช้ายังมีงานต้องทำ…”
หลี่ซื่อฟังแล้วก็กล่าวว่า “อืม ข้ารู้แล้ว แต่ท่านแม่ยังไม่ได้กินข้าวกระมัง? เดินทางมาทั้งวันแบบนี้จะให้ท่านแม่หาข้าวกินเองได้อย่างไร? ไม่ได้ ลูกสะใภ้ไม่อาจทำแบบนี้ ถ้าลือกันออกไป แม่ข้าต้องตำหนิข้าแน่นอน”
“เจ้านอนไปเถอะ เดี๋ยวข้าไปจัดการเอง” จูซื่อจะมากน้อยก็ยังรู้จักทะนุถนอมภรรยาของตัวเองอยู่บ้าง
เห็นอีกฝ่ายเป็นห่วงเป็นใยมารดาตนเองเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกอุ่นวาบ
เขาออกมาจากห้องนอน แม้จะเหนื่อยล้า แต่เห็นห้องอื่นดับไฟนอนกันหมดแล้ว มีเพียงภรรยาของตนที่ยังนึกถึงมารดา เขาก็อดที่จะภูมิใจไม่ได้
ดูสิ มีลูกสะใภ้คนไหนดีได้เท่าภรรยาของเขา ป่านนี้แล้วยังพะวงนึกถึงแม่สามี ไม่แปลกเลยที่มารดาจะลำเอียงรักภรรยาของเขา
เข้ามาในห้องครัวก็เห็นเย่อวี๋หรานกำลังกินข้าว
พี่สะใภ้ใหญ่คงเก็บอาหารเอาไว้ให้ อุ่นค้างไว้ในหม้อบนเตา
“เจ้ากลับมาทำไม? เมียเจ้าให้มาหรือ? ไม่ต้องแล้ว ข้ากินข้าวเสร็จก็จะเข้านอนแล้ว เจ้ากลับไปนอนเถอะ” เย่อวี๋หรานเห็นจูซื่อเข้ามาก็เดาได้ว่าเป็นเพราะอะไร ในใจพลันรู้สึกอบอุ่น
คนอื่นเอาแต่โทษว่านางลำเอียงรักสะใภ้สี่ ทำไมพวกเขาจึงมองไม่เห็นความเอาใจใส่ของสะใภ้สี่บ้าง?
ถ้าทุกคนล้วนใส่ใจนางเหมือนสะใภ้สี่ นางจะลำเอียงได้อย่างไร?
“นางสะลึมสะลือแล้ว ข้าเลยบอกให้นางนอนไปก่อน ท่านแม่ เดี๋ยวข้าช่วยต้มน้ำล้างเท้าให้ท่านนะขอรับ”
จูซื่อไม่ได้พูดอะไรอีก แต่หยิบหม้อขึ้นมาแล้วไปจุดไฟในเตา
เย่อวี๋หรานคิดจะห้ามเขา แต่เห็นเขากระตือรือร้นเช่นนั้นจึงเลิกล้มไป
ลูกชายนี่นา มีแต่ต้องเรียกใช้งานให้มากจึงจะเรียกว่าลูกชายได้
บางครั้งคำว่ากตัญญูก็คือการใช้งานได้บ่อย ๆ ว่าง่ายรู้ความ จึงจะเรียกได้ว่ากตัญญู
เย่อวี๋หรานกินข้าวเสร็จ จูซื่อก็ยกอ่างน้ำมาให้นางแช่เท้า จากนั้นจึงเอาจานไปล้าง
ภายในห้องครัว แสงตะเกียงสั่นไหววูบวาบ
หน้าเตาไม่สูง แต่สำหรับจูซื่อที่สูงแปดฉื่อแล้วกลับกลายเป็นเตี้ยไป
แสงไฟตกกระทบบนร่างเขา ย้อมเป็นเฉดสีอันอบอุ่นชั้นหนึ่ง ความอบอุ่นนั้นคล้ายจะส่งต่อมาถึงจิตใจของเย่อวี๋หราน
นางคิดขึ้นมาได้ว่าตนเองย้อนยุคมานานแล้ว คิดถึงสิ่งที่ตนเองทุ่มเทเพื่อครอบครัวนี้
ตอนแรกทำไปเพื่อ ‘ความอยู่รอด’ เพื่อแบกรับความรับผิดชอบของเจ้าของร่างเดิม ยามนี้กลับรู้สึกว่าทุกอย่างนี้คุ้มค่าแล้ว
“ท่านแม่ ท่านเช็ดเท้าแล้วเข้านอนเร็วหน่อยนะขอรับ ข้าจะเอาน้ำออกไปเทข้างนอก”
“อืม”
ครั้นออกมาจากเรือนหลังเก่า ปีนขึ้นไปนอนบนเตียง เย่อวี๋หรานที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันเข้าสู่ห้วงฝันอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางความเคลิบเคลิ้ม นางฝันเห็นตนเองสวมมงกุฎหงส์และชุดพิธีการ สองฝั่งมีแขกเหรื่อแน่นขนัด กำแพงดำกระเบื้องเขียวคราม เดินอยู่บนพรมแดงทอดยาว…
ความปีติในหัวใจประหนึ่งดอกไม้ไฟ ระเบิดตูมแล้วพลันผลิบานอยู่กลางฟ้ากว้าง
ในความฝัน สรรพสิ่งชัดเจนออกปานนั้น ครั้นรู้สึกตัวตื่นกลับจำสิ่งใดไม่ได้ ทิ้งไว้เพียงร่องรอยอันเลือนราง
นางลูบไล้ใบหน้าตนเอง “ทำไมฝันอย่างนี้ได้?”
มงกุฎหงส์และชุดพิธีการในสมัยโบราณมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือชุดที่เจ้าสาวสวมในงานวิวาห์ อีกประเภทคือชุดที่ฮ่องเต้พระราชทานให้เมื่อสามีหรือบุตรชายได้เป็นขุนนาง
เย่อวี๋หรานไม่แน่ใจว่าที่ตนเองฝันเห็นคือกรณีไหน แต่ตามเหตุผลแล้วสมควรเป็นประเภทหลัง
ไม่น่าแปลกใจหรอก ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเฉลียวฉลาดปานนั้น วันหน้าต้องมีชื่อบนป้ายทอง*[1] เป็นแน่แท้ ถึงตอนนั้นนางก็คงได้สวมแล้วไม่ใช่หรือ?
ส่วนประเภทแรก…
ช่างมันเถอะ นางอายุปูนนี้ เป็นยายแก่แล้ว ยังจะมาฝันกลางวันอะไรอีก?
เฮ้อ…ถ้านางอยู่ในยุคปัจจุบัน สำหรับคนอายุสามสิบกว่าปีอย่างนาง หากจะแต่งงานก็หาใช่เรื่องยาก
ทว่าน่าเสียดายที่นี่คือยุคโบราณ
ความรู้สึกที่ยากจะปล่อยวางชนิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจราง ๆ
ชีวิตก่อนไม่ได้แต่งงาน ชีวิตนี้ก็ไม่ได้แต่งงาน (จูเหล่าโถวเป็นสามีของเจ้าของร่างเดิม เย่อวี๋หรานไม่คิดว่าเขาเป็นสามีของตนเอง) มิหนำซ้ำอายุยังเพิ่มมาอีกหลายปี มีลูกหลานเต็มบ้าน ขั้นตอนที่ถูกข้ามไปเหล่านั้นกลับกลายเป็นความเสียดาย
[1] การสอบหน้าพระที่นั่ง (เตี้ยนซื่อ) เป็นการสอบสนามสุดท้ายของการสอบขุนนางหรือเคอจวี่ มีฮ่องเต้เป็นประธานคุมสอบ ผู้ผ่านการสอบในรอบนี้จะมีรายชื่ออยู่บนป้ายประกาศซึ่งใช้กระดาษสีเหลือง จึงเรียกกันว่า ป้ายเหลืองหรือป้ายทอง มีชื่อบนป้ายทอง 金榜题名 หมายถึง ได้เป็นจิ้นซื่อ (ผู้ผ่านการสอบเตี้ยนซื่อ) ปัจจุบันยังสื่อความหมายกว้าง ๆ ว่า สอบผ่าน ได้รับคัดเลือก