ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 501 สั่งสอน
บทที่ 501 สั่งสอน
ขณะที่จูปาเม่ยยืนคุยกับเจียงหยวนซืออยู่ในลานเรือน จูซื่อกับจูอู่ซึ่งเฝ้าอยู่บริเวณใกล้ ๆ นั้นมาแต่แรกจ้องเขาเขม็งด้วยสายตาประหนึ่งมีหนามแหลมคม
จูซื่อกับจูอู่แทบอยากเข้าไปขย้ำคอผู้ชายที่จ้องจะจับน้องสาวของพวกตนเสียเดี๋ยวนั้น
มารดามันเถอะ! คิดว่าพวกข้าตายไปแล้วเรอะ?
จะยืนใกล้ขนาดนั้นทำไม ไม่เห็นเรอะว่าน้องข้าพยายามถอยห่างจากเจ้าอยู่?
ลองเอาเปรียบน้องข้าดูสิ ข้าเอาเจ้าตายแน่!
สิ่งที่ทำให้พวกเขาโล่งใจหน่อยคงเป็นเรื่องที่จูปาเม่ยไม่ได้หลอกง่ายเหมือนที่พวกเขาคิด เห็นได้ชัดว่ายังไม่หลงคารมอีกฝ่าย
ดูสิ ของที่อีกฝ่ายส่งให้ จะของปลอมหรือของแท้ จูปาเม่ยล้วนไม่รับไว้
จูปาเม่ยถอยออกไปอีกก้าว นวดขมับที่ปวดตุบ ๆ “โธ่ เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าไม่มีทางรับของจากผู้ชายนอกครอบครัวหรอกนะ คุณชายเจียง ครอบครัวข้าสั่งสอนเข้มงวด ถ้าข้ารับของของเจ้า แม่ข้าคงตีข้าตายพอดี…”
นางย่อมทราบว่ามารดาไม่ทำร้ายนางอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ต้องพูดดักไว้ก่อน
คนผู้นี้ดูเหมือนฟังภาษาคนไม่เข้าใจ พูดเองเออเอง น่ารำคาญยิ่งนัก
ตอนแรกยังพอมีความอดทน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า จูปาเม่ยก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ
นางถึงขั้นเสียใจว่าตอนแรกตนเองไม่น่าเห็นแก่ที่อีกฝ่ายเป็นบัณฑิต คิดว่าเขาอาจเป็นเพชรในตม จึงปฏิบัติต่อเขาอย่างเกรงอกเกรงใจ
ตอนนี้ดียิ่ง นางจะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ล้วนลำบาก
“ไม่หรอก” เจียงหยวนซือว่า “แค่อย่าให้แม่เจ้าจับได้ก็พอแล้วนี่นา”
“เป็นไปไม่ได้ ข้ามีอะไรบ้าง แม่ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร?” จูปาเม่ยกล่าวแย้ง
เจียงหยวนซือพูดเสียงอ่อน “แต่พวกเราเจอกันตั้งหลายครั้ง แม่เจ้าก็ไม่รู้นี่นา?”
จูปาเม่ยถลึงตาใส่เขา
เจียงหยวนซือหดคอ ทำท่าขลาดเขลาไม่กล้าพูด
“ข้าบอกว่าแม่ข้าจับได้ก็คือจับได้ ได้ยินไหม?”
“ได้ยินแล้ว…” น้ำเสียงของเจียงหยวนซือเบาหวิว
“ได้ยินแล้วก็เอาสิ่งของกลับไปเสีย” จูปาเม่ยค้นพบว่าต้องวางท่าดุร้ายสักหน่อยจึงจะได้ผลจริง ๆ
นางเปิดประตูตรงท้ายเรือนให้เขา แล้วพูดว่า “รีบไปเถอะ อีกหน่อยซานเม่ยกับซื่อเม่ยก็กลับมาแล้ว ถ้ามาเจอเข้าจะไม่ดี”
“แต่…”
“ไม่ต้องพูดไร้สาระ! ถ้าให้คนมาเห็นเข้า ข้ายังจะไปพบผู้คนได้อีกหรือ?”
เจียงหยวนซือ “…”
ข้าอยากให้คนมาเห็นแทบบ้าอยู่แล้วเนี่ย!
แต่พอนึกถึงว่าจูปาเม่ยอายุยังน้อย เขาก็มีอันปวดเศียร
ถ้าอายุมากกว่านี้สักหน่อย เขายังหักใจลงมือได้ ทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุก นางยังจะไม่โอนอ่อนตามเขาอีกหรือ?
แต่ยังเด็กเช่นนี้ ถ้าเขากินไปทั้งอย่างนี้ก็คงเลวทรามเยี่ยงเดรัจฉาน เจียงหยวนซือหักใจทำไม่ลงอยู่บ้าง
“ไปสิ ยืนบื้ออะไรอยู่?” จูปาเม่ยหันมามองก็พบว่าคนยังไม่จากไป จึงถลึงตาใส่เขา
เจียงหยวนซือยังแสร้งทำเป็นอ่อนแอต่อไป “แต่…แต่เจ้ายังไม่รับไว้เลย”
เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าจูปาเม่ย คิดจะมอบของให้นางอีก
ท่าทางเช่นนั้นพาให้จูซื่อกับจูอู่ชมดูจนโมโห ‘ชักช้ายืดยาด ไม่เป็นลูกผู้ชายเอาเสียเลย ถ้าจะไปก็รีบไสหัวไป ไม่เข้าใจเรอะ?’
เมื่อจูปาเม่ยไล่เจียงหยวนซือออกไปได้แล้ว สองพี่น้องก็ตามออกไปถึงนอกเรือนโดยไม่ลังเล สะกดรอยไปตลอดทาง
เจียงหยวนซือก็สมควรโชคร้ายจริง ๆ คิดจะจับน้องสาวผู้อื่นยังไม่พอ ยังเลือกเดินไปบนทางที่ปลอดผู้คนอีกต่างหาก
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงถูกคนเอาถุงกระสอบคลุมศีรษะได้อย่างง่ายดาย
“โอ๊ย!”
“พวกเจ้าทำอะไรน่ะ?”
“ปล่อยข้า ข้าไม่ใช่โจรนะ”
“โอ๊ย อย่าตี อย่าตี เจ็บจะตายชัก…”
……
จูซื่อกับจูอู่ไม่พูดอะไรสักคำ ระดมหมัดเตะต่อย แค่ให้แน่ใจว่าตีแล้วไม่ตายเป็นใช้ได้
ตอนจะจากไป จูอู่ยังแย่งกำไลเงินมาจากเจียงหยวนซือ
จูซื่อนึกสงสัย แต่ไม่กล้าส่งเสียง รอจนถึงบริเวณปลอดคนแล้วค่อยถามขึ้นอย่างไม่พอใจ “เจ้าแย่งของของคนอื่นมาทำไม? พวกเราไม่ใช่โจรเสียหน่อย”
“แย่งเพื่อทำให้เขาเข้าใจว่าพวกเราเป็นโจรอย่างไรเล่า ถ้าไม่ชิงสิ่งของมาด้วย เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราตีเขาไปทำไม?” จูอู่พูด
“แต่ถ้าเขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตนเองถึงถูกตี แล้วยังหน้าด้านมาอีกเล่า?”
“กลัวอะไร? มาอีกก็ตีอีก แย่งของมาหลาย ๆ ครั้ง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขายังจะมีเงินเหลือมายุ่งกับปาเม่ยอีก”
จูซื่อนิ่งงัน
…เอาเถอะ ถือว่าเจ้าโหด!
แต่มองกำไลในมือจูอู่ เขามองอย่างไรก็ขัดหูขัดตา
“เจ้าคิดจะทำอย่างไรกับกำไลนั่น?”
จูอู่มองก้อนหินขนาดใหญ่ข้างทาง กลอกตารอบหนึ่งแล้วก็พลันบังเกิดความคิด “จะทำอย่างไรได้? กำไลเงินก็เป็นเงินเหมือนกันนี่”
เขาตรงไปหยิบก้อนหินขึ้นมาทุบครั้งแล้วครั้งเล่า ทุบจนกำไลเงินวงนั้นกลายเป็นก้อนเงินน้อยใหญ่
เกรงว่าต่อให้ร้านที่ขายกำไลวงนี้มาเห็นเข้าก็คงดูไม่ออกว่านี่เป็นสินค้าจากร้านตนเอง
“พี่สี่ ท่านกลับไปก่อนเถอะ ข้าจะไปเรือนจูกู่กับจูหมี่สักหน่อย”
“หา เจ้ายังจะไปเรือนพวกเขาอีกหรือ?” จูซื่อมุ่นคิ้ว “เจ้าไม่รังเกียจว่าเรือนพวกเขาสกปรกหรือไร?”
เขาย่อมไม่ได้หมายถึงจูกู่และจูหมี่ แต่หมายถึงแม่ม่ายฉินที่นอนซมอยู่บนเตียงต่างหาก
ตั้งแต่แท้งลูกคราวนั้น นางก็ไม่เคยดีขึ้นอีกเลย
หลังแท้งไม่ได้อยู่ไฟ ทำให้สุขภาพทรุดโทรม ความสัมพันธ์กับลูกชายทั้งสองก็เลวร้ายลงทุกวัน
นางคิดว่าตนเองทำทุกอย่างนั้นก็เพื่อลูกชายทั้งสอง อีกฝ่ายไม่เพียงไม่สำนึกบุญคุณ แต่ยังไปคลุกคลีกับลูกชายของ ‘คู่แค้น’ ของนางอีกต่างหาก แม่ม่ายฉินแค้นใจจนแทบกระอัก
“พวกเจ้าจะไปไหนอีก?”
“วัน ๆ ไม่รู้จักอยู่บ้าน ไม่ตั้งใจทำงาน เอาแต่วิ่งแจ้นออกไปข้างนอก อยากตายเรอะ?”
“ทำไมข้าถึงคลอดลูกชายไม่เอาไหนอย่างพวกเจ้าออกมาได้นะ น่าแค้นใจจริง ๆ!”
……
จูกู่กับจูหมี่ปล่อยให้แม่ม่ายฉินด่าตามใจชอบ คำบริภาษลอยเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา ควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
ได้ยินเสียงนกประหลาดดังมาจากข้างนอก ดังยาวสามครั้ง สั้นสองครา พวกเขาสบตากัน หยิบสิ่งของที่ตระเตรียมเอาไว้ออกจากเรือนไปด้วย
เสียงก่นด่าของแม่ม่ายฉินดังแว่วออกมาจากในเรือน
“แม่พวกเจ้าด่าพวกเจ้าอีกแล้ว?” จูอู่เห็นพวกเขาออกมาก็รีบกวักมือเรียกจากอีกฝั่ง
“พี่ห้า…” จูกู่กับจูหมี่ทักทายด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยว
จูอู่เห็นสิ่งของในมือพวกเขาก็ถามว่า “จะออกไปล่าสัตว์รึ? บอกพวกเจ้าแล้วว่าอย่าไป บนเขาอันตราย รอให้ผ่านไปอีกสักหลายวัน เก็บเกี่ยวมันเทศเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นจะพาพวกเจ้าไปหาเงิน…พวกเจ้าวางใจได้ หน้าหนาวนี้พวกเจ้าไม่อดอยากแน่ ข้าเตรียมการเอาไว้แล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอก พวกข้าจะไปวางกับดักเอาไว้แค่สองสามที่” จูกู่ที่อายุมากกว่าพูดขึ้น “พี่ห้า ท่านมาหาพวกข้ามีธุระอะไรหรือเปล่า? ถ้ามี พวกข้าก็จะไม่ไปแล้ว”
“ชู่ว…” จูอู่เอานิ้วแตะริมฝีปากเป็นเชิงบอกให้พวกเขาเบาเสียง
รู้แก่ใจว่าเรือนของอีกฝ่ายตั้งอยู่ห่างไกล ไม่มีใครผ่านมาทางนี้ จูอู่ยังทำเป็นมองทางนั้นทางนี้ทีราวกับเป็นโจรอย่างไรอย่างนั้น
“ข้าเก็บได้ของดี ตั้งใจเอามาให้พวกเจ้าโดยเฉพาะ พวกเจ้าอย่าไปบอกใครเชียว…” จูอู่พูดพลางล้วงสิ่งของที่ใช้ใบไม้ขนาดใหญ่ห่อเอาไว้ออกมาจากในอกเสื้อแล้วส่งให้อีกฝ่าย “พวกเจ้ารับไปเถอะ”
ของสิ่งนั้นมีขนาดใหญ่กว่าไข่ไก่เพียงเล็กน้อย จูกู่กับจูหมี่สบตากัน ยิ่งไม่เข้าใจมากกว่าเดิม
แต่พวกเขาก็รับมาโดยไม่พูดอะไร
“เปิดดูสิ!” จูอู่บอกพวกเขา
ทั้งสองแกะใบไม้ออกก็เห็นว่าในนั้นคือ ‘ก้อนกรวด’ สกปรกก้อนหนึ่ง ขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ
จูกู่กับจูหมี่อึ้งไป
ไม่หรอกมั้ง เงินหรือเนี่ย?!
“พี่ห้า พวกข้ารับของสิ่งนี้ไว้ไม่ได้หรอก…” พวกเขาตกใจยิ่งนัก รีบเอาคืนให้จูอู่ทันที