ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 499 ระแคะระคาย
บทที่ 499 ระแคะระคาย
เมื่อความร่วมมือค้าขายกับตระกูลซุนเป็นที่แน่นอนแล้ว จิตใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ของคนสกุลจูจึงสงบลงได้เสียที
“คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะใช้ชื่อของท่านแม่”
“นั่นน่ะสิ ข้านึกว่าป้ายร้านจะใช้ชื่อตระกูลซุนของพวกเขาเสียอีก”
“พวกเราออกสูตรอาหาร พวกเขาออกเงิน พวกพี่เป้าออกแรง…เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน”
……
ภายในเรือน เหล่าสะใภ้สกุลจูพูดคุยกันเจื้อยแจ้ว
แสงแดดส่องลงมาจากท้องฟ้า ทอดผ่านต้นไม้สูงตระหง่านต้นหนึ่ง ลำแสงลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ลงไปกลายเป็นดวงดาวกระจิริดเกลื่อนกลาด
ซานเป่ากับซื่อเป่านั้นในมือถือกรงขนาดเล็กกรงหนึ่ง ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ แลหาหนอนน้อยไปทั่ว
“ไปทางนั้นแล้วหรือเปล่า?”
“ทางไหน?”
“ทางนั้น”
……
นิ้วน้อย ๆ ชี้บอกทิศทาง หนอนใบไม้ตัวเล็กเท่านิ้วก้อยตัวหนึ่งก็พอให้พวกเขาเล่นกันได้ครึ่งค่อนวันแล้ว
ดูหนอนน้อยคืบคลานไปทีละนิด ทั้งยังหาสิ่งกีดขวางมาวางเอาไว้ คอยมองมันข้ามไปทั้งอย่างนั้น
“ประหลาดยิ่ง พี่สาม มันปีนกำแพงได้ แต่พวกเราทำไม่ได้”
“ถามท่านย่า ท่านย่ารู้”
……
จากนั้นเพียงคลาดสายตาไปเล็กน้อย หนอนน้อยก็หายไปเสียแล้ว ไม่ทราบว่าคลานไปที่ใด
เด็กน้อยทั้งสองล้มเลิกความตั้งใจไปถามผู้เป็นย่า รีบไปหาหนอนน้อยตัวนั้นแทน
สุดท้ายกลายเป็นว่าคำถามที่ตั้งใจว่าจะไปถามเย่อวี๋หรานกลับถูกพวกเขาลืมไปเสียสนิท
บริเวณท้ายเรือนของเรือนหลังเก่า
จูปาเม่ยเจอเจียงหยวนซือที่มาโดยไม่ได้รับเชิญอีกครั้งก็อ่อนใจยิ่งนัก
“ทำไมเจ้ามาอีกแล้ว?”
เจียงหยวนซือกระโดดลงมาจากกำแพง ใบหน้าแดงก่ำ “คือว่า…”
เขาล้วงเอาของสิ่งหนึ่งออกมาจากในอกเสื้ออย่างรีบร้อนแล้วยัดให้จูปาเม่ย
จูปาเม่ยมีประสบการณ์แล้ว เบี่ยงกายหลบทันที “เจ้าทำอะไร? ข้าบอกแล้ว ข้าไม่รับสิ่งของของเจ้า…”
เจียงหยวนซือส่งสิ่งของให้ไม่สำเร็จ มือที่ถือกำไลค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ “ข้า ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น…”
มารดามันเถอะ นังเด็กบ้านนอกคนนี้ เหตุใดจึงจัดการยากเช่นนี้?!
ในใจอดมีโทสะไม่ได้
คราวก่อนใช้กำไลปลอมวงหนึ่ง แต่กลับถูกนางมองออก
ตอนนั้นเขาอับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีไปเลยทีเดียว
ตอนแรกเขาคิดว่าแค่ใช้กำไลปลอมก็คงหลอกลวงได้แล้ว แต่กลับไม่สำเร็จ ได้แต่กัดฟันไปหากำไลเงินแท้มาวงหนึ่ง
สุดท้าย…
เอากำไลเงินแท้มาแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับมีประสบการณ์แล้ว พอเขายื่นมือออกไปก็เบี่ยงกายหนี ไม่ยอมรับสิ่งของจากเขา
เจียงหยวนซือก่นด่าในใจ ข้าไม่ใช่ปลิงเสียหน่อย หลบหาพระแสงอะไร?
“จิ้งจิ้ง เจ้ายังโกรธเรื่องเมื่อคราวก่อนอยู่หรือ?” (จูปาเม่ยชื่อจริงว่าจูซูจิ้ง)
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ข้าไม่รู้ว่านั่นเป็นของปลอม”
……
เขาพยายามอธิบาย สีหน้าก็เสแสร้งได้สมจริงสมจังประหนึ่งคิดเช่นนั้นจริง ๆ
จูปาเม่ยหาได้หลอกง่ายถึงปานนั้น นางรักษาระยะห่างเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้
คราวก่อน ๆ นางยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ ทำให้คนผู้นี้ฉวยโอกาสได้
แต่หลังจากนั้นนางก็ได้สติว่า ไม่ถูกสิ คนผู้นี้มาจากไหน?
นางไปถามพี่สะใภ้สี่อย่างอ้อม ๆ
“คนแปลกหน้า?” หลี่ซื่อเด็ดผักในมือพลางตอบโดยไม่เงยหน้า “ไม่มีนี่ ช่วงนี้ไม่มีคนแปลกหน้าย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านพวกเรา มีอะไรหรือ เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไม?”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” จูปาเม่ยไม่อาจพูดความจริงอยู่แล้ว
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องดีอันใด ถ้าให้พี่สะใภ้สี่รู้ เรื่องต้องไปถึงหูมารดาของนางแน่นอน
มารดาของนางนิสัยอย่างไร นางยังจะไม่รู้?
คงได้จับนางมาพร่ำสอนเรื่องคุณธรรมสตรีอีกเป็นแน่แท้
จูปาเม่ยรู้สึกว่าแต่ละวันตนเองมีภาระเรียนและภาระงานมากพอแล้ว ไม่อยากให้มารดาเพิ่มคาบเรียนให้อีก
นอกจากนี้ นางยังไม่คิดว่าระหว่างตนเองกับเจียงหยวนซือจะมีอะไร แค่รู้สึกว่าเขาน่าแกล้งก็เท่านั้น อยู่ว่างไม่มีอะไรทำแกล้งเขาเล่นก็สนุกดีเหมือนกัน สามารถใช้เป็นกิจกรรมฆ่าเวลาได้
แต่อีกฝ่ายมีจุดมุ่งหมายอะไรกันแน่ เรื่องนี้ยังต้องสืบให้กระจ่าง
“แล้วหมู่บ้านข้าง ๆ ล่ะเจ้าคะ?” จูปาเม่ยถาม “ไม่มีพวกลูกท่านหลานเธอหรือบัณฑิตแบบในงิ้วบ้างเลยหรือ? ตอนนี้เข้าฤดูสารท อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว พวกคนมีอันจะกินในตำบลไม่ออกมาล่าสัตว์กันเลยหรือเจ้าคะ?”
แท้จริงแล้ว นางเพียงสอบถามอย่างอ้อมค้อม เพื่อดูว่าเรื่องที่เจียงหยวนซือพูดมานั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ลือกันอยู่ข้างนอกหรือไม่
“ลูกท่านหลานเธออะไรกัน? ถิ่นทุรกันดารแบบนี้ ผู้ใดยังจะมาที่นี่?” หลี่ซื่อเงยหน้าขึ้นมอง “เจ้าคงไม่ได้ไปฟังคนเล่าเรื่องเหลวไหลจากเรือนคนอื่นมาอีกแล้วหรอกนะ? จะลูกท่านหลานเธอหรือบัณฑิตตกยากในงิ้วพวกนั้นล้วนแต่งขึ้นมาทั้งนั้น เจ้าอย่าให้แม่เจ้ารู้เชียว ไม่อย่างนั้นคงโดนบ่นหูชาแน่”
“พี่สะใภ้สี่~” จูปาเม่ยกอดแขนออดอ้อนอีกฝ่าย “พี่สะใภ้สี่คนดีของข้า ท่านอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่เชียวนะ ไม่อย่างนั้นท่านแม่ต้องตำหนิข้าแน่”
หลี่ซื่อยิ้ม “เจ้านี่นะ…รู้ทั้งรู้ว่าท่านแม่มีนิสัยอย่างไร ยังขยันสร้างเรื่องให้ท่านแม่โมโห ข้าว่าเจ้าหาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ ท่านแม่ไม่ได้จะห้ามเจ้าไปเป็นนายหญิงเสพโชคลาภวาสนาอยู่ในบ้านตระกูลใหญ่พวกนั้นเสียหน่อย แค่อยากให้เจ้าเรียนรู้เอาไว้ให้มาก ถ้าพี่เจ็ดของเจ้าสอบเป็นขุนนางได้ เจ้าจะได้มีพื้นฐานเอาไว้…”
“ข้ารู้ ท่านไม่เห็นหรือว่าทุกวันนี้ข้าตั้งใจเรียนขนาดไหน? ทั้งงานเย็บปัก ทำชาด มีอย่างไหนที่ข้าทำได้ไม่ดีบ้าง?” จูปาเม่ยมุ่ยปากพูด “ท่านแม่ยังบ่นว่ารอให้ที่เรือนมีรายได้มากกว่านี้ค่อยซื้อกระดาษมาให้ข้าฝึกคัดอักษรวาดภาพ ท่านว่าข้าเป็นผู้หญิงแท้ ๆ จะเรียนเรื่องพวกนั้นไปทำไม?”
“เรียนไปทำไม? พวกนายหญิงในบ้านคนรวยทั้งหลายมีใครไม่เชี่ยวชาญเพลงพิณหมากรุกคัดอักษรวาดภาพพวกนี้บ้าง? ท่านแม่คงคาดหวังอยากให้เจ้าได้เป็นเมียเอกน่ะสิ”
กล่าวจากใจจริงแล้ว หลี่ซื่ออยากให้จูปาเม่ยได้ดีจริง ๆ
ถ้านางได้ดีก็ย่อมสามารถช่วยให้พี่น้องในบ้านเดิมได้ดีไปด้วยไม่ใช่หรือ?
คงเหมือนกับที่แม่สามีว่าไว้ ‘หนึ่งคนบรรลุเซียน ไก่และสุนัขก็พลอยได้ขึ้นสวรรค์ไปด้วย’ กระมัง?
“ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว ให้ท่านแม่กลับมาก่อนค่อยว่ากันเถอะ…” จูปาเม่ยเห็นว่าบทสนทนาเริ่มออกทะเลแล้วจึงวกกลับมา “พี่สะใภ้สี่ ข้างนอกนั่นไม่มีเรื่องใหม่ ๆ บ้างเลยหรือเจ้าคะ? หมู่บ้านเชิงเขาไท่ตังมีตั้งมาก จะไม่มีคนสูงศักดิ์หรือบัณฑิตสักคนเลยหรือ?”
“ข้าว่าเจ้าอุดอู้อยู่ในเรือนมากเกินไปแล้ว รอท่านแม่กลับมาก็ขออนุญาตท่านแม่ออกไปเล่นข้างนอกบ้างสิ”
“ความคิดนี้เข้าท่า” จูปาเม่ยกอดแขนหลี่ซื่อแล้วแกว่งไปมา “พี่สะใภ้สี่ ท่านยังไม่ตอบคำถามข้าเลย”
“คนสูงศักดิ์ไม่มีหรอก แต่บัณฑิตกลับมีอยู่คนหนึ่ง พาสาวใช้กับแม่นมมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านข้าง ๆ…” ในหมู่บ้านใกล้ ๆ มีบัณฑิตแปลกหน้าพาสาวใช้กับแม่นมมาอาศัยอยู่ หลี่ซื่อที่หูตาสับปะรดจะไม่รู้เรื่องได้อย่างไร?
แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับครอบครัวตนเอง นางจึงคร้านจะพูดถึง
จูปาเม่ยตาสว่างวาบ รีบคะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายเล่ามาโดยละเอียด
“แค่บัณฑิตคนเดียวมีอะไรน่าสนใจ? บ้านเราใช่ว่าจะไม่มีเสียหน่อย” หลี่ซื่อไม่เก็บมาใส่ใจ แต่ก็เล่าเรื่องที่ได้ยินมาให้จูปาเม่ยฟัง
แต่เมื่อออกมาจากปากของหลี่ซื่อกลับกลายเป็นคนช่างเจรจา ใจคอเปิดเผยคนหนึ่ง
เทียบกับคนในความทรงจำของจูปาเม่ยราวกับเป็นคนละคน
หากไม่ใช่เพราะชื่อตรงกัน นางคงนึกว่าไม่ใช่คนเดียวกันเสียแล้ว
นางคิดในใจว่า หรือว่าเพราะอยู่ต่อหน้านางจึงขี้อาย?
ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ว่า…
“ไม่พูดกับเจ้าแล้ว ข้าไปทำกับข้าวก่อนล่ะ ถ้าเจ้าไม่มีอะไรทำก็ช่วยดูซานเป่ากับซื่อเป่าให้ข้าด้วย” หลี่ซื่อจัดการผักในตะกร้าเสร็จก็ลุกขึ้น
“เจ้าค่ะ พี่สะใภ้สี่ ท่านไปทำงานเถอะ ข้าจะดูแลพวกเขาให้เอง”
นอกจากสอบถามกับหลี่ซื่อ จูปาเม่ยยังอาศัยช่วงที่ไปส่งของที่เรือนปู่ย่าแวะไปสอบถามจากหญิงปากสว่างที่เรือนข้าง ๆ อีกด้วย