ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 497 พวกเขาเป็นแค่ชาวนา
บทที่ 497 พวกเขาเป็นแค่ชาวนา
รู้แต่แรกว่าลูกสะใภ้เหล่านี้สายตาแคบสั้น ถึงยามปกติจะพยายามสั่งสอนเพียงใด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา ข้อเสียนี้ก็จะแสดงออกมาให้เห็นทันที
เย่อวี๋หรานนึกทอดถอนใจ คิดไว้ไม่ผิด วิสัยทัศน์ของคนเราไม่ใช่สิ่งที่จะบ่มเพาะออกมาได้ในชั่วข้ามคืนจริง ๆ ด้วย!
ยกตัวอย่างเช่นหลี่ซื่อ ปกตินางรับผิดชอบเรื่องค้าขายของครอบครัวรวมถึงการคบค้าสมาคมกับเพื่อนบ้าน คิดว่าฉลาดพอตัวแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับสะใภ้คนอื่น ๆ ก็โดดเด่นเป็นพิเศษ แต่พอมาเจอสถานการณ์แบบนี้กลับพลอยเป็นไปตามคนอื่น ๆ
นี่คือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ชีวิต!
ยุคสมัยตีกรอบให้สายตาของผู้หญิงจำกัดอยู่เพียงในเรือนหลัง ตัวอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบ ๆ แล้วจะบ่มเพาะ ‘นายหญิงของบ้าน’ ที่มากวิธีการและมีสายตาเฉียบแหลมออกมาได้อย่างไร?
หลังจากแจกจ่ายผ้าขาวและของกินเล่น เย่อวี๋หรานก็สั่งความลูกสะใภ้ว่าจะจัดการเนื้อเหล่านั้นอย่างไร จากนั้นก็ให้พวกลูกสะใภ้ช่วยขนย้ายเส้นบะหมี่ไปเก็บไว้ในห้องของนาง
เย่อวี๋หรานมองพวกนางทำงานพลางครุ่นคิดว่า เรื่องนายหญิงของเรือนนี้ นางอาจจำเป็นต้องเตรียมการไว้สองวิธี
วิธีแรกย่อมเป็นการสั่งสอนหลิ่วซื่อและหลี่ซื่อต่อไป ทำให้พวกนางสามารถรับมือเรื่องราวต่าง ๆ ให้ได้
ส่วนอีกสองคนก็ไม่อาจปล่อยให้สร้างปัญหา ต้องดัดนิสัย
แต่ตราบใดที่นางยังมีชีวิตอยู่ พวกนางสองคนไม่น่าจะมีความกล้าถึงปานนั้น
อีกวิธีก็คือพิจารณาเรื่องว่าที่สะใภ้ของหลานชายคนโตของสกุลจู
ตอนนี้นางส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปที่สำนักศึกษาแล้ว ไม่ว่าในอนาคตต้าเป่าจะสามารถสอบเป็นขุนนางได้หรือไม่ ว่าที่ภรรยาของต้าเป่าก็ยังคงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญยิ่งยวดอยู่ดี
‘นายหญิงของบ้าน’ สี่คำนี้ ใช่ว่าใคร ๆ ก็สามารถเป็นได้
เฮ้อ…ไม่รู้ว่าถึงเวลานั้น ต้าเป่าจะยินดีหรือไม่?
เรื่องของความรู้สึกเป็นสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดแล้ว ชอบก็คือชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ผู้ใดบีบบังคับไปก็ไร้ประโยชน์
แม้ต้าเป่าจะไม่ใช่หลานที่เย่อวี๋หรานเห็นมาแต่อ้อนแต่ออก ทว่านับแต่นางมาถึงโลกนี้ ได้ใกล้ชิดกับต้าเป่ามานานเพียงนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ชอบเขา
ให้คนที่ตนเองรักใคร่เอ็นดูต้อง ‘เสียสละ’ เพื่อครอบครัว เดิมทีก็เป็นเรื่องที่ชวนให้สับสนว้าวุ่นใจเรี่องหนึ่ง
เคราะห์ดีที่ตอนนี้ต้าเป่ายังเล็ก เย่อวี๋หรานคิดว่าถึงเวลานั้นสถานการณ์อาจคลี่คลายได้เอง ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นอาจพบวิธีการที่สมบูรณ์พร้อมทั้งสองฝ่ายก็เป็นได้!
หากสามารถเลือกคนที่ต้าเป่าชมชอบ ขณะเดียวกันยังเป็นผู้ที่มีศักยภาพพอจะเป็นนายหญิงของเรือน สามารถรับมือคนสกุลจูเจ้าปัญหากลุ่มนี้ได้ เช่นนั้นก็ยิ่งดีไปใหญ่
ห่างไกลออกไปในตำบลอันจิ่ว ต้าเป่าที่กำลังอธิบายเนื้อความในตำราให้เอ้อร์เป่าฟังนั้นหาได้ระแคะระคายสักน้อยว่า ขณะที่เขายังเล็กอยู่ก็มีคนคิดไปถึงเรื่องมงคลของเขาเสียแล้ว
ต้าเป่า “…”
ท่านย่า ท่านกังวลเรื่องนี้ยังเร็วเกินไปหรือเปล่า?
เรื่องแบบนี้ก็ต้องว่ากันตามลำดับ ท่านควรกังวลเรื่องอาสาม อาเจ็ด หรืออาหญิงเล็กมากกว่าไหมขอรับ?
การร่วมมือกับนายท่านผู้เฒ่าซุนไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานไปดำเนินการด้วยตนเอง ให้พี่เป้าเป็นตัวแทนไปจัดการก็ได้แล้ว
“เจ้าจัดการแทนได้?” นายท่านผู้เฒ่าซุนได้ยินวาจาของพี่เป้าก็ไม่แปลกใจ
อย่างไรเสีย เดิมทีนี่ก็เป็น ‘บททดสอบ’ ที่เขามอบให้ฝ่ายตรงข้ามอยู่แล้ว
หากฝ่ายตรงข้าม ‘ละทิ้ง’ พวกพี่เป้าง่าย ๆ เพื่อจะมาจับมือกับเขา ย่อมแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายไร้คุณธรรม เป็นคนประเภทที่เห็นผลประโยชน์แล้วตระบัดสัตย์
หากร่วมมือกับคนประเภทนี้ เขาจำเป็นต้องระมัดระวังให้ดี
แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ละทิ้งพวกพี่เป้าก็พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณธรรมของอีกฝ่าย ร่วมมือกับคนเช่นนี้ เขาก็สามารถเบาใจได้มากโข
แน่นอนว่าพี่เป้าไม่ได้รู้รายละเอียดเหล่านี้
เขาพยักหน้ายิ้ม ๆ “ใช่แล้วขอรับ นายท่านผู้เฒ่าซุน”
นายท่านผู้เฒ่าซุนทำทีเป็นไตร่ตรอง นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ตกลง ถ้าอย่างนั้นข้าก็เจรจากับเจ้า”
ซุนโส่วไม่คิดเลยว่าบิดาของเขาแค่ออกไปกินข้าวข้างนอกรอบเดียวเท่านั้น แต่กลับไปต้องตาอาหารในร้านของผู้อื่น ต้องการทำการค้าร่วมกับฝ่ายนั้นเสียแล้ว
“ท่านพ่อ ครอบครัวเราไม่ได้เปิดภัตตาคารเป็นหลักเสียหน่อย แต่เป็นแค่กิจการเสริมของครอบครัวเท่านั้น ทำไมจู่ ๆ ท่านก็จะเปิดภัตตาคารร่วมกับพวกเขาล่ะขอรับ?”
ครั้นซุนโส่วทราบเรื่องก็ตรงมาหาบิดาทันที ต้องการจะถามให้ชัดเจน
“ท่านพ่อ สถานการณ์ในตำบลอันจิ่วเป็นอย่างไร ท่านก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ที่นี่มีภัตตาคารอยู่แล้ว แต่การค้าของภัตตาคารทั้งสองแห่งนั้นไม่ดีเลยสักนิด…”
“ถ้าพวกเราเปิดภัตตาคารเหมือนกัน จะทำเงินได้สักเท่าไหร่เชียว?”
ตนเองเป็นนายบ้านชัด ๆ แต่บิดาของเขากลับแอบไปจับมือทำการค้าร่วมกับคนนอกคนหนึ่ง ซุนโส่วยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบอารมณ์
“เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเข้ามายุ่ง ข้าจะเอาเงินส่วนตัวของข้าไปลงทุนเอง” นายท่านผู้เฒ่าซุนแม้แต่เปลือกตาก็ยังไม่ขยับ
ทว่าซุนโส่วยากจะสงบใจ “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…”
เขาเดินไปเดินมารอบตัวบิดา ร้อนใจเหลือประมาณ
“ถ้าข้าคิดแบบนั้น ตอนแรกที่ท่านจะกลับตำบลอันจิ่วก็คงไม่ตามมาด้วยแล้ว ท่านลองดูเอาเองเถอะขอรับ สถานที่บ้านนอกแบบนี้มันมีอะไรกัน?”
“กันดารยากจน อยากกินอาหารดีหน่อยก็ต้องสิ้นเปลืองไม่น้อย มีแต่ต้องไปซื้อหานำเข้ามาเอง”
“ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวพวกเรามีกิจการใหญ่โต ใครจะมาทำเรื่องพรรค์นี้?”
……
พล่ามอะไรออกมามากมาย ซุนโส่วแสดงใจกตัญญูของตนออกมาเสียก่อน เกรงว่าบิดาผู้ชราจะถูกตนเองทำให้โมโหจนล้มป่วย
ในที่สุดนายท่านผู้เฒ่าซุนก็เงยหน้าขึ้นมองบุตรชายแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ เจ้าคงคิดว่าข้าอายุมากแล้ว ไม่ต้องวุ่นวายไปทำอะไรอีก จะได้ไม่ทำให้กิจการครอบครัวเสียหาย ถึงตอนนั้นพวกเจ้าพี่น้องก็ไม่เหลืออะไรแล้ว ใช่ไหม? วางใจเถอะ ก่อนข้าจะกลับมาก็จัดการเรื่องแยกเรือนเรียบร้อยแล้ว ไม่ไปแตะต้องของของพวกเจ้าหรอก”
“ท่านพ่อ ทำไมท่านพูดแบบนี้อีกแล้วล่ะขอรับ? ข้าก็บอกแล้วนี่นาว่าข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าเป็นลูกชายคนโต กตัญญูต่อท่านเป็นเรื่องที่สมควรทำ ของส่วนกลางพวกนั้นท่านอยากใช้อย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่มีปัญหาเลยสักนิด ข้าแค่อยากบอกว่าท่านอย่าตั้งความหวังกับการค้าครั้งนี้มากเกินไป ด้วยสภาพของตำบลอันจิ่ว ต่อให้เปิดภัตตาคารอีกร้าน คนก็ไม่มีปัญญาซื้ออยู่ดี” ซุนโส่วไม่อยากให้บิดาโมโห หลังจากใคร่ครวญหลายตลบจึงคิดเสียว่าการค้ารายนี้คงเป็นการลงทุนเสียเปล่าแล้ว
เงินแค่พันตำลึง สำหรับกิจการของพวกเขาก็ใช่ว่าจะแบกรับไม่ไหว
ประการสำคัญคือบิดาของเขาอายุมากแล้ว เขายังตามบิดาย้ายกลับมาอยู่ในตำบลอันจิ่ว สถานการณ์ที่นี่เป็นเช่นนี้ จะหาเงินอย่างไรก็สู้ในอดีตไม่ได้
ภาระค่าใช้จ่ายรัดตัวกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว
เขายอมรัดเข็มขัดเสียเอง แต่ไม่มีทางไปแตะต้องทรัพย์สินของบิดาเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นถ้าน้องชายสองคนนั้นรู้เข้า เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
“ข้าไม่ได้คาดหวังกับตำบลอันจิ่วเสียหน่อย” แววตาของนายท่านผู้เฒ่าซุนสว่างวาบ เขาพูดว่า “เจ้าคิดว่าข้าอายุมากแล้ว สติเลอะเลือนใช่หรือไม่? เจ้าคิดว่าข้ากลับมาใช้บั้นปลายที่นี่เพราะสมัครใจมางั้นเรอะ นั่นเป็นเพราะไม่มีทางเลือกต่างหาก…”
“ท่านพ่อ ไม่ต้องพูดแล้วขอรับ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ซุนโส่วไม่อยากพูดถึงเรื่องทุกข์ใจของบิดา
แต่นายท่านผู้เฒ่าซุนกลับไม่ยินยอม เขาพูดว่า “ใครบอกว่าผ่านไปแล้ว? ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าสร้างกิจการขึ้นมาได้แล้วหนหนึ่ง แล้วทำไมจะทำอีกครั้งไม่ได้?”
“ท่านพ่อ ท่านเกษียณไปอย่างสบายใจเถอะขอรับ เรื่องอื่น ๆ ให้พวกข้าจัดการกันเอง…”
“ไร้สาระ! ข้ายังจะไม่รู้ขีดความสามารถของพวกเจ้าพี่น้องอีกเรอะ? ถ้าเจ้ามีความสามารถแบบนั้นก็คงไม่ตามข้ากลับมาแต่แรก”
ซุนโส่ว “…”
แม้สิ่งที่บิดาพูดมาจะเป็นความจริง แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกแทงใจดำ ควรทำอย่างไรเล่า?
ในหมู่พวกเขาพี่น้องสามคนไม่มีใครสืบทอดความกล้าได้กล้าเสียและความเด็ดขาดของบิดาเมื่อสมัยหนุ่ม ๆ มาเลยสักคน หากไม่ใช่พวกเอ้อระเหยไม่เอาการเอางานก็เป็นพวกซื่อสัตย์ที่ทำได้เพียงประคับประคองกิจการที่บิดาสร้างมาเท่านั้น
โชคไม่ดีที่ในตอนนั้นครอบครัวพวกเขามีกิจการใหญ่โต จึงถูกผู้มีเจตนาร้ายหมายตาเข้า ขณะที่พวกเขาไม่มีคนใหญ่คนโตหนุนหลัง
สุดท้ายเพราะไร้หนทาง จึงจำต้องกระจายความมั่งคั่งเพื่อหลีกเลี่ยงเภทภัย
“ท่านพ่อ ท่านสนับสนุนสกุลจูไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกขอรับ พวกเขาสู้พวกเราไม่ได้ด้วยซ้ำ ตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นได้แค่ชาวนา…”