ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 496 สูตรเป็นของข้า
บทที่ 496 สูตรเป็นของข้า
จบกัน จบกัน แม่สามีคงไม่ลงโทษพวกข้ากระมัง?
โธ่เอ๊ย น้องสะใภ้สี่โง่งมจริง ๆ พูดออกมาแบบนั้นได้อย่างไร?
ต่างคนต่างลอบถลึงตาใส่กัน ราวกับรังเกียจว่าคนบางคน ‘มากเรื่อง’
หลี่ซื่อรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลย โทษนางได้หรือ? พวกนางก็คิดแบบนี้ไม่ใช่หรือไร?
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อปฏิเสธไม่ยอมรับ ไม่ ๆ พวกข้าไม่ได้คิดแบบนั้น
“ข้ายังยืนยันคำเดิม สูตรเป็นของข้า ข้าพอใจขายก็จะขาย” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “ถ้าพวกเจ้าไม่เต็มใจ ได้ เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ต้องขายอาหารกันแล้ว ข้าอายุปูนนี้แล้ว อยู่ต่อไปได้อีกไม่กี่ปี ถึงตอนนั้นพวกเจ้าไม่มีเงิน ไม่ได้กินอิ่มท้องก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”
ได้ยินดังนั้น เหล่าลูกสะใภ้ต่างก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
หลี่ซื่อรีบยอมรับผิดทันที “ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ”
เพียะ!
นางสะบัดมือตบหน้าตนเอง
“ปากพล่อยจริง ๆ ดูซิข้าพูดอะไรออกมา ข้าสมควรถูกตบแล้ว”
“ท่านแม่ ท่านตบข้าเลยเจ้าค่ะ ตบข้าตรงนี้”
นางยังดึงมือเย่อวี๋หรานให้ตบลงบนหน้านาง
เย่อวี๋หรานย่อมไม่อาจลงมืออยู่แล้ว นางเก็บมือกลับมา “ข้าจะตบเจ้าทำไม? ประเดี๋ยวพอข้าตบเจ้าก็คงจะมีคนด่าข้าในใจ แช่งชักให้ข้าตายไว ๆ…”
“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ” หลี่ซื่อเห็นว่าปล่อยไปเช่นนี้ไม่ได้ จึงหักใจดึงมือเย่อวี๋หรานมาตบลงบนหน้าตนเอง
เพียะ!
คราวนี้เสียงดังชัดเจน เพียงได้ยินก็ทราบว่าลงแรงไม่เบา
เย่อวี๋หรานรู้สึกเจ็บมืออยู่บ้าง “…”
“พอได้แล้ว ตบเจ้าข้าก็เจ็บมือ”
หลี่ซื่อที่ตั้งท่าจะตบอีกครั้งชะงักไป “…”
เย่อวี๋หรานมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองไปยังคนอื่น ๆ “ไม่ว่าพวกเจ้าจะคิดอะไรอยู่ก็จงระลึกไว้ด้วยว่าสูตรเป็นของข้า ข้าจะเอาไปทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ข้าเอาสูตรมาให้พวกเจ้าใช้โดยไม่คิดเงิน เพราะพวกเจ้าเป็นลูกสะใภ้ของข้า เป็นเมียของลูกชายข้า เป็นแม่ของหลานชายข้า”
“พวกเจ้าอยู่ดีมีสุข ลูกชายข้ากับหลานชายข้าก็อยู่ดีมีสุขเช่นกัน”
“แต่สูตรนี้เป็นของข้า ถ้าข้าไม่อยากให้พวกเจ้าใช้อีก พวกเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี”
……
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อคิดว่าแม่สามีไม่ได้พูดผิดไปเลย!
เพราะช่วงนี้หาเงินได้ พวกนางจึงดีใจจนเหลิง
“ว่ากันตามเหตุผล ของพวกนี้ข้าควรส่งต่อให้พวกลูกชาย แต่หากมองกันในระยะยาว ข้าไม่อยากปิดกั้นเส้นทางเป็นขุนนางของพวกเขา ทั้งไม่อยากทำให้ลูก ๆ ของพวกเจ้าไม่มีสิทธิ์สอบเคอจวี่” เย่อวี๋หรานจ้องพวกนางตาไม่กะพริบพลางกล่าวว่า “ราชสำนักกำหนดไว้เช่นนี้ ข้าคิดว่าพวกเจ้าเองก็คงไม่อยากตัดอนาคตบนเส้นทางขุนนางของลูก ๆ ตัวเอง ทำให้พวกเขาเป็นได้แค่ชาวนาไปชั่วชีวิตหรอกกระมัง?”
พวกนางใจสั่นสะท้าน
แม้ว่าปกติแม่สามีจะพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ แต่ว่า…
เมื่อความรู้สึกพึงพอใจที่ได้มีเงินอยู่ในมือทบทวี ขณะที่คนอื่นยังวิตกกังวลเรื่องอาหารสามมื้อของแต่ละวัน พวกนางกลับได้กินเนื้อกันทุกมื้อแล้ว คนเราจะมากน้อยก็อดจะหลงระเริงไปไม่ได้
“นับแต่โบราณมา ในบรรดาอาชีพต่าง ๆ พ่อค้าจัดเป็นอาชีพของชนชั้นต่ำ เป็นคนที่มีฐานะต่ำต้อยที่สุดในสังคม” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไป “ถ้าพวกเจ้าอยากให้ลูกของพวกเจ้า ไม่สิ เป็นชั่วลูกชั่วหลานของพวกเจ้าต่างหาก ถ้าพวกเจ้าอยากให้พวกเขาเป็นได้แค่นี้ ข้าก็ไม่ถือสาถ้าจะแยกเรือนกันเสียตั้งแต่ตอนนี้ แล้วแบ่งสูตรทำอาหารให้บรรดาลูกชายของข้าหรือก็คือสามีของพวกเจ้าเป็นมรดกตกทอดไปทั้งอย่างนี้”
ลมหายใจของลูกสะใภ้ทั้งสี่เปลี่ยนเป็นกระชั้นขึ้นมา
“พวกเจ้าอยากแยกเรือนหรือไม่?”
คนทั้งสี่ย่อมไม่กล้าตอบรับ ต่อให้พวกนางโง่งมกว่านี้ก็ทราบว่ากฎเกณฑ์ของราชสำนักไม่ใช่สิ่งที่พวกนางจะไปต่อต้านได้
เป็นคนชั้นต่ำสุดในสังคมเช่นใดก็เป็นอยู่เช่นนั้น จะพยายามไปอีกกี่รุ่นก็ไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้
นี่คือสาเหตุว่าทำไมชาวนาอย่างพวกเขาถ้าไม่ถึงที่สุดแล้วจริง ๆ ก็จะไม่ผันตัวไปเป็นพ่อค้าโดยเด็ดขาด
ขณะที่ครอบครัวชาวนาทั่วไปคงไม่มีใครคิดถึงเรื่องที่จะให้สตรีในเรือนออกหน้าไปทำการค้า จะอย่างไรการไปเปิดเผยหน้าตาในที่สาธารณะเช่นนั้นก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียอย่างหนึ่ง
หากบ้านสามีเข้มงวดสักหน่อย มาทำแบบพวกนางก็อาจถูกขับออกจากเรือนเลยทีเดียว
มีเพียงแม่สามีของพวกนางที่เคยเป็นสาวใช้ในบ้านสกุลใหญ่ เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน มีวิสัยทัศน์ยาวไกลกว่าคนทั่วไป จึงไม่ได้ตีกรอบพวกนางเช่นนั้น
พวกนางส่ายหน้าเป็นพัลวัน “ไม่เจ้าค่ะ!”
“ท่านแม่ ทำไมท่านพูดถึงเรื่องแยกเรือนล่ะเจ้าคะ? ตกลงกันแล้วนี่นาว่ารอจนพวกข้าเก็บเงินได้แล้ว ค่อยแยกตัวออกไปปลูกเรือนหลังใหม่อยู่ใกล้ ๆ กัน แค่แยกกันอยู่แต่ไม่แยกบ้าน”
“ใช่ ๆๆ คู่ไหนมีความสามารถก็แยกไปอยู่กันตามลำพัง ไม่ได้แยกเรือนกันจริง ๆ เสียหน่อย?”
“ต่อให้ท่านพ่อท่านแม่ชราแล้ว พวกข้าก็จะช่วยกันดูแลเองเจ้าค่ะ”
……
แม้ว่าพวกนางจะไม่เคยถกกันเรื่องช่วยกันเลี้ยงดูพ่อแม่สามีผู้ชราอย่างจริงจังมาก่อน แต่ในใจก็ได้ใคร่ครวญไว้แล้ว
เมื่อพ่อแม่สามีอายุมากแล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ของพวกนางที่จะไปดูแล
ส่วนว่าใครออกเท่าไหร่ ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันอีกที
เย่อวี๋หรานไม่ได้พูดอะไร เพียงฟังพวกนางพูดกันอยู่ตรงนั้น
พูดไปได้พอสมควรแล้วค่อยเอ่ยขึ้นเนิบช้า “ต่อไปข้าไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก พวกเจ้าเข้าใจไหม?”
พวกนางพยักหน้ารับทันที “เข้าใจเจ้าค่ะ ท่านแม่”
“พวกเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรทำอาหาร เรื่องสูตรชาดคราวก่อนเป็นเหตุสุดวิสัย ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ผู้ใดจะเอาสูตรไปขายง่าย ๆ?” เย่อวี๋หรานบอกความคิดของตนเองออกมา “ข้าได้รับบทเรียนจากเรื่องคราวก่อนแล้ว ไม่ได้ไปเจรจาการค้ากับอีกฝ่ายด้วยตนเอง แต่ยกให้พี่เป้าไปจัดการ”
“หา ท่านแม่ ท่านให้พี่เป้าไปจัดการหรือเจ้าคะ?” หลิวซื่อประหลาดใจ “แต่สูตรเป็นของครอบครัวพวกเรานี่นา?”
เย่อวี๋หรานตอบว่า “สูตรเป็นของพวกเราจริง ๆ แต่การค้านี้เป็นความร่วมมือระหว่างพวกเรากับพี่เป้า พวกเจ้าต้องจำเอาไว้ว่าตอนนี้พี่เป้าเป็นพวกเดียวกันกับพวกเราแล้ว ตราบใดที่เขาได้ดี พวกเราก็จะได้ดีไปด้วย”
หลี่ซื่อมีท่าทางครุ่นคิด “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านแม่หมายความว่า ถ้าพวกเราได้ดี เขาก็จะได้ดีด้วยเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาถึงจะยอมยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพวกเรา ยอมเหนื่อยเพื่อพวกเรา”
“ถูกต้อง”
“ก็ไม่ได้เหนื่อยเปล่านี่นา?” หลิวซื่อเอ่ยเสียงเบา “พวกเราแบ่งผลกำไรให้เขาไม่ใช้น้อย ๆ”
“แต่เขาก็ช่วยสกัดเรื่องยุ่งยากให้พวกเราไม่น้อยเหมือนกัน” เย่อวี๋หรานพูด “พวกเราเป็นพวกเดียวกันกับพี่เป้าแล้ว ถ้ามีคนหมายตาสูตรของพวกเราอีก พี่เป้าย่อมจะร้อนใจยิ่งกว่าพวกเรา เช่นนี้เรื่องแบบร้านขายชาดคราวก่อนก็จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก”
คู่ค้าระยะยาวคนหนึ่ง นอกจากจะนำมาซึ่งรายได้ที่แน่นอนแล้ว ประการสำคัญที่สุดก็คือ ‘ความมั่นคง’
สิ่งจำเป็นสำหรับสกุลจูก็คือความมั่นคง ขอเพียงมั่นคงปลอดภัย จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าก็จะสามารถจดจ่ออยู่กับการเรียนและการสอบขุนนาง
ในอนาคต สกุลจูจึงจะสามารถสงบจิตใจไปทำเรื่องอื่น ๆ ได้
“แต่ท่านแม่เจ้าคะ พี่เป้าไม่ใช่คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่อะไร เขาจะปกป้องพวกเราได้หรือ?” หลิวซื่อฟังถึงตรงนี้ แม้จะเข้าใจแต่ก็ยังอดจะวิตกกังวลไม่ได้
พวกนางไม่อาจต่อกรอำนาจของตระกูลใหญ่เหล่านั้น แต่พี่เป้าทำได้หรือ?
แม้ว่าเขาจะมีอิทธิพลอยู่ในตำบลพอสมควร แต่กล่าวกันตามความจริงแล้วก็เป็นแค่นักเลงผู้หนึ่ง ถ้าต้องเผชิญหน้ากับคนตระกูลใหญ่ เกรงว่าคงรับมือไม่ไหว?
เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าปราศจากความรู้สึก “คนตัวเปล่าไม่มีอะไรจะเสีย ไม่เคยได้ยินคำกล่าวนี้หรือไร?”
นางขาดก็แต่พูดไปตามตรงว่า พวกพี่เป้าไร้บุตรภรรยา ไม่มีเรื่องให้ห่วงหน้าพะวงหลัง กำลังรอให้การค้านี้ประสบความสำเร็จ จะได้ใช้สถานะใหม่สร้างเนื้อสร้างตัวสร้างครอบครัว ถ้าเวลานี้มีคนมาแตะต้องอาหารในปากของพวกเขา พวกเขาจะปล่อยอีกฝ่ายไปเช่นนั้นหรือ?
แทนที่จะให้สกุลจูไปเผชิญอันตรายโดยตรง ยังมิสู้ให้พวกพี่เป้าออกไปรับหน้า
ไม่อย่างนั้น เหตุใดนางจึงไม่ไปหาคู่ค้าแบบร้านขายชาด แต่กลับไปหานักเลงที่นอกจากน้ำใจแล้วก็ไม่มีอะไรสักอย่างเช่นนั้นเล่า?
นักเลง หากใช้งานให้ดีก็คืออาวุธคมกริบเล่มหนึ่ง