ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 493 นายท่านผู้เฒ่าซุนมาเยือน
บทที่ 493 นายท่านผู้เฒ่าซุนมาเยือน
ไม่รอให้พี่เป้าครุ่นคิดมากไปกว่านั้น รถม้าคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงปากตรอก
“นายท่านผู้เฒ่า ที่นี่ขอรับ”
ไฉเสี่ยวเอ้อร์กระโดดลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว
สาวใช้เปิดม่านให้นายท่านผู้เฒ่าซุน มุดออกมาจากข้างใน ชุดผ้าแพรหรูหราบนร่างทำให้ทั่วทั้งตรอกสว่างไสวขึ้นมาในชั่วพริบตา
เหล่าบุรุษตัวโตที่กำลังคุยกันอยู่ต่างฝ่ายต่างสะกิดแขนกันและกัน
“มีคนมาแล้ว”
“ข้าเห็นแล้ว!”
“แม่เจ้าโว้ย! นั่นมันรถม้าของตระกูลซุนนี่นา”
“ตระกูลซุนนั่นน่ะหรือ?!”
……
ทุกคนล้วนประหลาดใจ รวมถึงพี่เป้าด้วย
แม้ที่ผ่านมาพวกเขาจะไปมาหาสู่กับตระกูลใหญ่บ่อย ๆ แต่กับตระกูลซุนกลับค่อนข้างแปลกหน้า
ต่างจากตระกูลใหญ่อื่นที่มีรากฐานในตำบลอันจิ่ว บรรพบุรุษของตระกูลซุนตั้งรกรากอยู่ที่ตำบลอันจิ่วก็จริง แต่กลับไปรุ่งเรืองอยู่ที่อื่น หลายปีก่อนพวกเขาเพิ่งย้ายกลับมาที่นี่ เหตุผลก็คือนายท่านผู้เฒ่าซุนอายุมากแล้ว อยากกลับมาใช้บั้นปลายชีวิตอยู่บ้านเกิด
ลูกหลานของเขากตัญญูรู้คุณจึงตามกลับมาด้วยเช่นกัน
เป็นจริงเช่นนี้หรือไม่ พวกพี่เป้าไม่ทราบ แต่พวกเขารู้ว่าทั่วทั้งตำบลอันจิ่ว รวมถึงตระกูลเฉียนนั่นด้วยเช่นกัน ล้วนปฏิบัติต่อตระกูลซุนด้วยท่าทีระมัดระวัง
แต่รถม้าของตระกูลซุนไฉนจึงมาโผล่ที่นี่ได้เสียเล่า?!
“พี่เป้า ทำไมข้ารู้สึกเหมือนพวกเขาตรงมาทางพวกเราเลยล่ะ?”
“ข้าก็คิดเหมือนกัน”
……
นายท่านผู้เฒ่าซุนยืนอยู่หน้าแผงขายอาหาร มองร้านที่เงียบเหงาลงแล้วพลางสำรวจไปรอบ ๆ
ร้านอาหารริมทางนี้ดูผิวเผินไม่สะดุดตาเลยสักนิด อย่างมากก็แค่มีเนื้อที่กว้างขวางกว่าร้านข้าง ๆ อยู่บ้าง ตำแหน่งที่ตั้งดีกว่าเพียงเล็กน้อย
ธงประจำร้านแขวนไว้สูงลิ่ว บนนั้นเขียนตัวอักษรว่า ‘ร้านอาหารเย่ต้าเหนียง’ ที่เรียกได้ว่าแค่พอเรียบร้อยเท่านั้น
“เย่ต้าเหนียงหรือ ไม่ได้บอกว่าจูต้าเหนียงหรอกรึ?” เขาเงยหน้ามองพลางถาม
พี่เป้าคาดเดาฐานะของนายท่านผู้เฒ่าท่านนี้ในใจ ขณะประสานมือคารวะกล่าวว่า “สามีของเย่ต้าเหนียงแซ่จู คนจึงเรียกนางว่าจูต้าเหนียงขอรับ”
“แล้วเหตุใดจึงเรียกว่าร้านอาหารเย่ต้าเหนียงเล่า?”
“สกุลจูเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา กฎบ้านห้ามไว้ ลูกหลานสกุลจูไม่อาจค้าขาย แม้จูต้าเหนียงอยากทำการค้ามากเพียงใด แต่ก็ไม่อาจละเมิดกฎของวงศ์ตระกูล จึงต้องถอยหนึ่งก้าว อาศัยชื่อตนเองมาทำการค้าร่วมกับผู้น้อย เปิดแผงขายอาหารนี้ด้วยกัน”
“ครอบครัวบัณฑิตชาวนา?!” นายท่านผู้เฒ่าซุนประหลาดใจ “ครอบครัวสามีของเย่ต้าเหนียงเป็นบัณฑิตเช่นนั้นหรือ? มิน่า…”
มิน่าเล่าแผงขายอาหารนี้จึงแขวนนามของนางไว้ ไม่ใช้แซ่สามี
ราชสำนักตั้งกฎไว้ว่า ผู้เข้าร่วมการสอบขุนนางไม่อาจค้าขาย
ครอบครัวสามีในฐานะที่เป็นบัณฑิตย่อมต้องอยากสอบเคอจวี่อยู่แล้ว จึงไม่อาจเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องค้าขาย แต่หากให้เย่ต้าเหนียงออกหน้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นับแต่โบราณสินเดิมของสตรีถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ถือว่าเป็นสมบัติของครอบครัวสามี
ในเมื่อเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของฝ่ายหญิง ราชสำนักย่อมไม่อาจเข้าไปยุ่มย่ามกับสินเดิมของลูกสะใภ้ในเรือนผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้ แม้จะเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ภรรยาของพวกเขาจะครอบครองร้านค้าสักหลายร้านก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อผู้เป็นสามีจึงมักทำการค้ากันอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้ออกหน้าเองก็เท่านั้น
“ขอถามว่านายท่านผู้เฒ่าแซ่ซุนใช่หรือไม่?” พี่เป้าไม่ได้พูดถึงเรื่องของสกุลจูมากเกินจำเป็น
จะอย่างไรฐานะของอีกฝ่ายก็ยังไม่ชัดเจน เป็นใครก็ยังไม่รู้ พูดมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้
“ใช่แล้ว ข้าแซ่ซุน วันนี้คนใช้ในเรือนบังเอิญซื้ออาหารจากร้านพวกเจ้ากลับไป แม้รสชาติจะใช้ได้ แต่อุ่นนานเกินไปจนสูญเสียความสดใหม่ จึงรู้สึกว่าน่าเสียดาย…” นายท่านผู้เฒ่าซุนลูบหนวดเคราสีขาวดอกเลาของตนเองพลางกล่าวว่า “ข้าจึงอยากมาลองกินที่ร้านด้วยตนเอง”
พี่เป้าอึ้งไปเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าแผงขายอาหารของตนจะชักนำนายท่านผู้เฒ่าท่านนี้มาเสียได้
แต่เขาไม่ได้ถามมากไปกว่านั้น ได้แต่เชื้อเชิญอีกฝ่ายนั่งลง แล้วถามอย่างกระตือรือร้นว่าต้องการรับประทานสิ่งใด
“ร้านพวกเจ้ามีอะไรบ้าง?”
“เสี่ยวเจี่ยง เจ้ามาแนะนำหน่อย…” พี่เป้ารู้ว่าตนเองพูดไม่เก่งเท่าเจี่ยงโหย่วเซิงจึงเรียกอีกฝ่ายมาทันที
เจี่ยงโหย่วเซิงตื่นเต้นยิ่งนัก นี่คือนายท่านผู้เฒ่าซุนเชียวนะ คิดไม่ถึงว่าจะมากินข้าวที่ร้านพวกข้าด้วย!
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
หัวใจดวงน้อย ๆ เต้นรัวไม่หยุด เจี่ยงโหย่วเซิงซอยเท้าเร็ว ๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้านายท่านผู้เฒ่าซุน
“นายท่านผู้เฒ่าซุน ผู้น้อยขออนุญาตแนะนำให้ท่านฟังนะขอรับ ไม่มีใครรู้จักของที่ขายในร้านดีไปกว่าผู้น้อยอีกแล้ว…”
เจี่ยงโหย่วเซิงอธิบายอาหารให้อีกฝ่ายฟังไปทีละอย่างอย่างครอบคลุมรอบด้านด้วยสำเนียงท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์
เหมือนที่เขาพูดไว้ก่อนหน้านี้ พี่เป้าก็ดี ผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินก็ดี ไม่มีใครรู้จักอาหารในร้านดีไปกว่าเขาอีกแล้ว
แต่ละครั้งที่เขาไปรับอาหารที่เรือนสกุลจู เขาก็มักจะพูดคุยสัพเพเหระกับคนสกุลจู คุยเกี่ยวกับอาหารเหล่านี้ ถามว่าอาหารเหล่านี้ทำอย่างไร มีวิธีกินอย่างไรบ้าง กินอย่างไรจึงจะได้รสชาติดีที่สุด…
เมื่อสาธยายแต่ละวิธีการออกมานั้นเรียกได้ว่าหลากหลายมากมี พิถีพิถันน่าตื่นตาตื่นใจ
นายท่านผู้เฒ่าซุนรู้สึกเหมือนได้เปิดโลกทัศน์ไปกว้างไกลกว่าเดิม
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าในสถานที่ชนบทเช่นนี้ วัฒนธรรมการกินกลับรุ่งเรืองถึงระดับนี้แล้ว
“เจ้าบอกว่าลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อทำมาจากเต้าหู้? แล้วเต้าหู้คืออะไรเล่า?”
“ฮ่า ๆๆ…นายท่านผู้เฒ่าซุน ท่านมาถามผู้น้อยแบบนี้ ถามผิดคนเสียแล้ว ผู้น้อยแค่พอรู้เล็กน้อยเท่านั้น” จากนั้นก็อธิบายขั้นตอนง่าย ๆ ที่เย่อวี๋หรานเคยเล่าให้เขาฟังออกมา
เจี่ยงโหย่วเซิงอธิบายขั้นตอนเหล่านั้นเสร็จก็กล่าวต่อไปว่า “ผู้น้อยทราบว่าถึงตรงนี้ท่านคงอยากถามต่อไปว่าถั่วเหลืองคืออะไรสินะ?”
“อันนี้ผู้น้อยก็ไม่รู้แล้ว จูต้าเหนียงบอกว่าปีนี้ผลเก็บเกี่ยวมีจำกัด ทำเต้าหู้ได้วันละถาดเท่านั้น มากกว่านี้ก็ไม่มีแล้ว ถ้าอยากกินอีกก็ต้องรอจนถึงปีหน้า”
“ตอนนี้พวกข้าทำแค่ลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อมานิดหน่อยเท่านั้น ท่านมาช้าไป ขายหมดแล้วขอรับ อีกไม่กี่วันพวกข้าจะใช้เต้าหู้ทำอย่างอื่นอีก ถึงตอนนั้นท่านจะมาลองชิมรสชาติใหม่ ๆ ดูก็ได้…”
กล่าวถึงตอนท้าย เจี่ยงโหย่วเซิงยังไม่ลืมโฆษณาอาหารในร้าน บอกให้อีกฝ่ายแวะเวียนมาบ่อย ๆ
เขาลืมไปเสียสนิทว่าผู้ที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้เป็นใคร ด้วยฐานะของอีกฝ่ายจะแวะเวียนมาที่นี่บ่อย ๆ ได้อย่างไร?
นายท่านผู้เฒ่าซุนไม่คิดว่าแปลกตรงไหน เขาคุยกับเจี่ยงโหย่วเซิงแล้วเบิกบานใจยิ่ง กินก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศถ้วยนั้นหมด คนทั้งสองก็แทบจะกลายเป็นสหายต่างวัยกันเลยทีเดียว
นี่ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด นายท่านผู้เฒ่าซุนยังเจรจาการค้ากับอีกฝ่ายอีกด้วย เขาต้องการนำอาหารของที่ร้านไปขายในภัตตาคารของตนเอง
“เรื่องนี้…” พี่เป้าลังเล “นายท่านผู้เฒ่าซุน ผู้น้อยขอบอกท่านตามตรง ท่านเห็นว่าพวกข้าเปิดร้านขายอาหารริมทางเล็ก ๆ เช่นนี้ ความจริงแล้วพวกข้าอยากเปิดภัตตาคารเช่นกัน”
“ประเสริฐ อย่างนั้นพวกเจ้าก็เปิดเลยสิ!” นายท่านผู้เฒ่าซุนพูด “ครอบครัวข้าก็เปิดภัตตาคารเหมือนกัน แม้จะไม่ใช่กิจการหลักของครอบครัว แต่ก็สามารถร่วมมือค้าขายกับพวกเจ้า…”
กล่าวถึงตรงนี้ นายท่านผู้เฒ่าซุนก็เว้นช่วงไปเล็กน้อย “นี่ ไม่ต้องรีบปฏิเสธข้าก็ได้ เจ้าลองไปหารือกับจูต้าเหนียงเสียก่อน ถามนางว่าอยากทำการค้าร่วมกับข้าหรือไม่”
“ภัตตาคารของข้าไม่ได้อยู่ที่ตำบลอันจิ่วหรอกนะ”
“ขอแค่พวกเจ้าตกลงทำการค้าร่วมกับข้า ข้ารับประกันได้เลยว่าข้าสามารถช่วยให้พวกเจ้าหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ มากพอซื้อเรือนซื้อที่ดิน ได้มีชีวิตที่พวกเจ้าเองก็คิดไม่ถึง”
……
พี่เป้ารู้ว่าอาหารที่เย่อวี๋หรานทำนั้นเลิศรสโอชา แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขาเพิ่งเปิดแผงขายอาหารได้ไม่นานก็ชักนำ ‘ลูกค้า’ รายใหญ่เช่นนี้มาเสียแล้ว
เขาไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย
หลังจากนายท่านผู้เฒ่าซุนเหมาอาหารที่เหลือไปหมดแล้ว พวกพี่เป้าจึงเก็บแผงกลับเรือนเร็วกว่าปกติ
เพิ่งเข้าไปในเรือน ผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินได้ข่าวก็รุดมาทันที
“พี่เป้า เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”