ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 495 แม่สามีโมโหแล้ว
บทที่ 495 แม่สามีโมโหแล้ว
พี่เป้าชี้แจงสาเหตุที่มาเยือน บอกเรื่องนายท่านผู้เฒ่าซุนให้นางทราบ
“ท่านดูสิ เรื่องดีงามเช่นนี้ก็คือข่าวดีชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือ คราวก่อนท่านยังกลุ้มใจอยู่เลยว่าพวกเราไม่มีเงินเปิดภัตตาคาร ตอนนี้คนเขามาหาถึงที่แล้ว” เขาพูดพร้อมรอยยิ้มจนจบ ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของตนเองแม้แต่นิดเดียว
เย่อวี๋หรานอึ้งไปเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าพี่เป้าจะมาพูดเรื่องนี้
“นายท่านผู้เฒ่าซุน…” นางเว้นช่วงไปแล้วกล่าวว่า “เขาอยากจับมือทำการค้ากับข้า?”
“ถูกต้อง” พี่เป้าสังเกตว่าสีหน้าของจูต้าเหนียงดูจะไม่ยินดีเหมือนที่เขาคิดไว้ ท่าทางเหมือนมีความในใจ คล้ายกำลังใคร่ครวญสิ่งใดอยู่
“เขาอยากจับมือค้าขายกับข้าโดยตรง หรืออยากร่วมมือกับข้าผ่านพวกท่าน?”
“เรื่องนี้…ไม่ได้พูดถึง”
ความจริงแล้ว พี่เป้าไม่ได้คุยกับอีกฝ่ายถึงขั้นนี้
ตอนที่นายท่านผู้เฒ่าซุนเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ในหัวเขาคิดเพียงว่าตนเองกำลังจะกลายเป็นสะพานที่ถูกรื้อทิ้งหลังจากคนอื่นข้ามแม่น้ำไปแล้ว ยังจะมีแก่ใจมาถามเรื่องนี้อีกได้อย่างไร?
“หมายความว่า เขาไม่ได้บอกว่าจะร่วมมือกับข้าโดยตรง เพียงบอกว่าอยากร่วมค้าขายกับ ‘พวกเรา’ ใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานกล่าวเน้นคำว่า ‘พวกเรา’
พี่เป้าเหมือนจะคาดเดาอะไรได้ราง ๆ เขาตอบว่า “คงเป็นเช่นนี้กระมัง จูต้าเหนียงหมายความว่า…”
เย่อวี๋หรานมองอีกฝ่าย กล่าวอย่างเด็ดขาดว่า “ในเมื่อพวกเราร่วมมือกันแล้ว ถ้าเขาอยากเอาด้วย เจรจากับท่านโดยตรงก็ได้”
“กับข้า?!” พี่เป้าตกใจ “จูต้าเหนียงหมายความว่า ให้ข้าเป็นตัวแทนไปเจรจากับนายท่านผู้เฒ่าซุนโดยตรง?”
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ใช่แล้ว ข้าหมายความเช่นนั้น”
“ท่าน…” วางใจจริงหรือ? ไม่คิดจะทิ้งพวกข้าไว้กลางทางแน่นะ…
พี่เป้าเกือบจะพูดออกมาเสียแล้ว
เขาคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจูต้าเหนียงจะเชื่อใจเขาเช่นนี้
“พี่เป้า ก่อนนี้ข้าก็เคยพูดไปแล้ว สกุลจูเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา ผู้หญิงอย่างพวกข้าแค่อยากหาค่าแป้งชาดเล็กน้อยเท่านั้น ในเมื่อตอนแรกข้าไปหาพวกท่านในนามของตัวเอง ต่อไปก็ไม่มีทางจะเปลี่ยนแปลง ต่อไปถ้ามีคนอยากร่วมค้าขายกับข้าอีก ท่านเป็นตัวแทนไปเจรจาโดยตรงได้เลย ไม่ต้องให้พวกเขามาหาข้า”
แน่นอนว่าเย่อวี๋หรานยังไม่ลืมชี้ชัดว่า ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือแบบไหนก็ไม่อาจให้มากระทบผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย
เพียงแต่ความร่วมมือทางการค้าครานี้มี ‘บุคคลที่สาม’ เพิ่มขึ้นมา พวกเขาจำเป็นต้องเจรจากันให้ดีก่อนว่าจะจัดสรรปันส่วนกันอย่างไร
“ความคิดของข้าเรียบง่ายมาก ส่วนแบ่งของพวกเราให้คงไว้ตามเดิม”
“ส่วนของนายท่านผู้เฒ่าซุน พวกเราก็เอาไปรวมในส่วนของ ‘ต้นทุน’”
“หรือก็หมายความว่า ไม่ว่าพวกเราจะแบ่งผลกำไรให้นายท่านผู้เฒ่าซุนไปเท่าไหร่ สำหรับพวกเราสองฝ่ายนั่นก็คือ ‘ต้นทุน’ ตัดส่วนนี้ออกไปจึงจะเป็นผลกำไรที่พวกเราจะนำมาแบ่งกันอีกที”
……
คิดไม่ถึงว่าบุคคลที่สามจะเข้ามาร่วมด้วยเร็วเช่นนี้ แม้เย่อวี๋หรานจะใคร่ครวญถึงเรื่องนี้ไว้แต่แรกแล้ว แต่ยังไม่เคยพูดกับพี่เป้าอย่างชัดเจนเช่นนี้มาก่อน
คราวนี้นางนับว่าผูกอีกฝ่ายเข้ากับตัวเองเรียบร้อยแล้ว
ขอเพียงจับอีกฝ่ายมัดลงเรือมาด้วยกัน กลายเป็นตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกันแล้ว*[1] สองฝ่ายจึงจะสามารถเดินหน้าและถอยหลังไปพร้อมกันได้
เย่อวี๋หรานเชื่อว่านี่เป็นเพียงความร่วมมือครั้งแรก เมื่อสกุลจูมั่งคั่งกว่านี้ โอกาสที่จะมีความร่วมมือเช่นนี้มีแต่จะยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะที่นางก็ไม่อาจเผยโฉมหน้าไปได้เสียทุกครา การหาคู่ค้าระยะยาวให้ตนเองและสกุลจูสักคนหรือก็คือ ‘ตัวแทนระยะยาว’ นับเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวอย่างหนึ่ง
พี่เป้ารู้สึกประทับใจยิ่ง
ที่แท้จูต้าเหนียงคิดเช่นนี้จริงหรือเนี่ย?!
ข้าไม่ได้เชื่อใจคนผิดไปจริง ๆ ด้วย!
ข้าเดิมพันถูกแล้ว ประเสริฐยิ่ง!
ทว่าสีหน้าของเขายังคงราบเรียบ มีเพียงมุมปากที่โค้งขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม “จูต้าเหนียง ท่านวางใจ ข้าจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้ท่านอย่างหมดจดงดงามแน่นอน”
จูต้าเหนียงเต็มใจให้เกียรติเขาถึงเพียงนี้ เขาย่อมไม่ทำให้นางต้องผิดหวัง
แม้แต่นายท่านผู้เฒ่าซุนยังต้องตาสูตรทำอาหารนี้ แสดงให้เห็นถึงกำลังซ่อนเร้นของสกุลจู
นี่ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาเลือกถูกแล้ว!
ขาใหญ่รายนี้ต้องกอดให้แน่นเลยเชียว
เนื่องจากต้องกลับไปพร้อมกับรถม้า พี่เป้าจึงไม่ได้รั้งอยู่นาน หลังจากเจรจากับเย่อวี๋หรานเรียบร้อยแล้วก็พาเจี่ยงโหย่วเซิงที่มารับอาหารกลับตำบลอันจิ่วไปพร้อมกัน
ขณะนั้น บรรดาสะใภ้สกุลจูที่คาดเดาได้ว่าคงมีอะไรเกิดขึ้นก็กระวีกระวาดเข้ามาหา
“ท่านแม่ จู่ ๆ พี่เป้ามาเรือนเราทำไมหรือเจ้าคะ?”
“จริงด้วย ท่านแม่ เขายังเอาของมาเยอะแยะอีกต่างหาก”
……
หลิวซื่อพูดพลางมองไปที่โต๊ะในห้องโถง
ข้าวของเหล่านั้นวางไว้ที่เดิม เย่อวี๋หรานไม่ได้ออกปากก็ไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง
แต่ตอนที่จัดแจงของขายเมื่อครู่นี้ พวกนางแอบมองแล้วก็เห็นว่าในนั้นมีทั้งเส้นบะหมี่ ผ้าขาว เนื้อหมูและอื่น ๆ อีกมากมาย
เส้นบะหมี่กับเนื้อหมู พวกนางคงไม่มีสิทธิ์ แต่อย่างน้อยผ้าขาวคงได้กระมัง?
เยอะขนาดนั้น แบ่งให้ทุกคนก็ยังพอทำเสื้อคลุมได้สักตัวนั่นแหละ?
เย่อวี๋หรานเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ทราบว่าพวกนางกำลังคิดอะไรกันอยู่ จึงรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจอยู่บ้าง
นี่ก็คือข้อเสียของการไม่แยกเรือน เวลามีอะไร สายตาหลายคู่ก็จะจับจ้องมาทันที
“จู่ ๆ ก็มาหาพวกเรา ย่อมเป็นเพราะมีเรื่องดีน่ะสิ ถ้าไม่มีธุระแล้วพี่เป้าจะมาที่นี่ทำไม? พวกเจ้าคิดว่าเขาว่างนักเรอะ?”
เย่อวี๋หรานพูดเสร็จ หลี่ซื่อก็ประชิดเข้ามาทันที “เรื่องดีอะไร? ท่านแม่ เป็นเรื่องดีแบบไหนหรือเจ้าคะ? หรือว่าแผงขายอาหารของพวกเราขายดีเป็นเทน้ำเทท่า อีกไม่นานก็จะขยายสาขาได้แล้ว?”
“ดีกว่านี้เสียอีก” เย่อวี๋หรานบอก
“ดีกว่านี้อีก?!” หลี่ซื่อตื่นเต้นยินดี “หรือว่าจะเปิดภัตตาคารได้แล้ว?!”
“ไม่กระมัง ท่านแม่ จริงหรือเจ้าคะ? พวกเราเพิ่งเปิดแผงขายอาหารริมทางได้ไม่เท่าไหร่เอง แต่กลับทำเงินจนสามารถเปิดภัตตาคารได้ไวปานนี้?!” หลิวซื่อรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ นางคำนวณในใจเร็วรี่
ใช่ อาศัยนางเพียงคนเดียว ต้องไม่สามารถคำนวณได้เร็วขนาดนั้นเป็นอันขาด
แต่ผู้ใดใช้ให้พวกนางเป็นคนที่รักเงินเป็นชีวิตจิตใจกันเล่า พวกนางต้องตรวจสอบบัญชีเป็นระยะ มีครั้งไหนที่ไม่ได้จับกลุ่มตรวจบัญชีด้วยกันบ้าง?
ช่วงนี้หาเงินได้เท่าไหร่ นางย่อมมีตัวเลขอยู่ในใจ
แม้จะทำกำไรได้ แต่ก็ดีกว่าการค้าปลีกที่เรือนพวกนางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากนำไปเทียบกับการค้าชาดกับสกุลอวี๋ก่อนหน้านี้กลับยังด้อยกว่าบ้าง
“อาศัยแค่พวกเราย่อมไม่ได้อยู่แล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว “แต่ว่ามีคหบดีผู้เฒ่าคนหนึ่งต้องตาอาหารของพวกเรา อยากร่วมมือค้าขายกับพวกเราอย่างไรเล่า เรื่องเปิดภัตตาคารย่อมเร็วขึ้นกว่าเดิมเป็นธรรมดา เมื่อมีภัตตาคารก็หาเงินได้มากกว่าเดิมแล้ว”
“คหบดีผู้เฒ่า?” หลี่ซื่อนึกถึงเรื่องการค้ากับร้านขายชาดในอดีตขึ้นมาทันที จึงถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านแม่ ท่านคงไม่ได้จะขายสูตรอีกแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”
ตอนนั้นขายสูตรทำชาดไป เย่อวี๋หรานริบเงินทั้งหมดไว้คนเดียว เรื่องนี้พวกนางล้วนจดจำเอาไว้ในใจ
สูตรชาดเป็นของเย่อวี๋หราน ตอนนั้นพวกนางอยากได้ส่วนแบ่งก็จริง แต่ก็ไม่กล้าโวยวายออกมา
ครานี้เมื่อได้ยินว่าเป็นสถานการณ์คล้าย ๆ กัน พวกนางก็พลันตื่นตัวขึ้นมา คิดว่าจำเป็นต้องถามให้ชัดเจน
ถ้าเป็นเหมือนกับคราวก่อน พวกนางก็ไม่อยากเหนื่อยเปล่าอีกแล้ว
พวกนางทำงานกันลำบากแทบตาย แต่แม่สามีกลับขายสูตรไปเสียอย่างนั้น พวกนางก็ไม่เหลืออะไรอีก แล้วจะทำต่อไปทำไม?
เย่อวี๋หรานเหลือบมองสีหน้าท่าทางของทุกคน
แม้หลี่ซื่อจะเป็นคนพูด แต่จากท่าทางของหลิวซื่อและหลินซื่อก็ชัดเจนว่าคิดแบบเดียวกัน
ส่วนหลิ่วซื่อที่ทึ่มเป็นท่อนไม้ไม่นับรวมอยู่ในนั้น
“ข้าไม่ได้อยากขายสูตรทำชาดเสียหน่อย มีคนใช้อำนาจกดดันซื้อ ข้ายังจะไปงัดข้อได้อีกหรือ?”
เย่อวี๋หรานพูดโดยไม่รักษาน้ำใจอีก ทำให้พวกลูกสะใภ้ตรงนั้นไม่มีใครกล้าหือกันสักคน แย่แล้ว แม่สามีเหมือนจะโมโหเสียแล้ว!
[1] ตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกัน (条绳子上的蚂蚱) อุปมาถึง คนที่มีผลได้ผลเสียร่วมกัน ลงเรือลำเดียวกัน