ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 489 อาหารใหม่ของร้าน
บทที่ 489 อาหารใหม่ของร้าน
“ของกินใหม่อะไรกัน?”
“ถึงตอนนั้นเจ้าก็รู้เอง เอาเป็นว่าหอมหวนยิ่งนัก เมื่อวานข้าได้ชิมไปชิ้นเดียว ตอนนี้ยังคิดถึงอยู่เลย น่าเสียดายที่ตอนนั้นแย่งมาได้แค่สองชิ้น…”
ไม่รอให้ชายตัวโตผู้นั้นพูดจบ พี่เป้าที่ยืนอยู่ข้างกันพลันถลึงตามาให้ “ยังมีหน้ามาพูดอีก เจ้าแย่งมาได้สองชิ้น ข้ากลับได้กินชิ้นเดียว แย่งของกินมาถึงหัวพี่ใหญ่แล้ว ช่างขวัญกล้าจริงแท้!”
“แหะแหะ! ต่อหน้าของกินย่อมไม่มีพี่น้อง พี่เป้า ท่านอย่าถือสาไปเลย…” ชายตัวโตยิ้มประจบ
พี่เป้าไม่รับ กล่าวอย่างรังเกียจว่า “ไปให้พ้น อย่ามาเกะกะลูกตาอยู่ตรงนี้”
ขณะนั้นเอง ลูกค้าผู้นั้นพลันมองเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยแต่ไกล “เอ๋ นั่นคนที่ร้านพวกเจ้าใช่ไหม? คนที่ไปรับของ…”
พูดยังไม่ทันจบ ชายตัวโตก็วิ่งออกมาแล้ว “เขา เขานั่นแหละ ข้าออกไปรับสักครู่”
เจี่ยงโหย่วเซิงหัวใส ตอนที่เขาเดินผ่านตลาดยังเจตนาเดินอ้อมเป็นวง
ขณะเดินอยู่ก็จงใจแง้มฝาหม้อใส่หมูพะโล้ออกเล็กน้อย
ทันใดนั้น กลิ่นหอมที่เดิมทียังเจือจางอยู่ก็โชยตลบไปครึ่งถนนในชั่วพริบตา
พ่อค้าตามแผงร้านจำนวนไม่น้อยจำเขาได้ จึงถามอย่างแปลกใจว่า “เจี่ยงเสี่ยวเกอ เจ้าหาบอะไรมาหรือ เหตุใดจึงหอมปานนี้?”
เจี่ยงโหย่วเซิงแสร้งไม่รู้เรื่อง เขากล่าวว่า “หา? หอมหรือ? หมูพะโล้น่ะสิ ร้านพวกข้าทำอาหารชนิดใหม่มาขาย”
“อาหารชนิดใหม่?!” มีคนกลืนน้ำลาย ทั้ง ๆ ที่เพิ่งกินซาลาเปาเนื้อไป แต่กลับหิวขึ้นมาอีกแล้ว
“ร้านพวกข้ามีของไม่เยอะ จึงทำให้หลากหลายสักหน่อย ให้ทุกคนได้เลือกซื้ออย่างไรเล่า ข้าไปก่อนนะ ประเดี๋ยวมาอุดหนุนกันด้วย”
ขณะพูดอยู่ เจี่ยงโหย่วเซิงก็แอบนึกกระหยิ่มยิ้มย่อง
ฮิฮิ! หอมใช่ไหม?
อาหารของจูต้าเหนียงต้องยอดเยี่ยมอยู่แล้ว
ดูสิ กลิ่นหอมยั่วยวนพวกเจ้าเสียขนาดนั้น รับรองได้ว่ากินคราวนี้ คราวหน้าก็ยังอยากกินอีก
“ไม่ได้การแล้ว เหล่าหลิว เจ้าช่วยเฝ้าร้านให้ข้าที ข้ายังไม่ได้กินข้าวเช้า ขอไปกินก่อนสักถ้วย” คนหนุ่มผู้หนึ่งอดไม่ไหว ร้องบอกคนข้าง ๆ
คนผู้นั้นได้ยินก็อยากกินเช่นกัน “หา? แต่ข้าก็ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเหมือนกัน…”
“ประเดี๋ยวข้ากินเสร็จแล้วค่อยมาเปลี่ยนกันกับเจ้า”
“แต่…” ถ้าหมดแล้วจะทำอย่างไรเล่า?
ยังพูดไม่จบ อีกฝ่ายก็จากไปไกลแล้ว ‘เหล่าหลิว’ ที่ถูกทิ้งไว้หดหู่ใจยิ่งนัก
เขาได้แต่ภาวนาให้ทุกคนกินอย่างหักห้ามใจบ้าง เหลือไว้ให้เขาสักหน่อย
คนที่หวั่นไหวเหมือนคนหนุ่มผู้นั้นหาได้มีเพียงคนเดียว
หลังจากพ่อค้าซาลาเปาหิ้วอาหารกลับเรือนไปวันนั้น ภรรยาของเขาก็คิดถึงอยู่ไม่วาย ทั้งยังกำชับว่า “ขากลับอย่าลืมซื้อน้ำพริกเนื้อกลับมาด้วย ลูกชายเจ้าวัน ๆ คิดถึงแต่น้ำพริกเนื้อร้านนั้น พอไม่มีก็ไม่ยอมกินข้าว”
“ได้ ข้ารู้แล้ว”
แต่กลับคิดไม่ถึงว่า ก่อนออกจากเรือนยังคิดถึงเรื่องน้ำพริกเนื้ออยู่เลย เมื่อไปถึงร้านกลับพบว่ามีอาหารชนิดใหม่เพิ่มมาด้วย
อาหารใหม่นี้ ข้าต้องซื้อกลับไปด้วยไหมเนี่ย?
เขารู้สึกคล้ายกับว่าภรรยาของตนจะโปรดปรานอาหารร้านพี่เป้ามากทีเดียว
ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่พ่อค้าซาลาเปาก็ทราบว่าก๋วยเตี๋ยวร้านพี่เป้าอร่อยกว่าซาลาเปาของเขาเสียอีก
หากไม่ใช่เพราะก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศร้านพวกเขาราคาไม่ถูก ร้านซาลาเปาของเขาคงอยู่ยากเสียแล้ว
ด้านหลังเจี่ยงโหย่วเซิงมีคนตามมาด้วยตลอดทาง
ชายตัวโตที่ออกมารับผู้นั้นได้กลิ่นหอมแล้วเช่นกัน เขาตื่นเต้นยินดี “ไม่กระมัง เสี่ยวเจี่ยง อาหารใหม่ของจูต้าเหนียงจะวางขายแล้วหรือ?!”
“ใช่แล้ว วางขายวันนี้ มีสองหม้อแน่ะ”
เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ “หอมมาก!”
เมื่อเขาหาบของเข้าไปใกล้ร้าน ลูกค้าที่นั่งอยู่รอบโต๊ะก็ได้กลิ่นหอมไปด้วย
“เจี่ยงเสี่ยวเกอ กลิ่นหอมนี้คงเป็นอาหารใหม่ของร้านพวกเจ้ากระมัง?”
“ใช่แล้ว นี่คืออาหารใหม่ของที่ร้าน รสชาติอร่อยยิ่ง ข้ารับประกันได้เลยว่าพวกเจ้าต้องไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนแน่นอน” เจี่ยงโหย่วเซิงวางหาบลง ทันใดนั้นก็มีคนหลายคนห้อมล้อมเข้ามา
พวกเขายื่นคอยืดยาว อยากเห็นว่าในหาบนี้มีอะไร
น่าเสียดายที่ได้เห็นเพียงหม้อเคลือบดินเผาดำปี๋ ไม่เห็นว่าข้างในคือของดีอันใด
“ไอ้หยา ไม่ต้องใจร้อน พวกข้าเอาของออกมา พวกเจ้าก็ได้รู้แล้ว” พี่เป้าส่งเสียงบอกให้ทุกคนถอยออกไป
ไม่จำเป็นต้องให้เจี่ยงโหย่วเซิงทำอะไรก็มีคนเข้ามาช่วยเหลือ
เจี่ยงโหย่วเซิงกลัวว่าพวกเขาจะทำผิดพลาด จึงรีบกำชับว่าหม้อใบไหนคือหมูสามชั้น ใบไหนคือเนื้อหมูธรรมดาผสมกับเครื่องในหมู
ยกขึ้นไปวางไว้บนแผง เจี่ยงโหย่วเซิงให้คนเอาถ้วยมาสองใบ ตักใส่ถ้วยละชิ้น ทั้งยังราดน้ำให้ด้วยอีกต่างหาก
“ไอ้หยา แม่เจ้า หอมเกินไปแล้ว!”
“บ้าจริง! เนื้อเว้ย เห็นไหม เนื้อชิ้นเบ้อเริ่ม!”
“ซี้ด…นี่มันเนื้ออะไรกัน หอมปานนี้?!”
……
คนจำนวนไม่น้อยกรูเข้ามา กลืนน้ำลายไปอึกใหญ่
พวกพี่เป้าเองก็อดจะอยากกินขึ้นมาไม่ได้ หากมิใช่เพราะมีลูกค้าอยู่ด้วย พวกเขาคงยกถ้วยขึ้นมากินเองแล้ว
เจี่ยงโหย่วเซิงชี้อันที่ราคาถูกกว่า “หอมใช่ไหม? อันนี้ชิ้นละสามเหรียญ”
“สามเหรียญ?!” มีคนอุทาน “นี่แพงกว่าลูกชิ้นของพวกเจ้ามากโข เพิ่มไปอีกสองเหรียญ พวกข้าก็กินก๋วยเตี๋ยวถ้วยหนึ่งได้แล้ว…”
มีคนได้ยินราคาแล้วก็อยากจะถอยกลับ
ถึงอย่างไรก็ใช่ว่าทุกคนจะมีเงินในกระเป๋า ตัดใจซื้อของราคาแพงขนาดนี้ได้ลง
“ดูพี่ใหญ่ท่านนี้พูดสิ ไข่ดิบยังฟองละสองเหรียญ จ่ายค่าปรุงอาหาร หมูพะโล้ขายราคาสามเหรียญก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่นา?” เจี่ยงโหย่วเซิงพูดพลางตักหมูพะโล้ออกมาจากหม้อ แล้วพูดต่อไปว่า “เห็นไหม เนื้อชิ้นหนึ่งขนาดเกือบจะเท่าไข่ไก่อยู่แล้ว ยังจะบอกว่าแพง? เนื้อที่คุณภาพด้อยสักหน่อยยังราคาชั่งละสิบหกเหรียญ ยิ่งไปกว่านั้นเนื้อพวกนี้ไม่ได้แย่เลย…”
ทันใดนั้นก็ยกหมูพะโล้จากหม้อใบที่จะขายชิ้นละสี่เหรียญขึ้นมาเปรียบเทียบ โม้ว่านั่นเป็นเนื้อที่ดีที่สุดบนตัวหมู เป็นของชั้นเลิศ
“พวกเจ้าลองตรองดูก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นของที่ขนาดพอ ๆ กัน ไฉนอันหนึ่งแพงกว่า อีกอันถูกกว่าเล่า?”
“ราคาแพงย่อมมีสาเหตุของมัน เนื้อชิ้นละสี่เหรียญนี้พอกินเข้าไปแล้ว น้ำก็จะทะลักออกมา หอมจนเจ้าแทบอยากกลืนลิ้นลงไปด้วยเลยล่ะ”
“ส่วนแบบชิ้นละสามเหรียญก็คือเนื้อผสม มีทุกอย่าง มีทั้งแบบมัน ไม่มัน แล้วแต่ดวง”
……
คนทั้งคณะล้อมกันอยู่ตรงนี้ ผู้ที่หวั่นไหวมีมาก แต่คนที่ซื้อจริง ๆ กลับมีน้อย
จะอย่างไรเนื้อหมูขนาดประมาณไข่ไก่ชิ้นละสามสี่เหรียญนี้ ถ้าเอาเงินไปซื้อไข่ดิบ ขาดไปนิดเดียวก็ซื้อได้สองฟองเลยทีเดียว
ไข่ไก่สองฟองหมายถึงอะไร?
หมายถึงน้ำแกงไข่สำหรับคนทั้งครอบครัว นั่นนับว่าเป็นอาหารที่ดีมากอย่างหนึ่งแล้ว
ส่วนลูกชิ้นรสเนื้อสองลูกหนึ่งเหรียญ แม้ปริมาณสองลูกรวมกันแล้วจะเท่ากับไข่ไก่หนึ่งฟอง แต่มันก็ราคาแค่หนึ่งเหรียญ
ขอเพียงหักใจสักหน่อยยังพอทำใจซื้อ แต่หมูพะโล้นี้แพงเกินไปแล้ว อันที่ราคาถูกที่สุดยังตั้งสามเหรียญ ถ้าซื้อลูกชิ้นก็ได้ตั้งหกลูก ถ้าผสมผักลงไปด้วยก็พอให้คนทั้งครอบครัวรับประทาน
มีคนยืนคำนวณอยู่ตรงนั้น คิดอย่างไรก็ไม่คุ้มเงิน
เจี่ยงโหย่วเซิงไม่รีบร้อน กล่าวพร้อมยิ้มกว้าง “ไม่คุ้มได้อย่างไร? นี่เป็นเพราะพวกเจ้าคิดบัญชีไม่เป็นต่างหาก พวกเจ้าลองคิดดู ลูกชิ้นของร้านข้าแม้จะมีคำว่า ‘เนื้อ’ แต่มันก็ยังเป็นลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อ ไม่กล้าเรียกว่าลูกชิ้นเนื้อด้วยซ้ำ เพราะอะไรน่ะหรือ…”
“เพราะอะไร?” มีคนถาม
“เพราะถึงมันจะมีรสชาติของเนื้อสัตว์ แต่ข้างในมีเนื้อไม่มาก” เจี่ยงโหย่วเซิงกล่าว “แต่หมูพะโล้ไม่เหมือนกัน เห็นหรือยัง ทั้งชิ้นนี้เป็นเนื้อล้วน ๆ ทั้งยังเป็นเนื้อชั้นดีที่ปรุงเสร็จแล้ว พวกเจ้าเอาลูกชิ้นหลายลูกมารวมกัน ปริมาณเนื้อสัตว์ในนั้นยังไม่แน่ว่าจะมีมากเท่าหมูพะโล้”
เขาพูดพลางตักลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อออกมาเปรียบเทียบกับหมูพะโล้