ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 491 อยากกินก็ไปซื้อใหม่
บทที่ 491 อยากกินก็ไปซื้อใหม่
จะอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องครอบครัวของผู้อื่น ต่อให้เป็นพี่น้องกัน คำพูดบางอย่างพูดเพียงครั้งเดียวก็พอแล้ว พูดพร่ำเพรื่อกลับจะทำให้คนเขารำคาญใจได้
ยิ่งไปกว่านั้น อายุอานามก็มากแล้ว คงนั่งได้อีกแค่ไม่กี่ปี ปล่อยให้เขาทำตามใจไปก็แล้วกัน
ด้วยเหตุนี้ นายท่านผู้เฒ่าเฉียนจึงคร้านจะไปกะเกณฑ์อีกฝ่าย “ตามใจเจ้า มีเรื่องอะไรก็ให้คนมาบอก”
พักหลังมานี้ นายท่านผู้เฒ่าซุนไม่ค่อยเจริญอาหารนัก ภัตตาคารในตำบลเขาล้วนไปลองมาหมดแล้ว หนึ่งในนั้นยังเป็นกิจการของเขาเองอีกต่างหาก
ครั้นไปกินบ่อย ๆ อาหารก็มีอยู่แค่นั้น กินไปกินมาก็มีแต่รสชาติจำเจ ไร้ความแปลกใหม่โดยสิ้นเชิง ความอยากอาหารจึงมีแต่จะถดถอยลง
ปกติกินข้าวได้หนึ่งถ้วย แต่ตอนนี้กินได้ครึ่งถ้วยก็ไม่เลวแล้ว
ในฐานะบุตรชาย ซุนโส่วร้อนใจยิ่ง บิดาเขามักเป็นเช่นนี้ แต่จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้!
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ร่างกายบิดาผู้ชราแบกรับไม่ไหวจะทำอย่างไรเล่า?
ถึงซุนโส่วจะเป็นพ่อคนแล้ว แต่สมองด้านการค้าสู้บิดาเขาไม่ได้เลยสักนิด ทั้งตระกูลซุนยังต้องให้บิดาช่วยดูแล มิฉะนั้นกิจการครอบครัวคงถึงคราวเสื่อมโทรมลง
“นายท่าน ข้าได้ยินว่าในตำบลมีแผงขายอาหารเปิดใหม่…” ยามนั้น พ่อบ้านซุนพลันเดินเข้ามาพูดด้วย
“แผงขายอาหาร?” ซุนโส่วมุ่นคิ้ว “ไอ้หยา ข้าจะมีแก่ใจไปสนเรื่องนี้ที่ไหน ไม่ใช่ภัตตาคารสักหน่อย จะเปิดก็เปิดไป สนใจไปไย”
“ไม่ใช่ นายท่าน ข้าได้ยินว่าแผงขายอาหารเจ้านั้นทำอาหารชนิดใหม่ การค้าดียิ่ง มีคนไปกินมากมาย” พ่อบ้านซุนรีบเอ่ย “ท่านกำลังกลุ้มใจเรื่องการกินของนายท่านผู้เฒ่าไม่ใช่หรือ? นายท่าน พวกเราลองซื้อกลับมาสักชุด ให้นายท่านผู้เฒ่าลองชิมดูดีไหมขอรับ?”
“ของจากแผงขายอาหาร?” เขาอดจะตั้งแง่ไม่ได้
“โธ่ นายท่าน ช่วงนี้นายท่านผู้เฒ่าไม่ใคร่เจริญอาหาร ท่านยังจะถือสาเรื่องของจากแผงลอยไปทำไม ประการสำคัญคือนายท่านผู้เฒ่าได้ลิ้มลองอาหารแปลกใหม่ รับประทานอย่างสุขใจก็พอแล้ว”
ซุนโส่วฟังแล้วก็คิดว่ามีเหตุผล จึงให้พ่อบ้านซุนไปจัดการทันที
ไม่ใช่อาหารที่ปรุงโดยพ่อครัวมืออาชีพ ก็แค่ของแปลกใหม่จากแผงลอยขายอาหาร ซุนโส่วไม่ได้คาดหวังตั้งแต่แรก ดังนั้น เขาจึงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้กับบิดา
พ่อบ้านซุนให้คนซื้ออย่างละชุดกลับมาก็ส่งไปที่ห้องครัวทั้งหมด
รอจนถึงเวลารับประทานมื้อเที่ยง อุ่นเสร็จแล้วค่อยยกอาหารออกมา
จมูกของนายท่านผู้เฒ่าซุนไวยิ่งนัก เพียงนั่งลงก็ได้กลิ่นหอมที่ไม่เคยได้กลิ่นจากที่ไหนมาก่อนทันที
“นี่คืออะไร?”
“อ้อ คิดว่าพ่อบ้านคงไปซื้ออาหารใหม่ ๆ มาจากข้างนอกกระมัง” ซุนโส่วกล่าวยิ้ม ๆ “พักนี้ท่านพ่อไม่ค่อยเจริญอาหารนี่นา ข้าจึงให้พ่อบ้านช่วยไปเดินดูที่ตลาดว่ามีอาหารแปลกใหม่หรือเปล่า ซื้อกลับมาให้ท่านพ่อได้เปลี่ยนรสชาติบ้าง”
“อืม”
สาวใช้ยกอาหารเข้ามาวางไว้ตรงหน้านายท่านผู้เฒ่าซุน
กลิ่นหอมนี้…
สายตาของนายท่านผู้เฒ่าซุนจับจ้องที่อาหารเหล่านั้น
เบื้องหน้าเขามีอาหารสามอย่างวางเรียงกัน ถ้วยหนึ่งคือบางอย่างเป็นเส้น ๆ สีเทา ๆ ถ้วยหนึ่งคือลูกชิ้นผิวไม่เรียบเท่าใดนัก อีกถ้วยคือเนื้อหมูสีแดงก่ำ
นายท่านผู้เฒ่าซุนทำจมูกฟุดฟิด กลิ่นหอมมีเอกลักษณ์มีที่มาจากเนื้อหมูสีแดงนั่นเอง
เขาประหลาดใจอยู่บ้าง “เหตุใดเนื้อหมูจึงมีสีแดงเล่า?”
พ่อบ้านซุนก้าวออกมากล่าวว่า “นายท่านผู้เฒ่า นี่คืออาหารจานพิเศษประจำร้านของพวกเขา เรียกว่าหมูพะโล้ กล่าวกันว่าสตรีแซ่จูผู้หนึ่งใช้วิธีการพิเศษอันเป็นสูตรลับทำขึ้นมา กัดแล้วนิ่มร่วน ยามรับประทานจะมีน้ำหอมกรุ่นทะลักออกมา เลิศรสโอชานักขอรับ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขายังเอ่ยเสริมอีกว่า “แน่นอน ผู้อื่นกล่าวกันเช่นนี้ บ่าวยังไม่เคยกินมาก่อน ไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ”
“พ่อค้าแผงลอยเหล่านี้ย่อมต้องโอ้อวดว่าอร่อยอย่างนั้นอร่อยอย่างนี้เพื่อดึงดูดลูกค้าอยู่แล้ว คนทำการค้าคนไหนไม่ชมเชยสินค้าของตัวเองบ้าง?” นายท่านผู้เฒ่าซุนโบกมือเล็กน้อย ไม่เก็บมาใส่ใจ
แม้ดมแล้วมีกลิ่นหอมประหลาด แต่ของกินแบบไหนเขาไม่เคยเห็นมาก่อนบ้าง?
ขึ้นเหนือล่องใต้มาหลายปี หากมิใช่เพราะที่แห่งนี้เป็นรากเหง้าของตระกูลซุน เขาไม่มีทางกลับมายังถิ่นทุรกันดารพรรค์นี้หรอก
คาดว่าของสิ่งนี้ก็คงแค่ใส่เครื่องเทศอะไรสักอย่างที่สามารถย้อมสีได้ ทำให้มันมีกลิ่นหอม ขณะเดียวกันก็ดูต่างจากเนื้อทั่วไป เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น ‘ของใหม่’ เท่านั้นแหละ
นายท่านผู้เฒ่าซุนไม่ได้ตั้งความหวังมากนัก บอกสาวใช้คีบเนื้อมาให้ลองชิมรสชาติ
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นน้ำใจของลูกชาย เขาคงไม่อาจลองชิมก็ยังไม่ชิม ไม่ไว้หน้าลูกชายตัวเองเลยกระมัง?
เมื่อสาวใช้คีบเนื้อ ของเหลวมันวาวพลันซึมออกมายังสองฝั่งตะเกียบ กลิ่นหอมนั้นคล้ายจะเข้มข้นกว่าเดิม
นายท่านผู้เฒ่าซุนครุ่นคิด ดูแล้วเหมือนจะเข้าเนื้อดีทีเดียว!
ของสิ่งนี้นุ่มร่วนกว่าที่คิด สาวใช้เพิ่งคีบขึ้นมาได้ เนื้อกลับเละคาตะเกียบและทำท่าว่าจะร่วงลงมา
สาวใช้สะดุ้งตกใจ รีบใช้ช้อนตักน้ำแกงไปรองรับ แม้จะรับเอาไว้ได้ แต่นางก็ยังพูดว่า “บ่าวสมควรตาย!”
สายตาขลาดกลัวมองไปทางนายท่านผู้เฒ่าซุน จบกัน จบกัน จะถูกลงโทษแล้ว!
ผู้ใดจะไปคิดว่าเนื้อนี่จะร่วนถึงเพียงนี้
นายท่านผู้เฒ่าซุนอึ้งไปเช่นกัน เขาไม่ได้ตำหนิสาวใช้ผู้นั้น เพียงโบกมือเบา ๆ ให้นางถอยออกไป
เขาลงมือกินเอง หยิบช้อนที่สาวใช้ผู้นั้นวางเอาไว้ขึ้นมาส่งเข้าปาก
เดิมทีคิดเพียงว่าเป็นการปฏิบัติภารกิจอย่างหนึ่ง มิคาดว่าพอเนื้ออ่อนนุ่มชิ้นนั้นเข้าปาก ฟันของเขากัดลงไป น้ำแกงก็ทะลักออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมของเนื้อหมูอันมีเอกลักษณ์ แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปากในทันใด
คราวนี้นายท่านผู้เฒ่าซุนอึ้งจริง ๆ แล้ว นี่มันอะไรกัน?!
เขาเคี้ยวอย่างเชื่องช้า ดื่มด่ำกับรสชาตินั้นด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี ยิ่งได้ลิ้มลองก็ยิ่งลุ่มหลง
สวรรค์ นี่คืออะไรกันแน่?!
มีของอร่อยปานนี้อยู่บนโลกด้วยหรือ?!
ซุนโส่วสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของบิดาจึงมองมาทางนี้
จากนั้นก็ได้เห็นว่าบิดาเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ใช้ทั้งตะเกียบและช้อนตักน้ำแกงส่งเนื้อชิ้นนั้นเข้าปาก
สีหน้าของบิดาเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี!
ซุนโส่วคล้ายจะตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงรีบยื่นตะเกียบเข้ามาด้วย
เพียะ!
นายท่านผู้เฒ่าซุนตีหลังมือของบุตรชาย พลางเผยสีหน้าเย็นชา “ทำอะไร?”
“ข้า…ข้าแค่อยากชิมขอรับ” ซุนโส่วเอ่ยเสียงแผ่ว
“ชิมเชิมอะไรกัน? อยากกินก็ไม่รู้จักให้พ่อบ้านไปซื้อ? มีแค่ชิ้นเดียว เจ้ากินคำเดียวก็หมด แล้วจะให้ข้ากินอะไร?”
ซุนโส่ว “…”
ท่านพ่อ ท่านลืมไปว่าข้าเป็นคนให้พ่อบ้านไปซื้อใช่หรือไม่?
ท่านข้ามแม่น้ำเสร็จก็รื้อสะพานทิ้งแบบนี้*[1] จะรีบรื้อไปหน่อยไหม?
แต่หากมองจากอีกมุมหนึ่งนั้น ของที่พ่อบ้านซุนให้คนไปซื้อมาครานี้คงอร่อยจริง ๆ
นายท่านผู้เฒ่าซุนไม่ยอมให้เขากิน เขาจึงให้บ่าวรับใช้ยกมาให้อีกชุด
“อะไรนะ ทางนั้นจะเอาอีกชุด?!”
ภรรยาของพ่อบ้านที่ดูแลห้องครัวหันกลับไปทางเตาไฟ รีบไล่หญิงรับใช้ทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กที่ตระเตรียมจะแอบกินเหล่านั้นถอยห่างออกไปทันที
“อยากตายหรือ นั่นเป็นอาหารของนายท่านผู้เฒ่ากับนายท่าน ถ้าพวกเจ้ากินแล้ว พวกข้าจะเอาอะไรไปส่ง?”
“ไสหัวไป!”
……
รอจนส่งของออกไปแล้ว ภรรยาของพ่อบ้านก็ลูบเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผาก
นางนึกยินดี โชคดีที่ข้าไม่ได้ให้พวกนางลงมือเร็วเกินไป ไม่อย่างนั้นคงจบสิ้นกันแล้ว!
ในไม่ช้าข่าวสารก็แพร่สะพัดไปทั่วเรือนตระกูลซุน นายท่านผู้เฒ่าโปรดปรานอาหารที่ไฉเสี่ยวเอ้อร์ซื้อมาจากข้างนอก!
“จริงเรอะ?!” เมื่อไฉเสี่ยวเอ้อร์ทราบข่าว เขายังซุกตัวอยู่ในห้องคนรับใช้ระดับล่างสุด กำลังแย่งข้าวกินกับผู้อื่น
ไฉเสี่ยวเอ้อร์เป็นลูกชายในครอบครัวคนงานจิปาถะ ตอนนี้อายุราวสิบสามสิบสี่ปีแล้ว แต่กลับไม่มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอัน ทุกวันมีกินมื้อนี้ มื้อต่อไปกลับไม่แน่ว่าจะมีกิน กระทั่งขอทานข้างถนนยังมีชีวิตดีเสียกว่า
หากมิใช่เพราะใบผ่านทางของเขาอยู่ที่นายท่าน เขาคงหนีไปนานแล้ว
“จริงแท้แน่นอน ข้าจะโกหกเจ้าไปทำไม รีบไปรับรางวัลจากพ่อบ้านซุนเร็วเข้า ได้ดีแล้วก็อย่าลืมพี่ชายเสียเล่า!” คนที่มาส่งข่าวตบไหล่ของไฉเสี่ยวเอ้อร์เบา ๆ ทำราวกับว่าพวกเขาสนิทสนมกันมากอย่างไรอย่างนั้น
[1] ข้ามแม่น้ำเสร็จก็รื้อสะพานทิ้ง (过河拆桥) หมายถึง บรรลุเป้าหมายแล้วก็ถีบส่งคนที่เคยให้ความช่วยเหลือ