ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 498 เหลือทางรอดไว้สายหนึ่ง
บทที่ 498 เหลือทางรอดไว้สายหนึ่ง
“แล้วอย่างไรเล่า?” นายท่านผู้เฒ่าซุนอยากเปิดสมองของลูกชายออกมาดูจริง ๆ ว่าในนั้นมีอะไรบ้าง
ผู้ใดบอกเขาว่าทำการค้าต้องบุกตะลุยไปข้างหน้าด้วยตนเอง?
ในอดีตเขาโง่เองจึงต้องพบเจอเรื่องแบบนั้น ไม่ว่าอะไรก็พุ่งชนเองไปเสียทุกอย่าง ผลสุดท้ายจึงถูกคนหมายหัว
แต่ถ้าเขาหาคู่ค้าหลาย ๆ คน สนับสนุนให้ผงาดขึ้นมาให้ได้สักสองสามคน จากนั้นคอยรับผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังคนเหล่านั้นเล่า?
“กระจายตัวออกไปจะได้ไม่สะดุดตาคนอย่างไรเล่า เจ้านี่โง่จริง”
ซุนโส่วอึ้งงัน “ท่านพ่อ ท่านหมายความว่า…”
นายท่านผู้เฒ่าซุนพยักหน้า “พวกเราย้ายมาตำบลอันจิ่วได้สักพักแล้ว เริ่มจะคุ้นเคยสถานการณ์ที่นี่ ข้าใคร่ครวญมานานแล้วว่าจะเก็บตัวเงียบอยู่ที่นี่ไปเรื่อย ๆ ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี ข้าแก่แล้ว พอหลับตาลงก็ไม่มีอะไรอีก ไม่มีสิ่งใดให้ต้องอนาทร แต่พวกเจ้าพี่น้องจะทำอย่างไร? ลูกหลานในอนาคตของข้าเล่า?”
“พวกเจ้าทำได้แค่ดูแลกิจการที่มีอยู่ ถ้าข้าไม่ทิ้งอะไรไว้ให้มากหน่อย ถึงตอนนั้นพวกเจ้าจะดูแลอะไร?”
“แต่ว่า” ซุนโส่วกล่าวอย่างกังขา “เหตุใดท่านจึงเลือกสกุลจู? ท่านพ่อ ในตำบลอันจิ่วแห่งนี้คนที่ทำการค้าได้เก่งกาจกว่าพวกเขามีมากมายถมไป ยกตัวอย่างเช่นร้านขายชาดสกุลอวี๋ ข้าได้ยินมาว่าสูตรทำชาดที่ถวายขึ้นไปตอนนั้นเกี่ยวข้องกับพวกเขา”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่เคยพิจารณาเรื่องนี้มาก่อนงั้นรึ?” นายท่านผู้เฒ่าซุนกล่าว “ข้าสืบมาแล้ว คนที่จะสามารถเปิดร้านขายชาดในตำบลแบบนี้ได้จะมากน้อยก็คงพอมีเส้นสายอยู่บ้าง เส้นสายย่อมหมายถึงความซับซ้อนยุ่งยาก สถานการณ์ครอบครัวพวกเราตอนนี้ยังไม่เหมาะจะเข้าไปพัวพันกับสายสัมพันธ์ซับซ้อนแบบนั้น เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเรือที่เจ้าพยายามปีนขึ้นไปแทบตายสุดท้ายแล้วจะไม่พลิกคว่ำ?”
ซุนโส่ว “…”
แต่ชาวนาพวกนั้น แค่ลมพัดนิดหน่อยก็คว่ำแล้ว นั่นมิใช่เรือที่ล่มง่ายยิ่งกว่าหรอกหรือ?
“ขอแค่ข้าพอใจ จะผลักดันใครมาเปิดร้านขายชาดสักร้านเป็นเรื่องง่ายจะตาย แล้วทำไมข้าไม่เลือกคนที่ภูมิหลังสะอาดสักหน่อย แต่ไปเลือกคนที่อาจกลายเป็นตัวถ่วงข้าในวันหน้าแบบนั้นเล่า? ข้าว่างนักเรอะ?”
ประเสริฐ ซุนโส่วไม่มีอะไรให้พูดอีกแล้ว
แม้ตระกูลซุนในยามนี้ไม่อาจเทียบได้กับตระกูลซุนในวันวาน แต่รากฐานกิจการยังคงอยู่ ถ้าอยากผลักดันร้านค้าสักร้านไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด
“อีกอย่าง” นายท่านผู้เฒ่าซุนพูดต่อ “จูต้าเหนียงผู้นี้ไม่เหมือนคนทั่วไป”
“ไม่เหมือนอย่างไร?” ซุนโส่วคิดว่าชาวนาก็เหมือนกันหมด
สิ่งที่นายท่านผู้เฒ่าซุนไม่ชอบที่สุดก็คือจุดนี้ เขากล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ก่อนเจ้าจะมาไม่ได้ให้พ่อบ้านไปสืบเรื่องของสกุลจูมาสักหน่อยเลยเรอะ?”
ซุนโส่วลูบจมูกด่วยท่าทางเจื่อน ๆ “ข้าได้ยินว่าท่านพ่อจะเปิดภัตตาคารกับคนอื่นจึงร้อนใจ ก็เลย…”
ก็เลยวิ่งมาทันที ไม่ทันได้ถามด้วยซ้ำ
“ข้าบอกให้เจ้าวางแผนก่อนค่อยเคลื่อนไหว สมองหมูของเจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว? เรื่องแค่นี้ก็ทำได้ไม่ดี ต่อไปจะทำการใหญ่ได้อย่างไร?”
นายท่านผู้เฒ่าซุนตำหนิไปหลายประโยคแต่ก็จนใจ โง่แค่ไหนก็เป็นลูกชายของตนเอง ได้แต่อธิบายอย่างละเอียด
“สกุลจูเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา พวกเขาเป็นคนมีการศึกษา”
“ข้าให้คนไปสืบมาแล้ว ลูกชายคนที่เจ็ดของสกุลจูเรียนเก่งยิ่ง อาจารย์เสินให้ความสำคัญยิ่งนัก”
……
ซุนโส่วเคยได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์เสินมาก่อน แม้จะไม่ใช่สำนักศึกษาใหญ่โตอะไร เป็นเพียงสถานศึกษาเอกชน ในสำนักมีลูกศิษย์เพียงสิบกว่าคนเท่านั้น เทียบสำนักศึกษาสกุลไป๋ไม่ได้เลยสักนิด
ทว่าอาจารย์เสินมีชื่อเสียงไม่เลวในหมู่พ่อค้าที่นี่
หากไม่ใช่เพราะเขาต้องส่งลูกชายคนเล็กไปเรียนที่สำนักศึกษาสกุลไป๋เพื่อสานสัมพันธ์กับอีกฝ่าย เขาคงส่งลูกชายไปเรียนที่สำนักศึกษาสกุลเสินแทนแล้ว
เล็กกว่าก็จริง คนยังมีจำนวนน้อยกว่า แต่เขาสอนดีนี่นา
“เจ้ารู้ไหมว่าจูซุ่นเต๋อผู้นี้เข้าสำนักศึกษามานานเท่าไหร่แล้ว?” กล่าวถึงตรงนี้ นายท่านผู้เฒ่าซุนหยุดไปเล็กน้อยแล้วหันมาถามซุนโส่ว
ซุนโส่วส่ายศีรษะ
“หนึ่งปี”
ซุนโส่วมีสีหน้างงงวย “ดังนั้น?”
เรียนหนังสือเก่งหรือไม่ ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเลยหรือ?
แบบนั้นก็ดูไม่ได้ร้ายกาจอะไรเลยนี่นา
นายท่านผู้เฒ่าซุนจ้องตาอีกฝ่ายพลางเอ่ยว่า “เขาเตรียมจะลงสนามสอบปีหน้า”
ซุนโส่วเบิกตากว้าง “ปีหน้า?! ท่านพ่อ ท่านล้อเล่นแล้วกระมัง ไวปานนี้…จะลงสอบจริง ๆ?”
นายท่านผู้เฒ่าซุนพยักหน้า แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เป็นความจริง ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าก่อนหน้านี้ที่อาจารย์เสินไหว้วานให้คนช่วยรวบรวมข้อสอบถงซื่อในอดีตไปทั่วนั้นทำไปเพื่ออะไรกันเล่า?”
“แต่ก็อาจไม่ได้ทำไปเพื่อจูซุ่นเต๋อก็ได้นี่นา คนเป็นอาจารย์จะช่วยลูกศิษย์เตรียมตัวก่อนลงสนามสอบก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือขอรับ?” ซุนโส่วยกตัวอย่างเพื่อนร่วมสำนักของเขาในปีนั้น
ถึงเขาจะไม่สามารถเข้าร่วมการสอบขุนนาง แต่ก็เคยใช้เงินจำนวนมากเพื่อเข้าไปร่ำเรียนในสำนักศึกษา
ปีนั้น ก่อนที่สหายร่วมสำนักของเขาจะลงสนามสอบ อาจารย์ก็เคยเอาข้อสอบของปีก่อนหน้ามาสอนเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
นายท่านผู้เฒ่าซุนส่ายศีรษะ “ไม่เหมือนกัน ตอนที่เจ้าเรียนหนังสือ อาจารย์ของเจ้าแค่เอาตัวอย่างคำตอบที่ทำได้ค่อนข้างดีมาสอนพวกเจ้าว่าควรทำให้ได้ถึงขั้นไหน ที่ผ่านมาอาจารย์เสินก็ทำแบบเดียวกัน แต่ปีนี้เขารวบรวมข้อสอบจำนวนมาก กล่าวได้ว่ารวมข้อสอบในช่วงสิบปีมานี้ แล้วนำมาแยกตามหัวข้อสอบ…”
เขาทราบเรื่องเหล่านี้ได้ก็เพราะแม้ว่าตระกูลซุนจะตกต่ำลงแล้ว แต่เส้นสายในอดีตยังคงอยู่
มิตรสหายที่เคยคบหากันในอดีตพอได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับตำบลอันจิ่วก็มักจะส่งต่อมาให้เขา
ความเคลื่อนไหวของอาจารย์เสินอาจเล็ดลอดสายตาคนอื่นในตำบลอันจิ่วไปได้ แต่ไม่อาจรอดพ้นจากหูตาของเขาซึ่งรู้จักผู้คนกว้างขวาง
หากพ่อค้าไม่มีเส้นสายก็คงไม่ทันข่าวสาร
หากไม่ทันข่าวสารก็อย่าหวังเลยว่าจะช่วงชิงโอกาสได้ก่อนพ่อค้าคนอื่น ๆ
ถ้าเป็นที่อื่นเขาอาจทำไม่ได้ถึงขั้นนี้ แต่ตำบลอันจิ่วถูกเขากว้านซื้อเครือข่ายเอาไว้แต่แรก นี่ยังเป็นเหตุผลที่เขาเลือกกลับมาตั้งหลักที่นี่
ประการแรก นี่คือบ้านเกิดของเขา ไม่ดึงดูดความสนใจของคนอื่น ประการที่สอง ย่อมเป็นเพราะที่นี่มีหูตาของเขา
“ข้ามั่นใจว่าอาจารย์เสินจัดทำข้อสอบชุดนี้ขึ้นมาเพื่อจูซุ่นเต๋อโดยเฉพาะ”
ประโยคเดียวก็เปิดเผยเรื่องราวออกมาได้จนหมด
ซุนโส่วไม่ใคร่เข้าใจ “ท่านพ่อ ข้อสอบไม่ได้จะออกกันซ้ำ ๆ เสียหน่อย อาจารย์เสินให้คนที่เพิ่งเข้าเรียนได้แค่ปีเดียวทำข้อสอบเก่าพวกนั้นไปก็ไม่มีประโยชน์กระมัง?”
“มีประโยชน์หรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ข้ารู้ว่าผู้ตรวจราชการที่มาตำบลอันจิ่วช่วงก่อนนี้เป็นสหายเก่าของอาจารย์เสิน”
เอาเถอะ ซุนโส่วไม่มีอะไรจะพูดแล้ว
“ต่อให้ปีหน้าสอบไม่ผ่านแล้วอย่างไร? อาจารย์เสินให้ความสำคัญต่อจูซุ่นเต๋อถึงเพียงนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาคงเป็นคนมีความสามารถ จะสามปีหรือห้าปี พวกเราก็รอไหว…”
เงียบไปครู่หนึ่ง ซุนโส่วก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ท่านพ่อ ต่อให้เขาสอบได้แล้วอย่างไร? ในเมืองหลวง ถ้าไร้คนสนับสนุน เขาก็ทำได้แค่อยู่ว่าง ท่านลืมจ้วงหยวน*[1] ในปีนั้นไปแล้วหรือ? ท่านเคยบอกข้าว่า การสอบเคอจวี่เป็นแค่ด้านหนึ่ง เส้นสนกลในและรากฐานของวงศ์ตระกูลก็สำคัญมากเช่นกัน”
“เฮ้อ…” นายท่านผู้เฒ่าซุนถอนหายใจ “ข้าไม่ได้คิดการใหญ่ถึงเพียงนั้น ข้าเพียงคิดว่าครอบครัวพวกเขามีบัณฑิต ต่อให้ไม่ได้เป็นขุนนางใหญ่โต แต่แค่ปกป้องกิจการเล็ก ๆ แบบนั้นคงไม่ใช่เรื่องยาก ข้าร่วมมือทำการค้ากับพวกเขาก็นับว่าเป็นการเหลือทางรอดให้ลูกหลานตระกูลซุนสายหนึ่ง”
“นับแต่โบราณมาพ่อค้าก็มีฐานะต่ำต้อย ข้ากลัวว่าพอข้าไม่อยู่แล้วก็จะไม่มีใครเห็นแก่หน้าพวกเจ้าอีก”
“ถึงตอนนั้น พวกเจ้าอาจต้องลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ”
“ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าต้องตกต่ำจนถึงขั้นไปเป็นพ่อค้าตัวเล็กตัวน้อยแบบนั้น”
……
ครั้นมองผมสีดอกเลาและริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของบิดาผู้ชรา ซุนโส่วก็รู้สึกละอายใจยิ่ง
ปีหน้าลูกชายของเขาจะแต่งงานแล้ว ปีถัดไปเขาก็คงได้เป็นปู่คน แต่เขากลับยังต้องพึ่งพาบิดา…
ล้มเหลวในการเป็นบุตรชายได้ถึงขั้นนี้ คงมีแค่เขาแล้ว
“ท่านพ่อ ลูก…”
นายท่านผู้เฒ่าซุนโบกมือเบา ๆ “ไม่ต้องพูดแล้ว ถ้าจะโทษก็โทษข้าเถอะ ถ้าตอนนั้นข้า…”
[1] จ้วงหยวน (状元) คนไทยอาจรู้จักในชื่อจอหงวน คือคนที่สอบได้ที่ 1 ในการสอบขุนนาง (เคอจวี่)